BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Tuesday, June 5, 2012

Japan Summer Trip 2011 by BumRes.com - Day 3

Japan Summer Trip 2011 by BumRes.com - Day 3



ไม่รู้เป็นเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินที่เกิน 10 km แน่ ๆ ของผมเมื่อวานรึเปล่า ทำให้วันนี้ผมตื่นเอาตอน 10 โมง (เสียเวลาเที่ยวสุด ๆ) พอตื่นปุ๊บก็รีบออกจากบ้านทันทีเพราะโปรแกรม ในวันนี้ก็แน่นเอี๊ยดไม่แพ้เมื่อวานเลยทีเดียว จุดหมายแรกของวันคือร้านราเมนข้อสอบ หรือร้าน อิจิรัง ราเมน นั่นเองครับ เจ้าร้านราเมนนี้ได้ชื่อเล่นว่าราเมนข้อสอบ, ราเมนคอก เพราะที่ร้านจะแบ่งที่นั่งแต่ละที่เป็นคอก ๆ ครับ (กันไม่ให้คนลอกข้อสอบกัน) เหตุผลที่ทางร้านทำแบบนี้ก็เพราะว่าอยากให้ผู้หญิงที่มากินคนเดียว ไม่ต้องเขิน และก็เวลาผู้หญิงจะสั่งเส้นเพิ่มหรืออะไรเพิ่มก็จะได้ไม่ต้องอาย รวมถึงต้องการให้ คนมีสมาธิกับการกินราเมนของตัวเองด้วยครับ เจ้าของร้านนี่ก็ช่างกล้านะครับ ไอเดียแหวกแนวสุด ๆ แต่ทีเด็ดที่ผมมากินแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะจะมานั่งในคูหาเลือกตั้งของร้านนี้ แต่เป็นรสชาติราเมนต่างหาก

ราเมนของร้านนี้เป็นแบบกดคูปองที่ตู้แล้วก็เอาไปยื่นให้พนักงานที่จะซ่อนตัวเองอยู่หลังม่านของโต๊ะ อาหารของเรา โดยเราสามารถเลือกความแข็งของเส้น, ความเผ็ด, และก็รสชาติน้ำซุปได้ ราเมนของร้านอิจิรังจะเป็นราเมนสไตล์ฮากาตะ (ฟุกุโอกะ ในปัจจุบัน เมืองใหญ่สุดของเกาะคิวชู เกาะล่างสุดของญี่ปุ่น) เส้นราเมนจะเล็ก ๆ หน่อย และน้ำซุปของร้านนี้ค่อนข้างจะเผ็ดจัดจ้านดีครับ หลังจากได้กินจนหมดชาม ผมล่ะอยากจะเบิ้ลอีกชามมาก เพราะว่ามันอร่อยมากกกก แต่ก็แบบ ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวจะจุกจนเดินต่อไม่ไหว พอทำข้อสอบเสร็จ(กินเสร็จ) ผมก็เลยออกจากคูหาเลือกตั้งเลยในทันที

พออิ่มท้องแล้ว พวกเราก็ไปที่ JR ของ ชินจูกุเพื่อไปขึ้นตั๋ว JR Pass และจองรถชินกังเซ็นกันครับ เพื่อนผมบอกว่าเคยพาเพื่อนมาขึ้น JR Pass ไม่รู้พนักงานตรวจอะไรนักหนา ซัดไปเกือบชั่วโมง มางวดนี้ผมก็เลยเตรียมใจว่าจะนาน แต่ก็ไม่นานครับ (แค่?) 15 นาทีเท่านั้น ผมก็ได้ตั๋ว JR Pass สะท้อนแสง หน้าปกเป็นรูปคลื่นสึนามิมาไว้ครอบครอง (คือจะทำเป็นรูปคลื่นสึนามิเพื่ออะไรครับพี่? ประเทศพี่เพิ่งโดนซัดไปไม่ใช่เหรอ?) แล้วก็ไปจองเที่ยวชินกังเซ็นไปลงอาโอโมริกันต่อ เนื่องจาก รถชินกังเซ็นส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นจะมีแต่แบบ reserved seat ครับ คือถ้าไม่จองก็จะไม่มีที่นั่งเลยทีเดียว





แต่ละคนนั่งประจำคอก ไม่สนใจใคร

เมนูเป็นภาษาอังกฤษก็มี เลือกได้หมดทุกอย่าง เส้นแบบไหน, เผ็ดเท่าไร, น้ำซุปยังไง สะดวกสบาย ไม่ต้องใช้ภาษากายกันมากมาย

อันนี้คอกของผม ที่ถูกดึงเอาที่กั้นออก เพราะผมจะได้คุย ได้ชิมของเพื่อนผม

จำไม่ได้ล่ะครับว่าสั่งแบบไหนไป รู้แต่ว่าอร่อย

เส้นเล็กเหนียวนุ่ม เยี่ยมกู๊ด เอาใจข้าน้อยไปเต็ม ๆ

เกลี้ยงชาม อยากจะเบิ้ล แต่ก็เกรงใจ

กดสั่งอาหารที่ตู้ ได้คูปองมาก็ไปยื่น จะสั่งเพิ่มก็มากดใหม่ (แต่ไม่ต้องเก็บจานนะครับ)

มีบอกด้วย โต๊ะไหนว่างโต๊ะไหนมีคนนั่ง Hi-tech สุด ๆ กันไปเลย

นี่ล่ะครับ เห็นเจ้าป้ายนี้เมื่อไร เดินเข้าไปเลย อร่อยแน่ไม่ผิดหวัง



ตึกของสถานีฟูจิ ณ Odaiba ล้ำยุคสมกับที่อยู่ในย่านนี้จริง ๆ



ชิงช้าสวรรค์ เป็นอะไรที่เกลื่อนมาก ๆ ที่ญี่ปุ่น ไปแหล่งท่องเที่ยวไหนก็ตามจะมีกันทุกที่

ตึกมิไรคัง พิพิทธภัณฑ์แห่งอนาคตที่เราจะไปเยี่ยมชมกันครับ

รายละเอียดของแต่ละชั้น

เข้าไปก็เจอเจ้านี่ก่อนเลยครับ ลูกโลกจำลองที่เอาจอเล็ก ๆ แต่ละอันมาต่อกัน เป็นโลกที่เหมือนจริงมาก ๆ ไม่รู้ว่าแสดงสภาอากาศแบบ real-time จริง ๆ เลยรึเปล่า (น่าจะไม่ใช่)

ลูกเห็ดเล็กแดงมากมายครับ (ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพอดี) 

แผนภูมิวิวัฒนาการของหุ่นยนต์ อ่านไม่ออกครับ


เป้าหมายที่จะมุ่งหน้าต่อไปถือเป็นไฮไลท์ประจำทริปนี้สำหรับผมเลยครับ นั่นก็คือไปยังย่าน Odaiba หรือย่านแห่งอนาคตของโตเกียวนั่นเอง ย่านนี้มันอนาคตขนาดไหน? เริ่มต้นที่ตัวผืนดินของย่านนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างแล้วล่ะครับ เป็นแผ่นดินที่คนญี่ปุ่นไปถม ๆ สร้างกันขึ้นมาเป็นเกาะเอง และสิ่งก่อสร้าง, สถาปัตยกรรมทั้งหลายของย่านนี้จะล้ำยุคมาก ๆ ที่เด่นที่สุดก็คงเป็นตึก Fuji TV ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าตึกบ้าอะไรจะสร้างได้ล้ำยุคขนาดนี้ และที่เคยเป็นข่าวอันโด่งดังก็คือหุ่นกันดั้มขนาดเท่า ของจริง (สูง 40 m ได้) แต่เอามาตั้งอยู่แป๊บเดียวทาง Bandai ก็เอาออกไปซะแล้ว และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า ไปอยู่ที่ไหนแล้ว (ผมอดถ่ายรูปกับมันเลย ฮือ ๆ)





จำไม่ได้ล่ะครับว่าคืออะไร

แบบจำลองการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ทครับ จะมีลูกปัดสีขาวสีดำแทนเลขฐาน 2 ในการส่งข้อมูล

หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร

อันนี้น่าจะหุ่นยนต์เตะฟุตบอล

หุ่นตะขายไว้สำหรับเดินทางไปในที่ที่คนไปไม่ได้ เช่นกู้กับระเบิด, ป่าลึก

แบบจำลองเมืองอะไรก็ไม่รู้

อันนี้ขึ้นมาอีกชั้น ชั้นนี้จะออกแนวการแพทย์ ๆ หน่อยครับ อันนี้สมองคน 4 ส่วน

แขนผ่าตัดจำลอง (รู้สึกปัจจุบันจะมีแล้วของประเทศอเมริกาทำออกมา ตัวละ 100 ล้านบาทมั้ง)

แสดงระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในช่วงต่าง ๆ มีช่วง Tsunami ที่ผ่านมาด้วยครับ

Sky Tree หรือหอคอยกระจายสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์แห่งใหม่ ที่ต้องสร้างเพราะ Tokyo Tower เดิมมันเตี้ยไปเจอตึกต่าง ๆ บดบังหมดแล้ว เป็นนิทรรศการแสดงรายละเอียดของเจ้าหอคอยใหม่นี้ พอดีเสียค่าเข้าชมเพิ่ม ผมเลยไม่ได้เข้าไป ตอนนี้น่าจะเสร็จแล้วมั้ง (Feb 2012)

จุดหมายแรก ณ ย่าน โอเดบะ ของผมคือ มิไรคัง (แปลว่าตึกแห่งอนาคต) เจ้ามิไรคังนี่คือพิพิทธภัณฑ์ที่จะรวบรวมสิ่งล้ำยุค ๆ ทั้งหลายเหล่ของโลกนี้ และของญี่ปุ่นเอาไว้ในตึก ตอนผมไปมีเด็กตัวเล็ก ๆ มากันเต็มเลย และเด็กแต่ละคนดูสนใจสิ่งที่แสดงอยู่ในพิพิทธภัณฑ์นี้ กันอย่างมากด้วยครับ เห็นแล้วก็แอบชื่นใจแทน รัฐบาลญี่ปุ่นและก็แอบสงสารเด็กไทยที่ทำไม ๆ ๆ ไม่มีอะไรแบบนี้บ้าง พอเข้าไปถึงสิ่งแรกที่จะเห็นก็คือ ลูกโลกจำลองครับ แต่เป็นลูกโลกจำลองที่เท่มาก  ๆ เป็นการเอาทีวีจอเล็ก ๆ มาต่อ ๆๆๆ กัน จนกลายเป็นลูกโลก และแสดงสภาพอากาศได้อย่างล้ำสุด ๆ แค่เห็นเจ้าลูกโลกนี่ผมก็ประทับใจแล้วครับ ส่วนอย่างอื่นในมิไรคังนี่ก็จะมีพวก หุ่นยนต์ (ของผมเป็นหุ่นยนต์คล้าย ๆ ตะขายมาแสดงการเดินไปเดินมา) งานวิจัยเท่ ๆ (เสื้อคลุมล่องหน) และมี ส่วนที่แบบให้เราสามารถร่วมสนุกได้ด้วย (ส่งข้อมูลเป็นเลขฐาน 2 เพื่อดูการทำงานของ Internet, ไปควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด) คือขนาดผมที่เป็นผู้ใหญ่หัว(เริ่มจะ)ล้านแล้ว ผมยังชอบเลยล่ะครับ เพลินกับที่นี่อยู่เกือบ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว ค่าเข้า 600 yen นี่เป็นอะไรที่คุ้มสุด ๆ ครับ เสียดายตรงที่ ชั้นล่างสุดตอนนี้เป็นงานแสดงการสร้าง Sky Tree หรือโตเกียว ทาวเวอร์รุ่นที่ 2 นั่นเองครับ (ตั้งอยู่แถว ๆ อาซากุสะ) ซึ่งต้องเสียค่าเข้าชมแยกต่างหาก พวกผมก็เลยไม่เข้าไปดูกัน (เอาตังค์ไปซื้อเบียร์สดแก้วนึงแทนดีกว่า ฮาาา)

มีที่ให้นอนชมลูกโลกจำลองด้วยครับ Fin มาก
อันนี้เป็น Odaiba Republic เป็นคล้าย ๆ สวนสนุกชั่วคราว มีเรือของลูฟี่มาด้วย ขนาดเท่าลำจริง (เห็นคนตัวเล็ก ๆ เท่ามดมั้ยครับ?)

ร้อนมากครับร้อนจริง ๆ คนเยอะด้วย

อันนี้เป็นห้องเย็นไว้ดับร้อน ไม่รู้ข้างในมีอะไรเหมือนกันครับ 

ซุ้มเกม, กิจกรรม เพียบครับ

ชิงช้าสวรรค์ อย่างที่บอกครับ ตอนแรกเห็นก็ตื่นเต้นดี พอไปญี่ปุ่นบ่อย ๆ เจอแทบจะทุกย่านท่องเที่ยว  เอียนกันไปเลย

ในห้าง Fort อะไรสักอย่างครับ ตกแต่งเป็นสไตล์ Venation 

กาแฟ Starbucks ราคาเท่า ๆ กับที่ไทย แต่สั่งลำบากครับ เช่น Ice Triple Caramel Latae ต้องสั่งประมาณว่า ไอ ซึ ทริ เปอ รุ คา รา เม ลึ ลา เต้ ประมาณนี้

เสร็จจากมิไรคัง และเสร็จจากการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับ(ทรูวิชั่น)มิไรคังเสร็จ พวกผมก็เดินกันไปยังย่าน Shopping Complex กันต่อ จุดหมายแรกที่ผ่านคือ Odaiba Republic หรือสาธารรัฐโอเดบะนั่นเอง ตรงจุดนี้มีสิ่งก่อสร้างนึงที่สะดุดตาผมมาแต่ไกลมากนั่นก็คือ เรือซันนี่ ของลูฟี่ขนาดเท่าของจริงนั่นเองครับ! ผมล่ะอยากวิ่งขึ้นไปยืนตรงหัวเรือมาก ๆ แต่พอเจอค่าเข้าอันหฤโหด (รู้สึกจะ 2,600 yen) ผมก็เลยยินดีที่จะยืนเก็บภาพเจ้าเรือซันนี่นี้อยู่ไกล ๆ แทนดีกว่า นอกจากเจ้าเรือซันนี่ แล้วดูเหมือนสาธารณรัฐแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สิ่งชวนเสียเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมและเครื่องเล่นต่าง ๆ แต่ราคาก็แพงไปซะหมดผมก็เลย ขอเก็บแต่ภาพมาก็พอแล้ว


อยากได้สักชุดครับ แต่เห็นราคาแล้ว .. ถอยดีกว่า 


น้ำพุ เริ่ด ๆ ในห้าง


แฟนผมมาเห็นคงจะกรี๊ดสลบ

หรือเด็ก ๆ มาเห็นก็คงจะลงไปดิ้นอยู่บนพื้น

เดินหน้าต่อไปที่ Venus Fort ห้างประจำย่าน Odaiba แห่งนี้ ห้างนี้จะให้อารมณ์คล้าย ๆ ห้างที่อเมริกาครับ คือไม่ได้เป็นตึกสูง ๆ แต่จะเป็นตึกแบน ๆ ใหญ่ ๆ และก็มีร้านรวงขนาดใหญ่หน่อยอยู่ข้างใน ที่เจ๋งหน่อยสำหรับห้างนี้คือตัวเพดานจะตกแต่งเป็นท้องฟ้า ยามค่ำคืนและก็มีน้ำพุสวย ๆ สไตล์ยุโรปอันใหญ่อยู่ในห้างด้วยครับ ร้านรวงในห้างนี้ค่อนข้างจะเป็น ร้านที่ขายของแนว ๆ หน่อย พวกผมก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรนอกจากซื้อซองกล้อง Kitty กับตุ๊กตา Kitty มาจากร้าน Kitty ที่ใหญ่มาก ๆ ของที่นี่ครับ




Prius รถอันแสนจะภาคภูมิใจของ Toyota ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

โฆษณาของคุณพี่สามห่วงเค้าล่ะ



รถแปลก ๆ เต็มไปหมด

รถแห่งอนาคต เห็นเพื่อนผมบอกว่ามีมานานล่ะ (ปีกว่า) แต่ไม่ยักกะวางขายซักที

Lexus ก็มีแสดงโชว์ครบทุกรุ่น 


เดินไปกันต่อที่ Toyota Mega Web ครับหรือศูนย์แสดงรถยนต์ของโตโยต้านั่นเอง ณ ที่แห่งนี้จะมี รถยนต์ของ Toyota ทุกรุ่นทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ตั้งแสดงอยู่ ซึ่งรวม ๆ กันแล้วมันเยอะมากจริง ๆ ครับ ไม่น่าเชื่อว่า Toyota จะทำรถเยอะแยะขนาดนี้ นอกจากส่วนแสดงรถยนต์แล้ว ที่นี่ก็มีอะไรให้เล่น อีกครับเช่นสามารถลองขับรถได้, มีเกม Gran Turismo 5 สุดยอดเกมขับรถแห่งยุคให้ลองขับกันแบบจริงจัง และก็มีรถแห่งอนาคตคล้าย ๆ เป็นรถสองล้อแบบเรายืนขับน่ะครับ (ดูรูปประกอบ) ให้ลองขับกันได้ครับ เดิน ๆ ไปเดิน ๆ มาก็เพลินดีครับ (แต่จริง ๆ แอบเพลินเพราะแอร์เย็นสะใจ อากาศข้างนอกร้อนมาก ๆ ครับ)


มาอยู่ใต้ ชิงช้าสวรรค์แล้ว (แต่ไม่ได้ขึ้น)

Game Center 

เกมตีกลอง ผมเล่นไม่เป็น เห็นแล้วอยากเล่น แต่พอดีอ่านไม่ออก

ปาจิงโกะ ก็มาอาศัยอยู่ในชายคาเดียวกันได้ เพราะเค้าเป็นของถูกกฎหมาย

เกมขับรถอลังการงานสร้าง


อนุสาวรีย์คิทตี้ น่ารักมาก ผมเห็นแล้วยังกรี๊ดเลย

ญี่ปุ่นนี่ทำของน่ารัก ๆ ได้น่ารักสุด ๆ ไปเลยครับ เฮ้อ ชอบ


เสร็จจาก Toyota Mega Web เสร็จก็ไปยังชิงช้าสวรรค์ (ที่ยังไม่เปิดทำการจนกว่าจะกลางคืน) และ Gamecenter ของที่นี่ต่อครับ ตอนที่มาญี่ปุ่นคราวที่แล้วผมแอบพลาดไปทีแล้วที่ไม่ได้เข้า gamecenter ของเค้าเพราะ เท่าที่อ่านการ์ตูนมา แอบสัมผัสได้ว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับเพราะว่าข้างใน gamecenter นั้นใหญ่มาก ๆๆ เครื่องเกมมีหมดเลยทุกรูปแบบ เกมตีกลอง, ขับรถ, ยิงปืน และก็มีตู้ปาจิงโกะให้เล่นอีกเยอะมากด้วย เรียกได้ว่าถ้าเป็นผมตอนเด็กกว่านี้หน่อย เข้ามาในนี้นี่เผลอ ๆ จะกลายเป็นสวรรค์ไปเลยทีเดียว

หลังจากได้ย้อนวัยไปบ้างเล็กน้อยด้วยการเล่นเกมพอเป็นกระษัย ผมก็มุ่งหน้าต่อไปยังสถานีรถไฟ ที่จะขึ้นรถไฟกลับไปที่ชินจูกุครับ โดยเลือกเส้นทางที่จะผ่านห้างสรรพสินค้าที่ตั้งตัวเองอยู่ริมน้ำ และกะจะไปแวะชม เทพีเสรีภาพขนาดมินิด้วยครับ ระหว่างที่เดินผ่านห้างริมน้ำของที่ Odaiba นี่ผมรู้สึกว่า ถ้ามาเดินในช่วงที่อากาศดี ๆ หน่อย (ไม่ใช่ร้อนตับแตกแบบนี้) บริเวณนี้น่าจะเป็นบริเวณที่ชิลมาก ๆ เลยครับ อารมณ์ของย่านนี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนผมไป San Francisco ยังไงก็ไม่ทราบ ห้างจะโปร่ง ๆ คนไม่ค่อยเยอะเท่าไร มีร้านขายของกินเล่น ขนมแบบเท่ ๆ ตั้งอยู่ประปราย และก็มีวิวข้าง ๆ เป็นทะเล อืม เสียดายก็ตรงแต่ที่ผมเหงื่อแตกเหงื่อนแตนนี่แหละครับ เฮ้อ



ถ้าหมีขาวจริง ๆ มาคงละลายไปแล้วล่ะครับ (สังเกตอุณหภูมิ 29 องศษ ขนาดดวงอาทิตย์ตกแล้วนะครับ ร้อนนนน)

มองมุมนี้ดูตัวใหญ่ แต่ของจริงขนาดสัก 2 เท่าของคนเองครับ


ตึก Fuji สุดเท่ของผมยามเย็น เหมือนกับ Office Building อื่น ๆ ของญี่ปุ่น ไฟยังคงเปิดกันสว่างไสว แม้จะเย็นย่ำ(ก็ฮำเพลง) กันแล้ว


พอชักรูปกับเทพีเสรีภาพพอเป็นพิธีแล้วก็มุ่งหน้าไปขึ้นรถไฟกันครับ รถไฟสายนี้ผมจำชื่อสายไม่ได้ล่ะ แต่ค่อนข้างจะมีความพิเศษอยู่หน่อยตรงที่ รถไฟไม่มีคนขับครับ! (ใช้คอมพิวเตอร์ขับ) เพื่อนผมบอกว่ากว่ารถไฟสายนี้จะได้รับการอนุมัติ ต้องใช้เวลาอยู่นานเลยเพราะ คนญี่ปุ่นกลัวว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่รู้จะไปฟ้องใคร (ปกติจะฟ้องคนขับได้) แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไป ๆ มา ๆ แล้วถึงผ่านให้เอาคอมพิวเตอร์มาขับได้ก็ไม่รู้ครับ หลังจากนั่งรถไฟสายนี้เข้าไปในเขตโตเกียว และทำการเปลี่ยนสายที่ Shinagawa ผมก็ได้สัมผัสกับคลื่นฝูงชนบนรถไฟญี่ปุ่นของแท้ในชีวิตครับ (คราวที่แล้วมาช่วงปีใหม่ นั่งเวลาไหนคนก็ไม่ค่อยเยอะครับ) คือแบบ คนแน่นจริง ๆ แน่นจน BTS ของเมืองไทยอายไปเลย แต่ที่แย่กว่านั้นคือ รถไฟเปิดแอร์ไม่เย็นครับ ทำให้ผมต้องยืนเบียดเหงื่อแตก ไปจนถึงชินจูกุ ทรมานอยู่ร่วม 20 นาที! ซึ่งความทรมานนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นความสุขได้ถ้าคนข้าง ๆ ผมเป็นสาวยุ่นน่ารัก ๆ แต่เผอิญ เป็นตาลุงล้านแว่นนี่แหละครับมันก็เลยเป็นความทรมาน!


พอไปถึงชินจูกุ เป้าหมายของเราคือร้าน ทงคัตสึอันดับ 2 ของย่านนี้จากเว็บ r.tabelog ครับ (ร้านอันดับ 1 แพงมากเลยเอาอันดับ 2 แทน ฮาา) อาหารประเภททงคัตสึ หรือหมูชุบแป้งทอดของญี่ปุ่น ผมว่าเป็นอาหารที่ค่อนข้างแพงครับคือราคามื้อเย็นจะอยู่ที่ 2,000 - 3,000 yen ต่อ 1 ชุด 1 คนอิ่มโดยประมาณ แพงน้อยกว่าข้าวหน้าปลาไหล, ซูชิ เล็กน้อยครับ ทงคัตสึของที่ญี่ปุ่นนี่ก็เหมือนที่ไทย แหละครับ (หรือผมควรพูดว่าที่ไทยก็เหมือนญี่ปุ่น?) คือ กะหล่ำปลีฝอย, ซุปและข้าวสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่จะดีกว่าก็ตรงที่น้ำเปล่าก็เติมได้เรื่อย ๆ เช่นกันครับ (เนื่องจากเป็นน้ำก๊อก) ซึ่งไม่เจาะจงแค่เฉพาะร้านทงคัตสึนะครับ ร้านทุกร้านสามารถขอน้ำเปล่าได้หมดเลย โดยพูดว่า โอเหี้ยคุดาไซ! ครับ (จำง่าย ๆ ก็ ไอ้เหี้ยคุดาไซ ฮา) แน่นอนครับ รสชาติอาหารของร้านนี้ อร่อยไม่ผิดหวัง ที่เป็นร้านอันดับ 2 แห่งย่านนี้ นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว เบียร์ก็อร่อยด้วยครับ เบียร์สดของที่นี่เป็น Suntory Premium Malt ผมก็เพิ่งจะเคยกินเบียร์สดยี่ห้อนี้แหละครับ


เอิ่ม เพิ่งจะรู้จักชื่อร้านเอาตอนที่มาเขียนรีวิวนี่แหละครับ Katsukura @ Shinjuku - ทงคัตสึขั้นเทพครับ

มีคิวพอเป็นกระษัย รอไม่นานครับ 15 นาที

ตาลงคนนี้กระฉับกระเฉิงมาก

ผักดองของญี่ปุ่น เป็นอาหารที่อร่อยมากครับ อร่อยจนเพื่อนผมคนนึงที่อยู่ญี่ปุ่นมา 3 ปียกให้เป็น 1 ใน 5 สิ่งที่ชอบเลย

ทงคัตสึ หน้าตาเหมือนบ้านเรา แต่ความอร่อยต่างกันเยอะ

ไม่ว่าจะเป็นความกรอบนอกนุ่มใน ความฉ่ำของเนื้อ และอะไรต่าง ๆ นา ๆ

พออิ่มท้องจากทงคัตสึกันเสร็จตอน 3 ทุ่ม ราตรีนี้ยังเพิ่งเริ่มครับ โปรแกรมต่อไปของเราอยู่ที่ร้าน ยิ่งรัก(ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์นะครับ) ร้านคาราโอเกะสัญชาติไทยในย่านชินจูกุ  ตอนแรกที่เพื่อนผมชวนไป ผมจินตนาการเอาไว้ว่าเป็นร้านสไตล์ Water Side ตรงเลียบทางด่วนน่ะครับ (คาราโอเกะเป็นห้อง ๆ ) แต่ผมก็ลืมไปว่าที่นี่มันชินจูกุ ซึ่งที่ดินน่าจะแพงมากจนการที่จะทำคาราโอเกะแบบเมืองไทยได้ เป็นเรื่องยาก (หลังจากร้องคาราโอเกะที่ญี่ปุ่นแล้วทำให้รู้ว่าที่ไทยดีกว่า “มาก” จริง ๆ ครับ) ที่ร้านยิ่งรักนี้จะเป็นร้านอาหารแบบนั่งรวม ๆ กันมีเครื่องเสียงกับทีวีแค่ชุดเดียว และเวียนไมค์กันไป และแน่นอนครับ ร้านของไทยก็เลยมีเพลงไทยด้วย แต่เนื่องจากตั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น อาหารกับเครื่องดื่ม ก็เลยแพงสไตล์ญี่ปุ่น ข้าวผัดกะเพรา (อร่อยมาก) จานละ 1,500 yen เบียร์กระป๋องละ 500 yen อะไรประมาณนี้ครับ

แต่ละเซ็ทมีความต่างกันตรงตัวเนื้อ แต่เรื่องการทอดและอื่น ๆ แล้วเหมือนกัน

ข้าวเติมได้เรื่อย ๆ มาเป็นหม้อใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ

ซุปเต้าเจี้ยวก็เติมได้เรื่อย ๆ

ผมเห็นขณะรีวิวนี้แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกเลยล่ะครับ ทำไมมันถึง งดงามน่าซดขนาดนี้

อร่อยประทับใจ


พูดถึงคาราโอเกะ ที่มาของคำนี้คือคำว่า คารับโปะ ที่แปลว่าว่างเปล่า (หรือคา..อะไรสักอย่าง อาจารย์ผมบอกเมื่อนานมาแล้วครับ) กับคำว่า ออเครสต้า พอมารวมกันและออกเสียงสไตล์ญี่ปุ่นก็เลยเป็น คาราโอเกะ และกลายเป็นคำที่ฮิตกันไปจนทั่วโลกนี่แหละครับ กลับมาที่ร้านยิ่งรักกันต่อ ร้านนี้นอกจาก จะเป็นที่สังสรรค์(มั่วสุม?)ของนักเรียนไทยที่มาเรียนที่โตเกียวแล้ว คนญี่ปุ่นหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบ ประเทศไทย หรือผูกพันกับไทยก็จะมากันด้วยครับ อย่างวันที่ผมไปมีกลุ่มคนญี่ปุ่นมากัน 2 กลุ่ม และแต่ละคนในนั้น อ่านตัวอักษรไทยกันได้เกือบทุกคนครับ! ร้องเพลงพี่เบิร์ด Too Much So Much Very Much กันแบบ เป๊ะมาก ๆ แบบ เป๊ะจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคนญี่ปุ่นเลย อะไรงี้เลยครับ ผมงี้ตกใจจริง ๆ และร้องกันได้หลายเพลงมาก ๆ โดยเฉพาะเพลงเพื่อชีวิตนี่ไม่รู้ไปฝึกร้องกันที่ไหน ผมเองยังไม่รู้จักยังมีเลย ข้าน้อยขอคารวะจริง ๆ







ห้องเล็ก ๆ ทีวีชุุดเดียว ไมค์ 2 ตัว ฟังโต๊ะอื่นร้อง เวียนไมค์ไปเรื่อย ๆ

อีตาคนนี้นี่แหละครับ ร้องเพลงไทยได้แทบจะทุกเพลง อ่านไทยได้ แต่ดันพูดไทยไม่ได้ (พูดได้แบบน้อยมาก) อะไรของเฮียแกก็ไม่รู้


พวกเราสนุกสนานกันจนถึงเช้า เพราะหลังเที่ยงคืนแล้วรถไฟหมด และถ้ากลับระหว่างนั้นค่า taxi จาก ชินจูกุไปชินากาวะที่พักของพวกผม น่าจะกดไปร่วม ๆ 5000 เยนได้ก็เลยเอา 5000 เยนที่ว่าไปถลุงกับค่าเหล้าแทนดีกว่า (ฮา) หลังจากสนุกสนานกันจนถึงตี 4 นิด ๆ (สนุกจริง ๆ ครับโดยเฉพาะพวกคนญี่ปุ่นนี่เวลาพวกเค้าจะเมา ก็เมากันจนถึงที่สุดเลย) พวกผมก็รีบจ้ำอ้าว ๆ ไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกสุดกัน เพราะมีโปรแกรมจะต้องขึ้นรถไฟไปฮอกไกโดกันแล้ว เพื่อนผมเคยบอกว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นนอกจากช่วง Rush Hour ที่แน่นอนคนจะเต็มรถไฟกันแล้ว รถไฟเที่ยวสุดท้ายกับเที่ยวแรกของวันคนก็แน่นด้วยเช่นกัน ตอนมันบอกตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อ (มึงจะบ้าเหรอ เที่ยงคืนกับตีสี่เนี่ยนะคนจะแน่น) แต่ผมได้มีโอกาสสัมผัสรถไฟทั้ง 2 เที่ยวนี้แล้วครับ คนเยอะจริงอะไรจริง! รอบเที่ยงคืนส่วนใหญ่คนจะแน่นทุกสาย แต่รอบตีสี่นี่คนจะแน่นเฉพาะสายที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีครับ เช่น รปปงหงิ หรือ ชินจูกุ (ที่ผมเจอมาเอง) เป็นต้น แต่พอหลุดจากสายพวกนี้ไปแล้ว รถก็โล่ง ๆ ครับ เจ้ารถไฟเที่ยวสุดท้ายนี่ ผมอยากจะบอกว่าบางทีเผลอ ๆ จะแน่นกว่าช่วง Rush Hour ด้วยนะ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะคนทุกคนคิดว่า “ถ้ากูไม่ขึ้นรถไฟเที่ยวนี้ กูก็ไม่ได้กลับบ้านล่ะ” ประมาณนี้กันทุกคน เลยทำให้ ไม่ว่าจะเบียดแค่ไหน ก็ต้องขึ้นให้ได้ครับ ซึ่งผมเองก็เป็นแบบนั้น โชคดีที่ได้เทคนิคของเพื่อนผมมานั่นก็คือ หันก้นเข้าด้านในรถไฟ เอาตัวเข้าไป แล้วก็เอามือดันขอบรถประตูด้านบน ดัน ๆ เข้าไปจนตัวคุณเข้าไปอยู่โดยสมบูรณ์ และก็ยืนแบบขยับไม่ได้แบบนั้นไปล่ะครับ จนถึงสถานีปลายทาง!

จริง ๆ ถ้านับตามเวลาแล้ว ผมควรจะเริ่มวันใหม่ตอนเที่ยงคืนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากกิจกรรมที่ทำ มันไม่เป็นแบบนั้น ดังนั้นผมขอเริ่มวันใหม่เป็นหลังจากที่ผมกลับไปที่บ้านไปเอากระเป๋ามาแล้วละกันนะครับ


อ่านต่อวันที่ 4 ได้ในลิงค์นี้ครับ





Japan Summer Trip 2011 by BumRes.com Series



-------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...