BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Thursday, June 28, 2012

Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2

Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2





มาถึงตอนสุดท้ายของซีรีย์ ตระลุยกินถิ่นคันไซ ใบไม้ร่วง 2011 ของผมกันแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับมีแค่ร้านอาหารที่ผมไปมาและก็ห้าง Rinku Town เท่านั้น เริ่มกันเลยดีกว่า

หลังจากที่ไป Osaka Museum of Housing and Living กันเสร็จ พวกเราก็กลับมาพักที่โรงแรมรอเวลาอาหารเย็นกัน โดยเป้าหมายในมื้อนี้คือร้าน Tajimaya DX Shinsaibashi branch ร้านสุกี้ยากี้/ชาบู ๆ แบบบุฟเฟ่ต์ที่ตั้งตัวเองอยู่ที่ย่าน Shinsaibashi ติด ๆ กับ Namba Dotombori ซึ่งร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ผมรู้จักจากหนังสือนำเที่ยวเมืองโอซาก้าที่ไปหยิบมาจากที่ตึก Umeda Sky Building อาหารของร้านนี้ก็จะเป็น สุกี้หรือชาบูแบบบุฟเฟ่ต์และมีให้เลือก 2 package ราคาประมาณ 2500 yen อันนึงซึ่งจะได้เนื้อวัวแบบธรรมดา ๆ กับราคา 7,140 yen ที่จะได้เนื้อวัวโกเบ ต้องถามมั้ยครับว่าพวกผมจะจัดแบบไหนกัน? แน่นอนครับแบบถูกอยู่แล้ว! (แป่ว) อาหารของร้านนี้นอกจากตัวเนื้อวัวที่จะยกมาเสิร์ฟแล้ว อย่างอื่นเราจะต้องเดินไปตักเองหมด ประกอบด้วย ผัก, เครื่องดื่ม, ข้าว, เส้นก๋วยเตี๋ยวและไอศครีม Haggen Daz ใช่แล้วครับ ร้านนี้มีไอศครีม Haggen Dazs แบบบุฟเฟ่ต์ (เมืองไทยมีที่ไหนมีมั้ยเน้อ?) ให้ตัก ซึ่งราคา 2500 yen นี่กลายเป็นถูกไปเลยล่ะครับ ร้านนี้พอเข้าไปถึงเราก็ต้องเลือกก่อนว่าจะกินสุกี้ยากี้หรือชาบู ๆ ซึ่ง 2 อย่างนี้คนไทยอาจจะเห็นว่ามันไม่ต่างกัน แต่จริง ๆ แล้วที่ญี่ปุ่นเขาถือว่าต่างกันครับ แต่ก็ต่างกันไม่เยอะต่างแค่ตัวน้ำซุปเท่านั้นคือถ้าเป็นชาบู ๆ จะเป็นน้ำซุปแบบท่วมหม้อ แต่ถ้าสุกี้ยากี้จะเป็นน้ำซุปแบบขลุกขลิก พวกเราเลือกสุกี้ครับเพราะชาบูที่ไทยมีให้กินเยอะแล้ว

 รสชาติอาหารของที่นี่ก็จัดได้ว่าดีเยี่ยม (อีกแล้ว) เนื้อแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเนื้อโกเบอย่างดี แต่ก็เป็นเนื้อญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนคุณภาพนั้นแหล่มกว่าเนื้อที่ไทยอยู่แล้ว และยิ่งตีคู่มากับผักสด ๆ แบบญี่ปุ่นและไข่ดิบที่เติมได้ไม่อั้นแล้ว ก็กลายเป็นสุดยอดเนื้อสุกี้ยากี้ขึ้นมาเลยทีเดียว (คือสุกี้, ชาบูที่ญี่ปุ่นจริง ๆ แล้วเค้าจะชอบเอาเนื้อไปจิ้มไข่ดิบกันแล้วก็จิ้มน้ำจิ้มต่อครับ แต่ผมเห็นคนไทยส่วนใหญ่กลัวไข่ดิบกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากให้ลองกินกัน มันเป็นอะไรที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่ามันอร่อยจริง เข้ากันจริง) นอกจากเนื้อวัวแล้วพวกเราก็สั่งเนื้อหมูมากินบ้าง แต่หมูเหมือนจะเป็นหมูธรรมดาไม่ใช่คุโรบูตะ ก็เลยอร่อยสู้เนื้อวัวไม่ค่อยได้ครับ มื้อนี้กินกันแบบสั่งลาประเทศญี่ปุ่นกันจริง ๆ ครับเพราะพวกเราจัดเจ้าจานเนื้อ (รูปที่ 2 จากล่าง) จานยักษ์นั่นไปประมาณ 6 จานครับ! อ้อ ร้านนี้ลูกค้าค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่พอดีร้านใหญ่มากก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องรองรับลูกค้า แต่ที่ผมประหลาดใจอย่างคือ 90% ในตอนนั้นมีแต่ลูกค้าผู้หญิง ฤาว่า สุกี้ยากี้นี่จะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของผู้หญิงชาวอาทิตย์อุทัยเขา? (ซึ่งถ้าพิจารณาถึงพลังงาน ก็น่าจะน้อยกว่าอาหารบุฟเฟ่ต์แบบอื่นนะครับ)




สั่งเนื้อทีนึง มาจานใหญ่เท่านี้ทีนึง คือถ้าอยากกินอีกนิดอีกหน่อยนี่ไม่ได้เลยใช่มั้ยเนี่ย (แต่ก็กินจนหมดนะครับ ฮ่า ๆ)

ผักมีให้เลือกเยอะเหมือนกัน (คล้าย  ๆ Momo Paradise บ้านเรา)

Haggen Dazs ตักได้ไม่อั้นแต่มีรสน้อยไปหน่อย

ผักเค้าสดดีครับ

Soft Drink ก็ตักได้ไม่อั้น มี Ginger Ale ของโปรดของผมด้วย

ลูกผสมต้มกับย่างต้องสุกี้ยากี้

เนื้อจิ้มไข่ดิบ อร่อยล้ำ

น้ำซุปก็เยี่ยมครับ 

หมูก็อร่อยดีแต่ไม่อร่อยเท่าเนื้อ

จัดไปหลายจานครับเนื้อ

พนักงานก็เรียงมาให้สวยงาม จัดเต็มชามใหญ่แบบนี้อยู่ร่ำไป

กินไปกินมาน้ำซุปเริ่มเข้มข้นไป ต้องตักออก

เนื้อ Kobe ยังมีหลายราคาเลย แต่อ่านไม่ออก

และก็เข้าสู่วันสุดท้ายจริงจังล่ะครับ วันสุดท้ายเครื่องบินพวกเราจะทะยานกลับไปกรุงเทพตอน 5 โมง ก็เลยทำอะไรมากไม่ได้เพราะว่าต้องไปถึงสนามบินประมาณ 3 โมง พวกเราไปกินมื้อสั่งลาจริง ๆ กันที่ร้าน Tenkaippin Ramen ร้านราเมนที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงแรมที่พักและได้คะแนนรีวิวจาก tabelog ดีพอสมควร (รู้สึกจะ สามกลาง ๆ ) ร้านนี้เป็นร้านราเมนที่มีน้ำซุปให้เลือกค่อนข้างจะครบครัน มีทั้งโชยุ, มิโซะ, ชิโอะและทงคทสึ คือมีครบสี่น้ำซุปหลักเลย ราคาก็ถือว่าอยู่ในช่วงกลาง ๆ เท่า ๆ กับร้านอื่นชามละ 800 - 1000 yen โดยประมาณแล้วแต่ปริมาณชาชูหรือเครื่องเคียงที่จะสั่งเพิ่ม ส่วนเรื่องรสชาติก็จัดได้ว่าเป็นราเมนที่อร่อยดีทีเดียวครับ แต่ผมก็ยังชอบ Ippudo , Ichiran มากกว่า(เล็กน้อย) อยู่ดีครับ ใครไปแถว Namba อยากกินราเมนอร่อย ๆ มีน้ำซุปให้เลือกเยอะ ๆ ร้าน Tenkaiippin นี่ก็น่าสนใจนะครับ


ร้านอยู่ตรงข้าม Namba Park เลยครับ




เบียร์สดแก้วสุดท้ายสั่งลาทริปนี้ ฮือ ๆ คิดถึงจังงง

ไข่ไม่ออนเซ็นเลยครับ เซ็งครับ คือเจ้าของร้านอาจจะคิดว่าไข่สุกไปเลยดีกว่า แต่ไม่รู้สิ ยังไงผมก็คิดว่าออนเซ็นทามาโกะ อร่อยกว่าอยู่ดี

ชิโอะราเมนเพิ่มหมูชาชูพิเศษของผม อร่อยครับ

โชยุราเมนของพี่ผม เนื้อจะเป็นคล้าย ๆ หมูสามชั้นมากกว่าชาชูแบบของผม 

พี่ผมบอกว่าอร่อยเช่นกัน ซัดโฮก ๆ กันเลยทีเดียว

อันนี้น่าจะมิโซะของแม่กับพ่อผม (สั่งเหมือนกัน)

ซัดโฮก ๆ เช่นเดียวกันครับทั้ง 2 คน

สีจะอ่อน ๆ กว่ามิโซะบ้านเราหน่อยนะผมว่า

เป้าหมายต่อไปและเป้าหมายสุดท้ายประจำทริปนี้คือ Rinku Premium Outlets ครับ เจ้าห้างนี้ตั้งตัวเองอยู่ตรงบริเวณ Rinku Town ใกล้ ๆ กับ Kansai International Airport อารมณ์ประมาณว่า ดักนักท่องเที่ยวก่อนจะกลับประเทศให้มาใช้เงินให้หมดก่อนกลับประมาณนั้น (ผมล่ะโดนดักไปคนนึง) การเดินทางไปห้างนี้ก็นั่งรถไฟ JR ไปลงป้าย Rinku Town แล้วก็เดิน ๆ ๆ ไปอีกเล็กน้อยประมาณ 15 นาที ซึ่งถ้าเดินตัวเปล่ามันก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่นี่พวกเราลากกระเป๋ากันพะรุงพะรังด้วย ก็เลยเป็น 15 นาทีที่ค่อนข้างทุลักทุเลไม่น้อย ที่ห้าง Rinku Premium Outlets นี่ก็มีสินค้าค่อนข้างจะครบแทบทุกแบรนด์ครับ จะขาดก็แต่พวกแบรนด์ Hi-so ๆ เช่น LV, Gucci อะไรพวกนั้น แต่ brand แบบบ้าน ๆ GAP, Asics, Adidas อะไรประมาณนี้ก็มีครบหมดครับ และถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวนอกจากจะไม่ต้องเสีย vat 5% แล้วเรายังจะได้ส่วนลดเพิ่มเติมจากปกติอีกด้วย ซึ่งส่วนลดพิเศษนี้ก็แล้วแต่ร้านจะจัดโปรโมชั่น เช่นของ Levi ก็จะมีซื้อ 2 ตัวแถม 1 ตัว หรือซื้อ 1 แถม 1 เลยมั้งไม่แน่ใจ ของ Nike ก็ซื้อเกิน 10000 yen จะลด 3000 yen อะไรประมาณนี้ (จำไม่ค่อยได้ครับ) ก็ห้างนี้ถ้าใครตังค์เหลือ ก็แวะไปกันหน่อยก็ดีครับ ของค่อนข้างถูกและมีให้เลือกเยอะดี ส่วนตัวผมได้รองเท้า Asics รุ่นอะไรไม่รู้ราคาประมาณ 10,000 yen มาเช็คราคาที่ไทยซัดไปเกือบ 8000 บาทก็เรียกได้ว่าซื้อถูกกว่ากันเกือบครึ่งเลย

ถ่ายรูปรถไฟตอนวิ่งนี่สวยดีครับผมชอบ

เราต้องลงป้ายนี้ Rinku-Town เลยไปอีกป้ายก็เป็นสนามบินแล้ว

นั่น ชิงช้าสวรรค์อีกแล้ว

ร้าน Ootoya ที่ญี่ปุ่นนี่ราคาเท่าไทยเลยครับ (อ่านว่าที่ไทยแพงเท่าญี่ปุ่น)

วันที่ผมไปเจอคนญี่ปุ่นครึ่งคนจีนครึ่ง





คู่สีแดงตรงกลางครับที่ผมสอยมา รุ่น Kayano 16 ของ Asics


มีบริการ Sky shuttle ไปส่งที่สนามบินด้วย ฟรีด้วยครับ






ของไม่ค่อยเยอะเท่าไรครับพวกผม ผ่านฉลุย

สรุป ทริป ชิล ๆ ของผมกับการตะลุยกินและเที่ยวระยะสั้น ๆ ณ ภูมิภาคคันไซก็ถือว่าจบลงอย่าง Happy ดีครับ หลังจากทริปนี้แล้วผมก็ไปญี่ปุ่นมาแล้ว 3 ภูมิภาค คันโต , ฮอกไกโด และ คันไซ ทั้ง 3 ภูมิภาคนี้ก็มีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป ซึ่งสำหรับคันไซแล้ว ผมว่าเป็นภูมิภาคที่มีเสน่ห์ในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และถ้าอยากเที่ยวแบบสมัยใหม่ ๆ หน่อยก็มีโอซาก้าที่เป็นเมืองศูนย์กลางสามารถเดินทางไปมาระหว่างเมือง 2 ยุคสมัยได้ อาหารการกินของแถบคันไซ นั้นสู้คันโตไม่ได้ในเรื่องความหลากหลาย และรสชาติ (สำหรับผม) ซึ่งคันโตก็สู้ฮอกไกโดไม่ได้ในเรื่องรสชาติและความถูก (สำหรับผมอีกเช่นกัน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง 3 ภูมิภาคก็สามารถสร้างความประทับใจในทุก ๆ ด้านให้กับผมอยู่ดี (ยกเว้นเรื่องภาษา มึงช่วยพูดอังกฤษ มีป้ายอังกฤษให้มากกว่านี้หน่อยได้มั้ย) สำหรับทริปหน้าผมจะกลับไปยังโตเกียวอีกรอบ ไปตระเวณกินร้านอร่อยตามลายแทงของเพื่อนผมที่เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่นอยู่ 3 ปี ผมก็หวังว่าผมจะแทงลายแทงนั้นได้ทะลุครบทุกร้านเพราะผมจะไป 15 วัน เมื่อเขียนเสร็จยังไงแล้วก็จะมาเขียนให้ทุกท่านได้ชมกันนะครับ ถึงตอนนั้นก็ฝากสนับสนุนกันด้วยครับ


Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 1
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 2
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 3
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 4
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 5
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 6
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 1
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2


--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

No comments:

Post a Comment

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...