BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Tuesday, December 4, 2012

Ruen Mallika - Royal Thai Cuisine - Sukhumvit 22 Bangkok Review

Ruen Mallika - Royal Thai Cuisine - Sukhumvit 22 Bangkok Review




Overall Score  8.5/10
Taste   4.5/5
Ambiance  4/5
Service  4/5
Value   3/5

Ruen Mallika - Thai Restaurant on BumRes.com (Follow this link for Menu picture and in deapth detail)



ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านต้องเคยได้ลิ้มลองอาหารในเครือของอ.มัลลิการ์กันมาไม่มากก็น้อย เพราะว่าร้านอาหารในเครือนี้มีกระจายตัวอยู่แทบจะทั่วกรุงเทพ และมีหลายระดับตั้งแต่ร้านแบบบ้าน ๆ ยันร้านแบบหรูหรา ซึ่งร้านแบบหรูหราหรือ Flagship ของทางเครือนี้ก็มีนามว่า เรือนมัลลิการ์ หรือ Ruen Mallika นั่นเองครับ ร้านเรือนมัลลิการ์นี้ก็จะมีอยู่ทั้งหมดแค่ 2 สาขาเท่านั้นในโลกใบนี้ (ว่าเข้าไปนั่น) โดยส่วนตัวผมเคยไปกินที่สาขา CDC มา บอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นเรียกได้ว่า "เผลอหลุดเข้าไป" น่าจะเหมาะกว่า เพราะว่าใครจะไปคิดครับว่าร้านอาหารไทย ตั้งอยู่ในห้างธรรมดา ๆ จะแบบตกแต่งร้านได้ไท้ยไทย หรูหร๊า หรูหรา และขายอาหารได้ราคาแพงระเบิดระเบ้อขนาดนี้ จำได้ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีตังค์ เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ แล้วไปเจออาหารไทยเฉลี่ยจานละ 300 - 400 บาท ก็ได้แต่กรี๊ดครับ โชคดีที่วันนั้นไปกันหลายคนก็เลยได้กินหลายจานหน่อย (ลิงค์ร้านสาขา CDC)

ไม่รู้ทำไมเหมือนกันหลังจากที่กลับมาจากอเมริกาหมาด ๆ ผมล่ะอยากกิ๊น อยากกินอาหารไทยแบบดั้งเดิม แล้วอยู่ดี ๆ ร้านเรือนมัลลิการ์ สาขา สุขุมวิท 22 นี้ก็แบบเด้งเข้ามาในหัว ผมก็เลยชวนเพื่อนอีก 2 หน่อไปโดนกันในทันที ร้านนี้ถ้าไม่รู้จักมาก่อน หรือถ้าไม่ได้ตั้งใจจะมากิน คงยากที่แบบจะหาร้านเจอครับ เพราะร้านตั้งอยู่ในซอยที่ไม่ค่อยมีคนขับรถผ่านเท่าไร (ดูแผนที่ประกอบ) ซึ่งก็ยังดีครับที่ทางร้านมีที่จอดรถไว้รองรับลูกค้าแบบจอดในร้านได้เลย (ร้านหรู ๆ บางร้านดันไม่มีที่จอดให้เช่น Issaya งงครับ) ตัวร้านเรือนมัลลิการ์นั้นจะเป็นเรือนไทยโบราณ มีที่นั่งอยู่หลายส่วนทั้งแบบนั่งกินแบบสมัยใหม่, นั่งพับเพียบกิน หรือว่าห้องส่วนตัวทั้งแบบนั่งพับเพียบ และแบบนั่งกินแบบสมัยใหม่ คือแบบมีครบครันหมดครับ นอกจากที่นั่งแบบห้องแอร์แล้ว ทางร้านก็ยังมีที่นั่งแบบ Al Fresco Dining หรือแบบ outdoor ไว้บริการอีกหลายโต๊ะเช่นกัน (พวกฝรั่งคงชอบกัน) ตอนแรกที่เจอร้านบอกตรง ๆ นึกว่าร้านเล็กครับ ไป ๆ มา ๆ ร้านใหญ่ดีทีเดียว รองรับลูกค้าน่าจะได้เป็น 100 คน










อาหารของทางร้านนี้ตามที่เกริ่น ๆ ไปว่าเป็นอาหารไทยแบบไทยแท้ ๆ ไม่มีการมา fusion ฟิวเชิ่นอะไรให้เสียอารมณ์ความเป็นไทย อาหารบางอย่างเป็นอาหารเก่าแก่ หากินยาก และอาหารของร้านนี้จะใช้วัตถุดิบเกรด Premium มาทำทั้งนั้น เช่น กุ้งก็กุ้งแม่น้ำ, ปลากระพงก็ปลาตัวใหญ่ ๆ , เนื้อวัวก็ใช้เนื้อวากิว อะไรประมาณนี้ เนื่องด้วยเหตุนี้ และเนื่องด้วยการบริการที่แบบพนักงานทุกคนจะใส่ชุดไทย และทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้หมด บวกกับบรรยากาศร้านที่แบบไม่ใช่ร้านกะโหลกกะลาทั่วไป เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน อาหารของทางร้าน เรือนมัลลิการ์ นี่ก็เรียกมีราคาที่ค่อนข้างแพงครับ คืออาหารจานละ 300 - 500 บาทโดยประมาณ ถ้าแบบมากินแบบจัดเต็มจัดหนักมื้อเย็นก็น่าจะสักคนละ 1,000 - 1,500 บาทถึงจะอิ่มกำลังดีล่ะครับ

อาหารในมื้อนี้ค่อนข้างจัดหนักจัดเต็มครับ เพราะแบบผมไม่ได้กินอาหารไทยมานานเลย Request ขอเยอะ ๆ หน่อย อาหารจานแรกในมื้อนี้เริ่มต้นด้วย ฉันชื่อบุษบา (A variety of deep fried flowers) - 500 Baht อาหารชื่อเก๋ไก่ ยังกะเนื้อร้องในทำนองเพลงชื่อดังเพลงนึงจานนี้มีสาเหตุที่ตั้งชื่อแบบนี้เพราะว่าอาหารทุกอย่างในจานทำจากดอกไม้ทั้งหมด โดยดอกไม้เหล่านี้บางอันผมไม่คิดว่ามันจะกินได้ด้วยซ้ำ (เช่นดอกลีลาวดี) และบางอันก็เคยกินเล่น ๆ ตอนเด็ก ๆ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนเอามาทำเป็นอาหารจริงจัง (เช่น ดอกเข็ม) จานนี้พนักงานบอกว่าดอกไม้จะเปลี่ยน ๆ ไปแล้วแต่วัน บางวันก็ไม่มีพอจะเสิร์ฟลูกค้าด้วยซ้ำเพราะว่าจะเด็ด ๆ กันเอามาจากในสวนของทางร้านนี่แหละ ซึ่งโชคดีวันที่ผมไปมีค่อนข้างครบครับมีทั้งหมด 6 ดอกแน่ะ ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่ามีดอกอะไรบ้าง เพราะเอาจริง ๆ แต่ละดอกรสชาติมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมาก มันจะเป็นดอกไม้เอาไปชุบแป้งทอดหมด แต่ละคำก็แบบกรอบ ๆ นุ่ม ๆ แล้วก็จิ้มกับน้ำจิ้มไก่ ซึ่งก็ลงตัวดี จานนี้เรื่องความบรรเจิดและความสวยงามนี่เอาไป 10 กะโหลกเต็ม ส่วนเรื่องรสชาติมัน.. ไม่มีรสชาติอ่ะครับ ฮ่า ๆ เหมือนกินเทมปุระ แต่เป็นเทมปุระจืด ๆ อะไรประมาณนั้น ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แค่ว่ากินเทมปุระแบบเนื้อกุ้งเด้ง ๆ , เนื้อปลานุ่ม ๆ มันอร่อยกว่ากินดอกไม้แค่นั้นเอง







อาหารจานที่ 2 เป็น น้ำพริกไข่ปู (Spicy crab egg paste with assorted vegetables - 500 Baht จานนี้สวยงามอลังการพอ ๆ กับจานแรก ให้ผักมาเยอะเต็มจาน เรียงรายเป็นดาวล้อมเดือนตัวน้ำพริกและฟักทองมาเลย ผักแต่ละอันนี่แค่มองก็รู้แล้วว่ามันสดมาก เพราะแต่ละอันเขียว, ฉ่ำ สีสวยแบบคงไม่รู้จะไปหาสดกว่านี้ได้จากไหนแล้ว ตัวน้ำพริกก็รสชาติดีครับ เผ็ดนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ กำลังดีเลย น่าเสียดายที่ให้น้ำพริกมาน้อยมาก เอาผักจิ้ม ๆ กินสักครึ่งถาดน้ำพริกก็หมดไปก่อนแล้ว หลัง ๆ เลยเป็นการ "จกสด" กินผักเปล่า ๆ แทนซึ่งก็โชคดีที่ผักมันสด มันเลยหวานอร่อยในตัวมันเองครับ

อาหารจานที่ 3 เป็น ห่อหมกขนมถ้วย (Fish and crab meat souffle) - 350 Baht จานนี้ไม่มีอะไรมากครับ จะเด่นก็ตรงทำมาเป็นห่อหมกพอดีคำกินง่าย ๆ สบาย ๆ ส่วนเรื่องรสชาติ ผมว่าผมเคยกินอร่อยกว่านี้มาหลายร้านนะ แต่ทีเด็ดของมื้อนี้เอาจริง ๆ กลับเป็นอาหารจานเล็กที่สุดครับกับ อาหารอย่างที่ 4 ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง (Steamed egg topped with pork, shrimp and "thousand years" egg) - 180 Baht จานนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ คือเป็นไข่ตุ๋นแบบไทย ๆ ที่อร่อยที่สุดในชีวิตผมเลยละกัน ตัวไข่เนื้อเนียนนุ่มมาก และหมูสับกับไข่เยี่ยวม้าที่ให้มาก็แบบผสมผสานลงตัวกับตัวไข่ที่ปรุงรสมาแบบเค็ม ๆ นิด ๆ เป็นอย่างดี กินไปแต่ละคำนี่ได้แต่แบบ เฮ้ย ๆ ๆ ๆ ๆ จนหมดถ้วยในพริบตาครับ ชอบบบบบ








อาหารจานที่ 5 เป็น ต้มข่าปลาสลิดใบมะขามอ่อน (Hot & Sour coconut cream "Tom-Kha" soup with tamarind leaves and dried fish) - 450 Baht จานนี้พนักงานบอกว่าเป็นอาหารโบราณ สมัยนี้ไม่มีใครเขาเอาปลาสลิดมาใส่ต้มข่ากันแล้ว แต่จริง ๆ คือสมัยก่อนเค้าจะใช้ปลาสลิดกัน อืม ผมก็ไม่ใช่แฟนต้มข่าซะด้วยเลยไม่ค่อยได้สังเกตเท่าไรว่าร้านอื่นมันมีต้มข่าปลาสลิดรึเปล่า (ผมเป็นแฟนแกงป่า) จานนี้หน้าตาตอนเห็นแว่บแรกนี่แบบผู้ดี๊ ผู้ดีครับ เป็นแกงที่แบบ อ่ะนะ ทำไมมันดูดีจัง ไม่ว่าจะตัวสีน้ำแกง หรือตัวองค์ประกอบที่ลอย ๆ อยู่ในแกง เห็นแล้วแบบมันรู้สึกถึงความปราณีตของแม่ครัวที่ทำมาเหลือเกิน ส่วนรสชาตินั้นก็เป็นต้มข่าที่ดีมาก ๆ ครับกินกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยดีแท้ แต่บอกตรง ๆ ว่าปลาสลิดมันก็เป็นปลาที่ไม่ค่อยมีเนื้ออยู่แล้ว มันไม่น่าจะเหมาะเอามาทำแกงรึเปล่าน่าจะเอาไปทอด ๆ กินเล่นซะมากกว่า เพราะแบบพอเป็นแกงแล้วมันอยากจะแบบกินแต่ละคำ ๆ แล้วเจอเนื้อเยอะ ๆ และไม่ต้องพะวงก้างด้วยอะไรแบบนี้







ส่วนอาหารจานสุดท้ายเป็น พล่าเนื้อ (Spicy "Plaa-style" beef salad) - 400 Baht ที่ราคาแพงแบบนี้พนักงานบอกว่าเนื่องจากทางร้านเรือนมัลลิการ์ใช้เนื้อวากิวทำก็เลยแพง ซึ่งถ้าถามผมเอาเนื้อดี ๆ มาทำยำมันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาเนื้อกะโหลกกะลามาทำยำนะ เพราะว่ารสชาติของเนื้อมันโดนกลบด้วยความเผ็ดและสมุนไพรจนแทบจะไม่เหลือรสเนื้อแล้ว รวมถึงเนื้อวากิวที่ทางร้านเลือกมาผมไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนไหน แต่แบบกินแต่ละคำแล้วเนื้อยังไม่ค่อยนุ่มเท่าไร ไม่รู้ว่าย่างมาสุกเกินไป หรือว่าเลือกเนื้อส่วนที่ไม่ดีมา แต่เรื่องการปรุงออกมาเป็นรสชาติยำทำได้ดีครับ มาเต็มหมดทั้ง 5 รสเลย

สรุป ร้าน เรือนมัลลิการ์ - สุขุมวิท 22 ร้าน Flagship ของเครือร้านอาหารมัลลิการ์นี่ก็เป็นร้านที่ทำทุก ๆ อย่างมาได้สมกับเป็นร้านเรือธงของเครือครับ ไม่ว่าจะบรรยากาศร้านที่มาไทยจ๋าจริง ๆ ทั้งโต๊ะ, เก้าอี้, การนั่งกิน หรือว่าตัวพนักงานที่ใส่ชุดไทย ทุกอย่างมาเต็มแบบไทยมาก ๆ , การบริการที่ดีใส่ใจลูกค้าประดุจโรงแรมห้าดาว และตัวรสชาติอาหารที่ทำมาแบบไทย ๆ รสไทยจริง ๆ ไม่ได้ง้อลูกค้าต่างชาติต้องปรับรสให้อ่อนลงแต่อย่างใด (ซึ่งถูกใจพวกผมมาก) แต่อาหารบางอย่างก็ตามที่เขียน ๆ ไปรู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ รวมถึงราคาอาหารมันก็แพงไปสำหรับคนไทยที่อยากจะกินอาหารไทยดี ๆ สักมื้อนึง แต่ก็นะ เราเสียเงินพอ ๆ กันกับร้านอิตาเลียน, ร้านญี่ปุ่นได้ อาหารของชาติเรา เราก็น่าจะเสียให้ได้เหมือนกันว่ามั้ยครับ?




--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...