BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Saturday, September 8, 2012

Japan Spring Trip 2012 by BumRes.com - Intro & Day 1

Japan Spring Trip 2012 by BumRes.com - Intro & Day 1



สำหรับบันทึกการเดินทางมาญี่ปุ่นในครั้งนี้ของผม ก็เป็นบันทึกลำดับที่ 3 แล้ว (ลำดับที่ 1 , ลำดับที่ 2 ตามลิงค์ไปเลยครับ) การมาญี่ปุ่นครั้งที่ 4 ครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นการมาญี่ปุ่นครบทุก 4  ฤดูแล้ว (เริ่มต้นด้วย หนาว ไป ร้อน ตามด้วย ใบไม้ร่วง และมาจบด้วยใบไม้ผลิ) ถ้าจะให้ไล่เรียงความชอบด้านสภาวะอากาศโดยรวมแล้ว ผมชอบหน้าหนาวที่สุดเลยนะ แม้ว่าอากาศมันจะหนาวไปนิด (ประมาณเลขตัวเดียวส่วนใหญ่) แต่ก็จะแลกมาด้วยอากาศที่ดี แดดจ้า ฟ้าโปร่ง ไม่ต้องมาลุ้นฝนตก ซึ่งไอ้เจ้าฝนตกเนี่ยเป็นอะไรที่น่ารำคาญและน่าหงุดหงิดมากสำหรับคนที่วางแผนการท่องเที่ยวมาอย่างละเอียดแล้ว อย่างทริปที่แล้วที่ผมไปโอซาก้า วันสุดท้ายก่อนกลับที่ผมวางแผนว่าจะไปตะลุยโกเบส่งท้าย ก็มีอันต้องพับเสื่อกลับไปก็เพราะฝนตกเนี่ยแหละ ส่วนทริปนี้มายังไม่ทันถึงเศษเสี้ยวทริปก็เจอฝนเล่นงานไปแล้ว 2 วันแรกของการเที่ยวเลย เฮ้ออออ คือฝนที่ญี่ปุ่นเนี่ย มันจะไม่ได้ตกมาวูบเดียวแล้วก็หายไปแบบบ้านเรา มันจะตกแบบเอื่อย ๆ เบา ๆ (แต่ก็เปียกได้ภายในเวลาไม่นาน) และตก(แม่ง)ทั้งวัน ซึ่งแน่นอนว่าพอฝนตกแล้วกิจกรรมอะไรที่เป็นพวกกลางแจ้งก็จะลดความสนุกไปเยอะ หรืออาจจะทำไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้พวกไปดูวิวสูง ๆ นี่เลิกคิดเลยล่ะครับ ซึ่งผมจำได้ว่าตอนที่ผมมาครั้งแรกตอนหน้าหนาว ตลอดเวลา 10 วันที่อยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ ผมไม่เจอกับฝนตกเลยสักวัน ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลทางสถิติว่าหน้าหนาวจะเป็นหน้าที่ฟ้าโปร่งสุดล่ะสำหรับญี่ปุ่น



ฤดูที่ชอบรอง ๆ ลงมาตอนนี้ก็คงเป็นฤดูใบไม้ร่วง เพราะว่าฤดูนี้มีที่ให้เที่ยวเยอะ ใบไม้เปลี่ยนสีนาน ไม่ต้องมาตามลุ้นดูดอกซากุระเหมือนฤดูใบไม้ผลิ (แต่ผมก็ยังไม่เคยได้เห็นสักทีอยู่ดี) และพวกปลาจะสะสมไขมันเตรียมเข้าฤดูหนาวทำให้เนื้อปลาจะอร่อยยยยเป็นพิเศษ (เกี่ยวมั้ย?) ส่วนที่ชอบเป็นอันดับ 3 ก็แน่นอนฤดูใบไม้ผลิที่ผมกำลังเขียนบันทึกอยู่นี่แหละครับ  คือทั้งสองฤดูใบไม้นี่จะเป็นช่วงที่อากาศดีเย็นสบาย อุณหภูมิอยู่ในช่วง 10 กว่า ๆ ถึง 20 ต้น ๆ สำหรับผม เดินไปไหนก็ใส่เสื้อยืดแค่ตัวเดียวพอ หรือเสื้อแจ็คเก็ตบาง ๆ เบา ๆ ตัวนึงก็อยู่แล้ว เป็นอากาศที่สบายมาก แต่พอดีว่าเจ้า 2 หน้านี้มันจะมีปัญหาเรื่องฝนตกมาทำให้เสียอารมณ์นี่แหละครับไม่งั้นคงอยู่เหนือหน้าหนาวไปแล้ว และแน่นอน ฤดูลำดับสุดท้ายที่ถ้าให้ผมไปอีกครั้งผมคงต้องคิดหนัก และคงจะไม่ไป (ยกเว้นว่ามีคนเลี้ยง) นั่นก็คือฤดูร้อน คือคิดซะว่าฤดูร้อนเมืองไทยมันร้อนนรกแค่ไหน (แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้แหละครับ ปลาย ๆ เดือนเมษาเนี่ย) ที่ญี่ปุ่นมันก็ร้อนพอ ๆ กันนั่นแหละครับ แต่สิ่งที่แย่สำหรับที่ญี่ปุ่นคือ ผม(หรือนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่) จะไม่มีรถ ทำให้แค่การเดินเบา ๆ จากที่พักไปสถานีรถไฟก็ทำให้เหงื่อแตกเหงื่อแตนกันได้แล้ว ไม่นับถึงตอนที่รัฐบาลญี่ปุ่นเน้นประหยัดไฟเปิดแอร์กัน 28 องศาอีก (หลังเจอสึนามิปี 2011) แต่จริง ๆ แล้วหน้าร้อนของคนญี่ปุ่นนี่เค้าก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ เยอะดีนะครับ เช่นมีดอกไม้ไฟ, เทศกาลคล้าย ๆ แห่เทียนพรรษา, มีแข่งกีฬาเยอะ ฯลฯ และก็ผู้หญิงญี่ปุ่นจะแต่งตัวกันได้โชว์เนื้อหนังมังสาดีมาก แต่แบบ ให้มาลองชั่งใจดูแล้ว ยังไง ๆ ผมก็ไม่ขอมาเหงื่อแตกเหงื่อแตนอีกรอบล่ะครับ มันไม่ไหวทนจริง ๆ



เกริ่นต่อ คราวนี้ขอพูดถึงตั๋วเครื่องบินบ้าง มาทริปนี้ผมได้ความรู้ใหม่ว่า ถ้าจองตั๋วเครื่องบินแบบไม่คาบเกี่ยวเดือน จะทำให้ได้ตั๋วราคาถูก, ราคาโปรโมชั่นกว่าแบบที่คาบเกี่ยวเดือนอยู่ค่อนข้างเยอะ เช่น ตอนแรกผมจอง TG ไว้จะมา 28 April - 10 May ราคาออกมา 33,000 บาท แต่พอเลื่อนออกมาเป็น 1 May - 14 May ราคาก็ลงไปเหลือแค่ 18,000 บาทเท่านั้น ถูกมาก (เมื่อคิดว่าเป็น TG) และก็ตั๋วเครื่องบินนี่ไม่จำเป็นต้องซื้อล่วงหน้านาน ๆ นะครับเพราะว่าซื้อล่วงหน้าเกินไป โปรโมชั่นจะยังไม่ออก เราก็จะได้ตั่วราคาแพงไป อีกอย่างนึงก็คือ เดี๋ยวนี้สนามบินฮาเนดะเปิด international terminal มาได้สักพักแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีสายการบินอะไรบ้างที่มาลงที่สนามทุ่งขนนกแห่งนี้ เท่าที่รู้ ๆ ก็มี TG ที่ผมนั่งมา 2 ครั้งแล้ว กับ Air Asia ที่เพื่อนผมนั่งมานี่แหละที่มีบินลง (​Air Asia นี่แม้ว่าจะถูก แต่ก็ต้องแลกกับการเดินทางที่ยาวนานเป็น 2 เท่า และไม่มีอะไรให้บนเครื่องบิน ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) ซึ่งถ้าใครที่มาโตเกียว ผมแนะนำจริง ๆ ว่าอย่าไปลง Narita เลย ลง ฮาเนดะแล้วมันสบายกว่ากันเยอะอย่างแรกเลยคือ สนามบินนี้มันใกล้ตัวเมืองมาก ๆ นั่งรถไฟที่อยู่ใต้สถานีหรือรถราง Tokyo Monorail แค่ 20 กว่านาทีก็จะถึงสถานี Shinagawa หนึ่งในสถานีหลักของ Yamanote Line หรือสถานี Hamamatsucho ตามลำดับ พอนั่งสั้นค่ารถไฟก็ถูกตามไปด้วย เทียบกับถ้าไป Narita นั่ง Narita Express อย่างเร็วก็ชั่วโมงกว่า ๆ และค่ารถก็พันกว่าเยนอัพ   แต่ถ้านั่งพวกรถไฟธรรมดา ๆ ก็จะซัดไปชั่วโมงครึ่งเกือบ 2 ชั่วโมงก็มี อันนี้แค่ขาเดียว ถ้าไปกลับก็เหมือนกับเสียเวลาเปล่า ๆ ไป 4-5 ชั่วโมง ประมาณนั้น แต่ข้อเสียอย่างนึงของ Haneda คือ เที่ยวบินนานาชาติที่จะมาบินลงที่นี่จะบินลงเที่ยวดึกเท่านั้น (4 ทุ่มขึ้นไป) (อันนี้ผมว่าผมค่อนข้างชัวร์นะ แต่ก็ไม่ 100%) ก็จะทำให้แบบถ้าใครไม่มีที่พักฟรี ๆ ก็อาจจะต้องเสียค่าโรงแรมไปฟรี ๆ คืนนึง แต่ถ้าใครมีที่พักฟรีแบบผม เรื่องนี้ก็จะไม่เป็นปัญหาเลย



เอ้อ เกริ่นไปเกริ่นมา ไม่เข้าเรื่องสักที ขอเข้าเรื่องบันทึกการเดินทางครั้งนี้สักนิดนึงละกัน คือ ทริปนี้ของผมเกิดจากการที่เพื่อนผมคนนึงที่จัดได้ว่าค่อนข้างสนิทอยู่เค้าได้มาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเดือนครึ่ง และช่วงครึ่งเดือนสุดท้ายเป็นช่วงเที่ยวของเขา ผมก็เลยวางแผนเอาไว้ว่าจะมาเที่ยวกับเจ้าเพื่อนคนนี้ซะหน่อย บวกกับช่วงที่ผมมานี่เป็นช่วง Golden Week พอดี เพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นบอกว่าคนโตเกียวจะไม่ค่อยอยู่โตเกียวกัน ก็เลยกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผมจัดทริปนี้มา คือการมาญี่ปุ่นครั้งที่ 4 ของผมนี่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ไม่รู้จะเรียกว่าดีหรือไม่ดี ดี คือครั้งแรก ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย มาแบบให้เพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นพาเที่ยวตลอด ครั้งที่สอง เริ่มรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง พออ่าน Hiragana, Katagana ได้บ้าง, รู้จักสถานี, เมืองต่าง ๆ บ้าง แต่ก็มีเพื่อนญี่ปุ่นพาเที่ยวอยู่ดี ครั้งที่ 3 เริ่มห้าว เป็นคนจัดทริปพาครอบครัวผมมาเองเลย (ซึ่งก็ถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดี) ส่วนครั้งที่ 4 นี่เปรี้ยวหนักครับ มาคนเดียวเลย มาหาเพื่อนที่ญี่ปุ่นเอา (คนไหนว่างก็ไปกับคนนั้น)



ทริปนี้ตอนแรกผมวางแผนเอาไว้ว่าจะมาตระเวณกินร้านที่ได้อันดับดี ๆ ของเวบ  tabelog (เวบรีวิวร้านอาหารอันดับ 1 ของญี่ปุ่น) แต่ตอนนี้..ผ่านมา 2 วันแล้ว ผมยังไม่ได้ไปกินร้านที่ผม list มาเลยสักร้านเดียว -*- และดู ๆ แล้วก็น่าจะยังไม่ได้ไปกินสักพักในช่วงแรก ๆ เนื่องจากว่าเพื่อนที่ไปด้วยเค้าไม่อยากเปลืองเงินไปกับการกินกัน ก็ช่วงแรก ๆ อาจจะเป็นร้านอาหารที่ไม่ค่อยอลังการนัก, เป็นร้านที่แบบผมเคยกินเมื่อทริปก่อน ๆ หน้าแล้วผมติดใจก็เลยพาเพื่อน ๆ ไปซ้ำกัน อะไรประมาณนั้น แต่ว่าช่วงหลังนี่เพื่อนผมกลับไปแล้ว และผมจะเที่ยวกับแม่ผมแทน ตามที่วางแผนไว้ตอนนี้นี่มีแต่ร้านจัดหนักทั้งนั้นครับ (ถ้าทำได้ตามนั้นนะ) ส่วนเรื่องโปรแกรมเที่ยว scope คร่าว ๆ ของทริปนี้ก็คือมีไปทุ่งดอกไม้, สวนดอกไม้ // ภูเขาไฟฟูจิ (ดีใจมากได้ไปซักที) // Tateyama Alpine Route & Shirakawa-go ทางเดินภูเขาน้ำแข็งชื่อดังกับหมู่บ้านชาวนาที่เป็นมรดกโลก // และปิดท้ายด้วย Hagone อุทยานแห่งชาติ(รึเปล่า) ที่เป็นที่เที่ยวแบบธรรมชาติ ๆ // และตระเวณเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ในโตเกียวที่ผมยังไม่เคยไปมาครับ (มี Ebisu, Odaiba, Roppongi, Yokohama ประมาณนั้น) หวังว่าที่ที่ผมไปทั้งหมดนี่จะมีอันไหนที่คุณผู้อ่านจะสนใจบ้างนะครับ เราก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า



วันแรกของการเดินทางของผม ผมคงต้องขอนับการเดินทางแบบทัวร์ที่ชอบนับวันแรกที่นั่งเครื่องบินเป็นวันเที่ยวอยู่ในโปรแกรมทัวร์ด้วย! แต่ของผมดีกว่าพวกทัวร์หน่อยตรงที่ผมขึ้นเครื่องตั้งกะบ่ายสองเลย (ทัวร์บางเจ้านัดเจอ 5 ทุ่มเครื่องออกตี 2 ก็ยังนับนะนั่น! หน้าด้านชิบ) หลังจากที่ ตม.ที่สุวรรณภูมิมีปัญหาเรื่องจำนวนพนักงานไม่พอมาหลายเดือน (ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่รอคิวกันเป็นชั่วโมง สองชั่วโมงอ่ะครับ) วันที่ผมไปดูเหมือนปัญหานี้จะหมดไปแล้วเพราะ ผมเดินไปตรวจพาสปอร์ทแบบไม่ต้องรอคิวเลยสักกะคนเดียว ซึ่งจากที่ตม.โล่งขนาดนี้ แน่นอนว่าตอนตรวจความปลอดภัย ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ต้องรอคิวอีกเช่นกัน เอ๊ะจะเขียนทำไมเนี่ยเรื่องพวกนี้ -*- เอาเป็นว่า หลังจากที่นั่งเมื่อยไปเมื่อยมาอยู่บนเครื่องบิน 747 ของการบินไทย ที่ดูเหมือนว่าจะอัพเกรดจอส่วนตัวให้ใหญ่ขึ้น (น่าจะสัก 10 นิ้ว แต่ว่าตัว UI  นี่ช้าเป็นเต่า) อยู่ 5  ชั่วโมงกว่า ๆ ผมก็ไปถึงสนามบินฮาเนดะเอาตอน 22.15  น.ตามกำหนดการพอดิบพอดี ไปถึง คนก็ไม่ค่อยเยอะเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านตม., รอกระเป๋า, ศุลกากรก็เป็นเวลาเกือบ ๆ ห้าทุ่มพอดี




การเดินทางจาก Haneda International Terminal เข้าไปที่ตัวเมืองโตเกียวนี่ก็จะมี 2 แบบ แบบแรกคือนั่ง Monorail ที่จะไปลงที่ Hamamatsucho หนึ่งในสถานีของ Yamanote Line ซึ่งแบบนี้จะใช้ JR Pass ได้เนื่องจากเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ JR ส่วนอีกแบบที่ผมนั่งก็คือจะนั่งสาย Keikyu อะไรสักอย่าง ไปลงที่ Shinagawa ซึ่งอันนี้จะใช้ JR ไม่ได้ เพราะเป็นของเอกชน ซึ่งถ้าถามผมว่านั่งอันไหนดี? ผมคงตอบได้แค่ว่า มันก็เหมือน ๆ กันน่ะแหละ เจ้า 2  สถานีปลายทางที่ผมพิมพ์ไป ต่างก็อยู่ใน Yamanote Line ทั้งคู่ และอยู่ห่างกันแค่ 2 สถานีเท่านั้น ไม่ได้มีผลอะไรมากเลย ซึ่งการขึ้นรถ Monorail นี่ผมไม่แน่ใจว่าขึ้นลำบากมั้ย แต่แบบของ Keikyu Line นี่ง่ายมาก มีสถานีเก็บเงินอยู่ในสนามบินเลย ผ่านเครื่องจ่ายเงิน ลงลิฟท์ไปก็เป็นสถานีรถไฟแล้ว สะดวกสุด ๆ



รถไฟใช้เวลาจากสนามบิน 25 นาทีโดยประมาณเพื่อไปถึงสถานี Shinagawa ผมเปลี่ยนสายรถไฟไปเป็นสาย Keihin-Tohoku Line เพื่อต่อไปยังสถานี Oimachi สถานีของอพาร์ทเมนท์ของเพื่อนผมที่ผมจะฝากชีวิตอยู่ด้วยเป็นเวลาหลายคืน ผมไปถึงหอเพื่อนผมตอนประมาณ  23:45 น. กดออดหน้าประตู อยู่หลายครั้ง เงียบ..ไม่มีการตอบรับ ผมเริ่มใจเสียว่าเฮ้ย เพื่อนผมมันลืมผมแล้วรึเปล่าเนี่ย ก็เลย Whatsapp ไปถามมันดู ปรากฎว่ามันตอบว่ามันทำงานอยู่ จะพยายามรีบกลับมาบ้าน! พอประมาณเที่ยงคืนตรง เพื่อนผมมันก็ปั่นจักรยานมาถึง และแทนที่จะให้ผมพักผ่อนและนอนหลับ มันดันชวนไปกินร้านข้าวหน้าเนื้อร้านโปรดของมันแทน!

รีวิวร้านแรก Tokyo Jikaramechi (チカラメチ)สาขา Oimachi


Tokyo Jikaramechi ร้านข้าวหน้าเนื้อเมพ ๆ เปิดใหม่ ราคาถูก มีสาขากระจายอยู่ทั่ว ๆ โตเกียวเลย

นี่ผมไปกินตอนเทียงคืนนะครับ คนยังเต็มร้าน เดินผ่านร้านตอนหัวค่ำถึง 4 ทุ่มทีไร คนต่อคิวอยู่หน้าร้านทุกที

ร้านนี้เพื่อนผมบอกว่าเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน เป็นร้านข้าวหน้าเนื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง เหมือน ๆ กับร้าน Yoshinoya , Sukiya (ด้วยรึเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจ) ที่ใครที่เลิกงานดึก ๆ แบบเพื่อนผม หรืออยู่ดี ๆ เกิดหิวแบบผมก็สามารถไปฝากท้องได้เสมอ ร้านนี้ก็จะเหมือน ๆ ร้านญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เป็นร้านเล็ก ๆ ซื้อคูปองที่ตู้ขายคูปองแล้วก็ไปนั่งและยื่นให้พนักงานเอา ประหยัดขั้นตอนการรับออเดอร์, การคิดเงิน, การทอนเงิน อย่างได้ผลชะงัดนักแล (บ้านเราเหมือนจะมีร้าน Ramen Champion พยายามจะทำแบบนั้น แต่ไป ๆ มา ๆ สงสัยไม่ work เห็นเป็นสั่งแบบธรรมดา ๆ แทน) ซึ่งข้าวหน้าเนื้อของร้านนี้ก็จะมีแบบ Original หรือแบบขายดี และแบบใส่ Garlic เยอะ ๆ , ใส่ชีส และใส่กิมจิ ของผมสั่งแบบ Original ที่จะเป็นข้าวโปะมาด้วยเนื้อแผ่นบาง ๆ ที่ย่างมาเกรียมกำลังดีกับหัวหอมซอยเยอะ ๆ ราดซอส Ponzu มาให้เปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ กำลังดี


ร้านนี้ก็เหมือนหลาย ๆ ร้านที่ญี่ปุ่นครับ น้ำเปล่าเติมฟรี อุปกรณ์หยิบเอาเอง

ข้าวหน้าหมู Original อร่อยมาก หมูย่างใหม่ สด ๆ หัวหอมซอยให้มาเยอะ ราดซอสเปรี้ยว กินคำแรกแล้วได้แต่ร้องว้าว



ซึ่งแบบ โอ้โห กินคำแรกแล้วก็คิดว่า "เฮ้ย นี่สิวะที่กูถ่อมาญี่ปุ่นก็เพื่อสิ่งนี้" คือแบบมันอร่อยจริง ๆ ครับ กับแค่ 360 yen ก็สามารถสร้างความประทับใจในอาหารมื้อนึงได้แล้ว! ส่วนของเพื่อนผมสั่งข้าวหน้าเนื้อกับชีสจานใหญ่(ยักษ์) 600 กว่าเยนมั้ง ผมแอบชิมไปคำสองคำ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไรเพราะว่าชีสมันเยอะไปหน่อย แต่ถ้าใครที่ชอบชีสนี่(แบบเพื่อนผม) สงสัยจะชอบชามนี้มากแน่ ๆ เพราะว่าเนื้อให้มาเยอะและย่างมากำลังดีอีกเช่นกัน คือเท่าที่สังเกตดูคือ ร้านนี้เหมือนพนักงานจะพิถีพิถันกับข้าวแต่ละชามมากกว่า Yoshinoya, Sukiya ที่ผมไปกินมา คือ 2 ร้านนี้จะแบบทำเนื้อทิ้งเอาไว้(มั้ง) แล้วก็เอามาโปะลงบนข้าว เน้นความรวดเร็ว แต่ของร้าน Jikaramechi นี่จะย่างกันสด ๆ ทำให้อาหารแต่ละจานค่อนข้างช้า และทำให้เกิดคิวยาวต่อกันหน้าร้าน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอะไรประมาณนั้น (อันนี้ผมคิดเอาเอง แต่ก็น่าจะเป็นแบบนั้น) สรุป ร้านนี้เจ๋งจริงครับ ใครเห็นป้ายแบบนี้ เดินเข้าไปเลย รับรองไม่ผิดหวัง อร่อย ถูก สะดวก ไปเมื่อไรก็ได้!

ซุปมิโซะกับไข่ม้วน กินเพลิน ๆ กับข้าวหน้าเนื้อดีครับ

ข้าวหน้าเนื้อกับชีส ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะแบบมันเลี่ยนอ่ะ ชีสจ๋าไป

ชามใหญ่มากเพราะเพื่อนผมสั่งชามใหญ่สุด แต่เค้าก็กินหมดในเวลาไม่นานนะครับ


พอกินเสร็จ ผมก็กลับมาที่ห้องขนาดกี่เสื่อไม่รู้ แต่เล็ก และมีครัว, ห้องอาบน้ำ, ห้องส้วม ครบ และค่าเช่าเดือนละ 80,000 yen (32,000 บาทโดยประมาณ) (คือถ้าเป็นที่ไทย 32,000 นี่คงได้ห้องชุด 3 ห้องนอนอะไรประมาณนั้น) ห้องที่ผมจะฝากชีวิตไปเป็นเวลาร่วม 7 วัน คราวนี้ก็เหมือนกับคราวที่แล้วที่ผมมานอนห้องนี้ครับ ผมนอนไม่หลับ! ไม่รู้เพราะนอนหลับมาบนเครื่องเยอะ หรือเพราะว่า jet leg หรืออะไรก็ตาม ผมไปนอนหลับเอาตอนพระอาทิตย์ขึ้น ​(ตี 5) และนกร้องแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีนัดเจอเพื่อนผมตอน 9 โมง! เฮ้อ ไม่รู้ทำไมคนเราต้องมีไอ้อาการนอนไม่หลับด้วยเน้อ ติดตามอ่านตอนที่ 2 ต่อไปได้เลยครับ

อ้อ เพิ่มเติม เพื่อนผมพอดีมันฝากผมซื้อ  JR Pass มาในชื่อผมและจะเอาไปใช้เอง มันก็เลยมาหาโรงแรมที่จะไปเที่ยวเอาช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วง Golden Week ของคนญี่ปุ่น เจ้า Golden Week เนี่ยก็ตามชื่อเลย สัปดาห์ทองคำ สัปดาห์แห่งวันหยุดยาวของคนญี่ปุ่นเค้า (ประมาณ 28 April - 6 May โดยประมาณ) ที่พัก 99% จะเต็ม และราคาที่พักจะกระโดดขึ้นไป 2 เท่า นักท่องเที่ยวจะมากันมืดฟ้ามัวดินตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะมาเที่ยวช่วงนี้ครับ ยกเว้นว่าจะมาเที่ยวในโตเกียวหรือในเมืองใหญ่ ๆ ที่คนจะหนีออกไปต่างจังหวัดแทน อะไรประมาณนั้น



--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

No comments:

Post a Comment

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...