BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Saturday, September 8, 2012

Japan Spring Trip 2012 by BumRes.com - Day 7

Japan Spring Trip 2012 by BumRes.com - Day 7



ผมได้นอนไม่ค่อยนานนักเมื่อคืนที่ผ่านมาเนื่องจากประมาณตี 4 กว่า ๆ ดวงอาทิตย์ก็ได้กลับมาเยือนทะเลสาบ Kawaguchiko อีกครั้งแล้ว และประเด็นคือ ห้องที่ผมนอน มันไม่มีม่านให้กั้นด้วย ตอนแรกนึกว่า 7 โมงเช้าแล้ว แต่ที่ไหนได้พอหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูก็ต้องช็อคเพราะว่ามันเป็นเวลาตี 4 กว่า ๆ เท่านั้น พอเห็นเวลา ผมก็พยายามข่มตานอนต่อแต่ว่า แดดที่เจิดจ้าขนาดนี้มันยากที่จะต่อกรด้วยไหว ก็เลยกลายเป็นว่า ผมต้องตื่นมาตั้งแต่ตี 5 แล้วก็นั่ง ๆ เล่นเน็ท, ดูวิวสวย ๆ ยามเช้าของทะเลสาบไปเรื่อย ๆ จนเวลา 7 โมงก็ถึงเวลานัดกินข้าวที่ผมจองเอาไว้กับทางโรงแรม ผมกับเพื่อนก็เลยชวนกันไปกินโดยไว เพราะว่าคิววันนี้ค่อนข้างแน่นเอี๊ยด

รีวิวมื้อที่ 11 อาหารเช้า ณ Kousegan Ryokan - Lake Kawaguchiko


วิวสวย ๆ ยามเช้า สวยมากครับ อยากกลับดูอีกรอบ


ห้องรับประทานอาหารเช้า จัดเป็นโต๊ะละห้อง เจ๋งดี

อาหารเช้าก็จัดเต็มกันทีเดียวโรงแรมนี้ แต่จะเป็นผัก ๆ ซะส่วนมาก

ซุปเต้าหู้จืดไปหน่อยครับ

ข้าวสวยร้อน ๆ มาในหม้อแบบญี่ปุ่น

อาหารเช้าของทางโรงแรม ก็เป็นประสบการณ์แบบใหม่สำหรับผมอีกแล้ว เนื่องจากไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อน ทางโรงแรมจัดโต๊ะอาหารไว้เป็นโต๊ะละคู่ ๆ ตามเลขห้อง เราก็ไปนั่งตามโต๊ะ และพนักงานจะจุดไฟน้ำซุปเอาไว้ให้ตามเวลาที่เราจองเอาไว้ ทำให้พอไปถึงซุปก็จะร้อนพอดี และไฟก็ยังคงลุกอยู่ตลอดเวลาที่นั่งกินอาหารจนหมด ส่วนอาหารก็ประกอบไปด้วยอาหารที่ค่อนข้างจะให้ความรู้สึกเป็นอาหารเช้าดีทีเดียวครับ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อย่างละนิดอย่างละหน่อย ไม่ค่อยมีเนื้อสักเท่าไร แต่ว่ารสชาติของแต่ละอย่างก็ทำมาได้ดีพอสมควร จะมีติหน่อยก็เจ้าตัวซุปเต้าหู้ที่แบบมันจืดไปหน่อยอ่ะครับ อยากได้ให้มันมีรสชาติเข้มข้นกว่านี้ แต่มื้อนี้ก็เป็นอีกหนึ่งมื้อดี ๆ มื้อนึงสำหรับผมเลยล่ะ

ทะเลสาบน้ำเขียว ๆ สวยจริง ๆ

มีหลายบ้านที่สะสมฟืนกันครับ สงสัยจะหนาวจริงที่นี่ตอนหน้าหนาว

หนึ่งในอาคารของศาลเจ้า Sengen ครับ


มีวัวศักดิ์สิทธิ์ไว้สักการะด้วยอีกต่างหาก

ศาลเจ้าของญี่ปุ่นก็สไตล์เดียวกันหมดครับ แต่ก็สวยดีนะผมชอบ

ปลาย ๆ ทะเลสาบ Kawaguchiko ก็ยังคงมีคนมาตกปลากันแต่เช้า

ทะเลสาบสวย ๆ


พอกินข้าวเสร็จมีแรงเที่ยว เป้าหมายแรกของพวกผมคือ Fujiyoshida Sengen Shrine ศาลเจ้าสำคัญของละแวกตีนภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้ การเดินทางก็ จริง ๆ ตัว Retro Bus ก็ครอบคลุมนะครับ แต่พวกผมออกจากโรงแรมกันตั้งแต่ 8 โมงซึ่งเจ้ารถบัสนี่จะมีรอบตอนแรกก็ 9 โมงก็เลยตกลงกันว่าจะเดินไปดีกว่า ย่อยอาหารไปในตัวด้วย ระยะทางก็ประมาณ 2 กิโลจากที่พักครับ ไม่ใกล้ไม่ไกลสักเท่าไร ระหว่างเดินไปก็ได้ผ่านบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ตีนเขาฟูจินี่ ก็ดูบ้านแต่ละบ้านจะอยู่อย่างพอเพียงดีนะครับ มีทำฟาร์มเล็ก ๆ หลังบ้านบ้าง มีฟืนเตรียมเอาไว้สำหรับหน้าหนาวบ้าง มีป้าคนนึงทักพวกผม และพยายามคุยกับพวกผมด้วย แต่แบบ ป้าคุยเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่ะป้า ข้อยบ่ฮู้เฮื่อง เดินไปสักพักก็ไปถึง Fujiyoshida Sengen Shrine ครับ พิกัดก็ตามนี้เลย 35.509964,138.745987 ที่ศาลเจ้านี้ก็จัดได้ว่าเป็นศาลเจ้าที่เจ๋งดีครับ ใหญ่โตอลังการ และสวยงามร่มรื่นย์ ไม่ขอเขียนบรรยายอะไรมาก ดูรูปประกอบเอาละกันครับ ผมรู้แค่ว่าถ้าไปแถว Mount Fuji นี่ควรจะแวะไปสักหน่อยครับ

ด้านหน้าของ Iyashi no Sato ก็เป็นร้านขายของกินเล่น, ของฝากตามสไตล์ญี่ปุ่นเค้าล่ะครับ

ด้านในก็จะเป็นบ้านสไตล์บ้านโบราณ บ้านชาวนา อะไรประมาณนั้น

วิวสวยดีครับ มองเห็นภูเขาไฟฟูจิเต็ม ๆ

คลองกลางหมู่บ้าน แต่ดันไม่มีน้ำ ไม่งั้นคงสวยกว่านี้

ช่วงที่ผมไปปลาคาร์ฟบินกันว่อนญี่ปุ่น เพราะเป็นช่วงวันเด็กผู้ชาย

มีร้านนึงขายพวกของน่ารัก ๆ เอา Kitty น้อยวางล่อลูกค้าไว้เลยทีเดียว

ค่อนข้างสงบดีครับ เพราะไปวันธรรมดาด้วยมั้งผม


พอเดิน ๆ ดูศาลเจ้า, ถ่ายรูปเสร็จ ก็ได้เวลา 9 โมงนิด ๆ พอดี รถ Retro Bus เที่ยวแรกก็มาแวะรับพวกผมจากที่ศาลเจ้าไปยัง Iyashi no Sato พิกัด 35.504957,138.662070 ต่อ ที่นี่ก็เป็น คล้าย ๆ Open-air Museum ที่ทำแต่ละอาคารเป็นคล้าย ๆ บ้านชาวนาสมัยก่อน บ้านแต่ละหลังก็จะมีของขายต่าง ๆ กันออกไปหรือไม่ก็เป็นร้านอาหาร ที่นี่ก็เหมือนกับมาดื่มด่ำบรรยากาศบ้านชาวนาสมัยก่อน ณ ชนบท บรรยากาศร่มรื่น พร้อมวิวภูเขาไฟฟูจิสวย ๆ อะไรประมาณนั้นครับ ก็โอเคนะครับ เป็นอีกหนึ่งที่ที่ถ้ามาแถวภูเขาไฟฟูจิ ผมว่าก็น่าจะแวะมา อาจจะไกลสักหน่อยเพราะอยู่ริมซ้ายสุดของทะเลสาบ Saiko เลย แต่ Retro Bus ก็พามาถึงสบาย ๆ

เดิน ๆ เข้าป่า เพื่อไปยังถ้ำ

ป่าที่นี่มีมอสขึ้นเต็มเลย

ทางลงไปถ้ำ น่ากลัวดีทีเดียว

ลงไปลึกครับ

ถ้ำนี้เห็นบอกใช้เป็นที่เก็บน้ำแข็ง

น้ำแข็งเต็มถ้ำเลยล่ะครับ

อันนี้เป็นที่เก็บพวกสมุนไพร

แสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์

ถ้าจะไปถ้ำน้ำแข็งต้องเดินต่อไปอีก 25 นาทีแน่ะครับ ไม่ได้ไปเพราะกลัวไม่ทัน

เลยถ่าย ๆ รูปเล่นในป่าแทน ป่าสวยดีครับ

ป่าอันแสนจะร่มรื่นย์


เป้าหมายต่อไปเป็นถ้ำลม พิกัด 35.477229,138.658268 ที่นี่ก็จะอยู่บริเวณริมทะเลสาบ Seiko ด้านล่างซ้าย ใกล้ ๆ กันก็จะมีถ้ำน้ำแข็งที่ใช้ระยะเวลาเดินฝ่าป่าไปประมาณ 20 นาที ทั้ง 2 ถ้ำนี้ก็จะคล้าย ๆ กันครับคือเป็นถ้ำที่จะอุณหภูมิ 0 องศาหรือต่ำกว่านั้นตลอดปี ชาวบ้านก็จะเอาถ้ำนี้เป็นที่เก็บน้ำแข็ง, เก็บสมุนไพร อะไรก็ว่าไป ก็เป็นอะไรที่เจ๋งดีเหมือนกันครับ คือแบบอุณหภูมิข้างนอกชิล ๆ 10 กลาง ๆ แต่พอเข้าถ้ำไป กลายเป็นอุณหภูมิจุดเยือดแข็ง ก็เย็นดี และภายในถ้ำก็สวยดี เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าแวะไป แต่น่าเสียดายที่ผมได้ไปแค่ถ้ำลมเพราะว่าถ้ำน้ำแข็งถ้าจะไปจริง ๆ ต้องเสียเวลาเดินไปเดินมาถึง 1 ชั่วโมงและพวกผมจะตกรถบัสเอา ก็เลยไปกันแค่ถ้ำเดียวแทน

ทะเลสาบสวย ๆ

ผมรู้สึกว่าทะเลสาบของที่ญี่ปุ่นจะสวยกว่าของไทยนะครับ น้ำมันจะเป็นสีแบบเนี้ย ไม่ก็จะเป็นสีเขียวมรกต ของบ้านเรามันจะสีน้ำตะกอน

น้องหมาก็อารมณ์ดี

ฝาท่อจะเปลี่ยนไปตามสัญลักษณ์ของเมืองครับ


สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณ Saiko Lake ของผมก็เรียกได้ว่ามาครบถ้วนแล้วพวกผมเลยเดินทางกลับไปที่ Kawaguchiko Lake กัน ซึ่งการเดินทางโดยใช้รถ Retro Bus ที่ Saiko Lake นี่ต้องวางแผนดี ๆ หน่อยครับ เพราะว่ารถมีรอบน้อยมากชั่วโมงละคันเท่านั้น ถ้าตกรถทีนี่ก็ต้องรอกันจนเซ็งล่ะครับ วันนี้ตอนแรกพวกผมวางแผนเอาไว้ว่าจะไม่กินข้าวเที่ยงเพราะตอนเย็นแพลนกันเอาไว้ว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์เนื้อย่าง จะได้เผื่อ ๆ กระเพาะเอาไว้ แต่ที่ไหนได้ครับ ยังไม่ทันจะเที่ยงดิ พวกผมก็หิวกันแล้ว ก็เลยเดินหาร้านอาหารกินเพื่อประทังชีวิตกันสักหน่อย เดินไปเดินมาก็เจอกับร้านโซบะน่าสนใจร้านนึงเข้าให้

รีวิวมื้อที่ 12 ร้าน Soba บริเวณ Kawaguchiko Lake - Fuji 



ร้านนี้ผมเจอด้วยความบังเอิญครับ พอดีเดิน ๆ จะไปแถวโรงแรมแล้วเห็นป้ายคำว่าโซบะกับอุด้งเข้าให้แล้วก็เลยไปหยุด ๆ ดูเมนูที่ร้านเห็นเมนูร้านน่าสนใจดี และราคาก็ไม่ค่อยแพงเท่าไรมื้อ Set Lunch อยู่ที่ราคาประมาณ 1200 yen ผมก็เลยชวนเพื่อนเข้าไปกินกัน อ้อ พิกัดร้านคือ 35.505353,138.763110 อยู่บริเวณริม ๆ ทะเลสาบเลยน่ะครับหาไม่ยาก พอเข้าไปในร้านก็เจอลูกค้านั่งอยู่ 3-4 คนและร้านเป็นที่นั่งแบบมีแต่ counter bar เท่านั้น และร้านนี้เหมือนจะเป็นสองสามีภรรยาช่วยกันทำมาหากินครับ โดยตัวสามีจะอยู่ที่เคาน์เตอร์คอยทำเทมปุระสด ๆ ที่เสิร์ฟพร้อมกันกับตัวโซบะหรืออุด้ง ส่วนตัวภรรยาจะอยู่หลังร้านคอยเสิร์ฟน้ำและไปเตรียมเส้นโซบะ ก็แบ่งงานกันง่าย ๆ ดีครับ

หน้าร้านโซบะเทพของผม

ครบถ้วนตามสไตล์ร้านพี่ยุ่น

ร้านมีแต่เคาน์เตอร์บาร์ครับ


ผมกับเพื่อนสั่งโซบะเซ็ทคนละแบบ ร้อน 1 เซ็ทและก็เย็น 1 เซ็ทแล้วก็แบ่ง ๆ กันกินเอา เส้นโซบะของร้านนี้อร่อยดีครับ น่าจะเป็นเส้นทำเอง ตัวน้ำซุปไม่ว่าจะน้ำซุปร้อนหรือน้ำจุ่มแบบเย็นก็รสชาติกลมกล่อมลงตัวอย่างสุด ๆ คือก็น่าประหลาดใจอยู่เหมือนกันนะครับ ทริปนี้ผมกินโซบะค่อนข้างเยอะเหมือนกัน และแทบทุกชาม ทุกมื้อที่กิน ล้วนแต่อร่อยหมดเลย ผิดกับทริปเมื่อปีที่แล้วที่ผมมา พยายามกินยังไงก็ไม่อร่อย ขนาดไปร้านที่ได้คะแนนสูง ๆ ก็แล้ว แต่ทีเด็ดของมื้อนี้ไม่ได้อยู่ที่โซบะครับ อยู่ที่ตัวเทมปุระมากกว่า เนื่องจากเทมปุระนั้นหลาย ๆ คนคงทราบว่าเป็นอาหารที่ต้องทำสด ๆ แล้วกินสด ๆ เลยมันถึงจะอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ซึ่งร้านนี้ก็เข้าข่ายเป็น Tempura Bar ได้เลยเพราะว่าเทมปุระแต่ละชิ้นจะทำสด ๆ หลังจากสั่งทั้งนั้น เลยทำให้เจ้ากุ้งเทมปุระของผมกับเพื่อนนี่อร่อยแบบน่าตกใจ น่าตกใจจริง ๆ เพราะว่ามันอร่อยมาก ๆๆๆ

ตาลุงคนนี้ล่ะครับคนทอดเทมปุระ พูดอังกฤษไม่ได้เลยเช่นกัน

โซบะเย็นกับกุ้งเทมปุระอร่อยมาก

โซบะร้อนกับเทมปุระก็อร่อยเช่นกัน

เส้นโซบะสวยงามและอร่อย


ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทำให้ผมประทับใจครับ เห็นเมนูในร้านมีเซ็ทแบบสั่งแต่เทมปุระราคา 3000 เยนด้วย ผมเลยกะเอาไว้ว่าถ้าคราวหน้ามีโอกาสได้มาที่ทะเลสาบ Kawaguchiko นี่อีก ผมจะต้องมากินเจ้าเทมปุระคอร์สนี่ให้ได้ เพราะเท่าที่ผมดูราคามา แถว ๆ ในตัวเมืองโตเกียวส่วนใหญ่คอร์สเทมปุระพวกนี้จะราคาอยู่ที่ เป็น 10000 เยนทั้งนั้นเลย

พอกินกันเสร็จพวกผมก็มีแรงเดินกันต่อ เป้าหมายต่อไปคือการไปขึ้นภูเขาเทนโจผ่านการใช้บริการของ Kachi Kachi Ropeway เจ้า Ropeway อันนี้ก็เรียกได้ว่าภูมิลำเนาค่อนข้างสะดวกครับเพราะอยู่ด้านขวาล่างของทะเลสาบ Kawaguchiko เลยเดินทางสะดวกมาก พิกัดเป๊ะ ๆ ก็ตามนี้เลยครับ 35.50402, 138.77211 Ropeway แห่งนี้ก็จะเสียค่ากระเช้าไปกลับ 700 เยน เพื่อแลกกับการไม่ต้องเดินขึ้นไปในความสูง 400 เมตร (ประมาณตึก 130 ชั้น) ที่บนจุดชมวิวก็จะมีที่นั่ง, กล้องส่องทางไกล ร้านขายขนม ค่อนข้างจะครบครัน ตามประสาพี่ยุ่นเค้า วิววันที่ผมไปก็จัดได้ว่าเกือบสวย คือฟ้าโปร่ง แต่พอดีที่ยอดเขาฟูจิมีเมฆมารวม ๆ ตัวกันเล็กน้อย ก็เลยไม่สวยถึงที่สุดแค่นั้น และถ้าใครยังพลังเหลือ จากจุดชมวิวนี่เรายังสามารถเดินขึ้นไปอีก 300 เมตร (ประมาณตึก 100 ชั้น) จะมีศาลเจ้าเล็ก ๆ อยู่ และก็จะได้วิวที่ดีขึ้นไปอีก แต่พอดีพวกผมไม่มีเวลาเลยไม่ได้เดินขึ้นไปต่อกันครับ


Tachi Tachi Ropeway ครับ ขึ้นกันไปเลย

ประมาณ 10 นาทีจะมีรอบนึง

จัดได้ว่าสูงอยู่นะครับ

โย้ว วิวสวย ๆ เสียดายมีเมฆตรงยอดภูเขาเล็กน้อย

ที่จุดชมวิวจะมีอาคารสูงขึ้นไปอีก 3 ชั้นให้ขึ้นไปเก็บรูปได้

ทะเลสาบสวย ๆ อีกมุมนึง

กิน softcream ไปดูภูเขาไฟวสวย ๆ ไปสักหน่อย

พอลงมาเจอร้านน่าสนใจครับ Fujiyama Cookie

เลยซื้อมากินกันสักหน่อย 3 รส 3 มุม รสชาติก็งั้น ๆ ครับ


เป้าหมายสุดท้ายของผมในวันนี้คือการเดินทางไป Chuereito Pagoda เจดีย์พร้อมวิวอันงดงามของภูเขาไฟฟูจิและเมือง Fujiyoshida และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณทะเลสาบแต่จะอยู่ใกล้ ๆ กับสถานี Shimoyoshida แทน การเดินทางก็จากสถานี Kawaguchiko นั่งรถไฟไปแค่ 3 ป้ายก็ถึงแล้วล่ะครับ ตัวเจดีย์นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Arakura Sengen Shrine พิกัด 35.500352, 138.800156 ลงจากสถานีเล็ก ๆ นามว่า Shimoyoshida แล้วก็เดินต่อไปแค่ประมาณ 7 นาทีก็จะถึงศาลเจ้าแล้วล่ะครับ แต่จุดหมายปลายทางจริง ๆ คือเจ้าตัวเจดีย์เนี่ยต้องเดินขึ้นไปต่อ ต้องผ่านบันได 400 ขั้นไปก่อนถึงจะถึงฐานเจดีย์ แล้วก็ต้องเดินขึ้นไปอีกนิด ไปยังเนินด้านหลังของ Chuereito Pagoda ก่อนเพื่อที่จะได้วิวที่เห็นเจดีย์พร้อมภูเขาไฟฟูจิและเมืองอันแสนจะงดงาม ครับวิวสวยจริง ๆ ครับตรงนี้ สวยจนผมยืนดูได้เป็นเวลานาน สวยจนมีฝรั่งคนนึงเอาเสื้อแจ็คเก็ตปูเป็นที่นอนแล้วก็นอนดูอยู่แบบนั้นนานทีเดียว ขาขึ้นนี่ก็จัดได้ว่าเดินกันหน่อยพอสมควรแต่พอขาลงก็ค่อนข้างจะสบายหน่อยครับ แปบเดียวก็ถึงพื้นแล้ว


ที่ญี่ปุ่นจะมีเบียร์ 3rd gen แล้วเป็นเบียร์ไม่มีพลังงาน, ไม่มีแอลกอฮอล์แต่ยังคงพอได้รสชาติเบียร์อยู่ ผมละอยากให้มีที่เมืองไทยจัง

สถานี Chimoyoshida ครับ

ประตูขึ้นศาลเจ้า

เดินขึ้นไปสักครึ่งทาง วิวเริ่มสวยแล้ว

เหนื่อยเหมือนกันนะครับ 400 ขั้นเนี่ยประมาณตึก 20 ชั้นเลย

ถึงแล้วเจดีย์อันสวยงาม

วิวเมือง Fujiyoshida อันสวยงาม

อันนี้วิวที่สวยที่สุด คงจะเคยเห็นกันบ่อย ๆ ใช่มั้ยครับ

เย้ พิชิตได้แล้ว

ด้านล่างก็จะเป็นตัวศาลเจ้าหลักครับ

แวะทำบุญสักหน่อย


โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้ของผมก็เป็นอันจับลงอย่างบริบูรณ์ ถือว่าเดินทางได้ตามเป้าหมาย ไปได้ครบทุกที่ตามที่วางแผนเอา พวกผมเดินทางกลับไปที่สถานีรถไฟ Kawaguchiko คราวนี้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะต้องไม่ตกรถ ก็เลยไปดักรอเอาไว้ก่อนเวลาสักพัก พอรถมาเทียบท่าก็เลยไปถาม ๆ คนขับว่าคันนี้ไปชินจูกุรึเปล่า แล้วก็ยื่น ๆ อีเมล์ให้เค้าดู แล้วเค้าก็ไปเช็คกับรายชื่อก็เป็นอันเสร็จ โอ้โหสะดวกจริง ๆ พวกผมก็นั่ง ๆ หลับ ๆ ไปชั่วโมงครึ่งก็เดินทางกลับถึงชินจูกุโดยสวัสดิภาพไว้ เป้าหมายต่อไปของวันนี้คือไปกินบุฟเฟ่ต์เนื้อย่างกันต่อครับ

กลับไปยังสถานี Chimoyoshida

รอรถไฟ ๆ ๆ ๆ

ขึ้นรถบัสกลับชินจูกุล่ะครับ


รีวิวมื้อที่ 13 Gyu-Kaku สาขา Oimachi Station พิกัด 35.607659, 139.736333



ร้านเนื้อย่างที่มีสาขามากมายทั่วโลกแห่งนี้ เป็นร้านที่ผมได้มากินเมื่อตอนที่ผมมาญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อนปีที่แล้วที่ผ่านมา และมื้อนั้นเป็นมื้อที่ผมประทับใจมาก เรียกได้ว่าเป็นบุฟเฟ่ต์เนื้อย่างที่ดีที่สุดในชีวิตผมก็ว่าได้ และพอดีงวดนี้ เพื่อนผู้ร่วมเดินทางของผมรีเควสท์อยากจะกินเนื้อย่างขึ้นมา ผมก็เลยชวนมันมาที่ร้านนี้อีกครั้งเพราะตัวผมเองก็ชอบร้านนี้อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ร้านนี้ก็จะแตกต่างจากร้านเนื้อย่างที่บ้านเราหน่อยตรงที่มีทั้งแบบ a la carte และ บุฟเฟ่ต์ให้เลือก แต่ถ้าสั่งแบบนึงก็ต้องกินแบบเดียวกันทั้งโต๊ะ ซึ่งรายการอาหารของทางร้านนี้ก็มีอยู่ในเว็บไซต์ของทางร้านอยู่แล้วล่ะครับ ราคาบุฟเฟ่ต์ก็จะมีสองแบบประมาณ 3000 เยนกับ 3500 เยน คราวที่แล้วผมสั่งแบบ 3000 คราวนี้ก็เลยขอลองจัดแบบ 3500 เยนสักหน่อย มีรายการอาหารให้สั่งเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยครับ

เบียร์เย็น ๆ กับเนื้อย่าง เป็นอะไรที่เข้ากันมาก

เตาแบบนี้เมืองไทยไม่ค่อยมีเท่าไร ร้อนดีครับแรก ๆ

ลิ้นวัวต้องสั่งบุฟเฟ่ต์แบบ 3500 เยนเท่านั้นแบบ 3000 เยนจะมีแต่ลิ้นหมู

อันนี้ไม่แน่ใจว่าอะไร แต่ก็อร่อยดีครับ

ปิ้ง ๆ ๆ ๆ

กิมจิอร่อยดีครับ ไม่มีความหวานมีแต่ความเค็มและเผ็ดแบบที่ผมชอบเลย


สำหรับตัวคุณภาพโดยรวมของเนื้อในมื้อนี้ก็คล้าย ๆ กับมื้อแรกที่ผมกินมาครับ คือจัดอยู่ในระดับ a la carte เมืองไทย หรือดีกว่าแบบบุฟเฟ่ต์เมืองไทยอย่างไม่ค่อยจะเห็นฝุ่นสักเท่าไร(คือห่างชั้นกันมาก) วันนี้กินกันไปค่อนข้างเยอะแต่แบบอ่านไม่ค่อยออก ใช้วิธีจิ้ม ๆ เอาอ่ะครับก็เลยจำไม่ค่อยได้ว่ามีอะไรบ้าง หลัก ๆ ก็จะมี ลิ้นวัวซึ่งแบบมาเป็นแผ่นใหญ่ และเนื้อนุ่มดี , เนื้อส่วน คารุบิ หรือคาลบี้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นเนื้อส่วนไหนเหมือนกันก็เยี่ยม, ฮารามิ (น่าจะเป็นเนื้อซี่โครง) อันนี้ก็อร่อยยอด แต่แบบพวกเครื่องในนี่ผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไร รู้สึกว่าเครื่องในเมืองไทยจะดีกว่า ส่วนที่ชอบอีกอันนึงก็คงเป็น ไก่ราดซอสใบโหระพาครับ อร่อยดี รสชาติจัดจ้าน ๆ ตามสไตล์ไทย ๆ หน่อย

เนื้อเค้าก็อร่อยดี และลายสวยดีว่ามั้ยครับ




อันนี้ไม่รู้อะไรเหมือนกัน แต่จะต้องกินกับไข่ดิบครับ อร่อยสุด ๆ ส่วนอันซ้ายบนเป็นกระเพาะวัว อร่อยดีเหมือนกัน


แม้ว่าตัวคุณภาพเนื้อของมื้อนี้จะยังคงจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเหมือนเช่นคราวที่แล้วที่ผมมา แต่แบบการบริการในวันนี้คนละเรื่องกับคราวที่แล้วมากครับ อาหารช้าาาา สั่งไปแต่ละอย่างนี่รอนานมากกว่าจะมา และก็มาแบบจานเล็ก ๆ กินไม่ทันใจ , พนักงานก็ไม่มีคนพูดอังกฤษได้เลย ต้องส่งภาษามือกันอย่างเดียว เทียบกับคราวที่แล้วที่อาหารมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ส่วนนึงที่คราวที่แล้วบริการดีอาจจะเพราะว่ามีเพื่อนผมที่พูดญี่ปุ่นได้อยู่ด้วยก็เป็นได้ อ้อ ที่เซ็งอีกอย่างสำหรับมื้อนี้คือ เตาไม่ร้อนช่วงหลัง ๆ และประเด็นคือคุยกับพนักงานไม่รู้เรื่อง ว่าจะให้เพิ่มถ่านยังไง -*-

รออาหารแต่ละจานนานมาก เซ็งครับ

ไก่โหระพา อีกหนึ่งจานเด็ด

หลัง ๆ เตาเริ่มไม่ร้อนล่ะ

กุ้งกับกระเทียม จริง ๆ ต้องเอาไปปิ้งทั้งฟอยล์เลย แต่ผมทำผิด เอากุ้งไปปิ้งสด ๆ ฮ่า ๆ


สรุปมื้อนี้ถ้าเอาแต่คุณภาพเนื้อก็ถือว่าดีครับ แต่ถ้าเอาแบบภาพรวมผมว่ายังไม่ค่อยผ่านเท่าไร เฮ้อ เซ็ง เสร็จจากมื้อนี้ผมกับเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับไปนอนล่ะครับ เหนื่อยมาก

------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...