BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Thursday, February 20, 2014

Umenohana - Kaisaki Restaurant Bangkok Review

Umenohana ร้านดอกบ๊วยที่เน้นเสิร์ฟอาหาร Kaiseki - อาหารชาววังที่เน้นความสมดุลทางด้านรสชาติ



Overall Score  9/10
Taste   4.5/5
Ambiance  5/5
Service  5/5
Value   2/5

Umenohana - Japanese Kaiseki Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)



ร้าน Umenohana (แปลว่า ดอกบ๊วย) เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ในบ้านเราที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่นานนัก ร้านนี้ไม่ได้เหมือนกับร้านอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เปิดตัวกันมาใหม่ ๆ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาที่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านซูชิหรือไม่ก็ร้านอาหารญี่ปุ่นธรรมดา ๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่กับร้าน Umenohana แห่งนี้น่าจะเป็นร้านแรกและร้านเดียว (ที่ผมรู้จัก) ในกรุงเทพที่เน้นการเสิร์ฟอาหารแบบ Kaiseki เป็นหลัก (บทความเกี่ยวกับอาหาร Kaiseki โปรดตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ) ตัวร้านนี้ตั้งอยู่ใน Nihonmura Mall (นิฮอนมูระ โครงการ 2) ในซอยทองหล่อ 13 เดินทางสะดวกมีที่จอดรถสะดวกสบาย ณ ชั้นใต้ดินของห้างครับ

อาหารแนว Kaiseki นั้นไม่ได้เป็นอาหารที่ร้านอาหารในบ้านเราไม่เคยมีเสิร์ฟกันหรือว่าหาได้ยากมากมายอะไรแต่อย่างใด แต่ส่วนใหญ่แล้ว อาหารแห่งความหรูหรา/อาหารสำหรับจักรพรรดิ์ นี้มักจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเมนูให้ลูกค้าได้เลือกเท่านั้น แต่กับที่ร้าน Umenohana ทองหล่อ 13 แห่งนี้ เค้าทำตรงกันข้ามกับร้านอื่นคือจะเอาอาหาร Kaiseki มาเป็นอาหารหลักให้ลูกค้าสั่ง ส่วนอาหารแบบ a la carte นั้นจะกลายเป็นอาหารเสริมให้สั่งกันเพิ่มเติมกันเอาเองแทน







ร้านนี้เป็นร้านที่มีต้นกำเนิดมาจากที่ญี่ปุ่นเมื่อ 40 ปีมาแล้วที่ญี่ปุ่นในตอนนี้มีอยู่กว่า 70 สาขากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และสาขาที่ Nihonmura ที่ประเทศไทยแห่งนี้เป็นสาขาแรกของเครือนี้ที่มาเปิดนอกประเทศญี่ปุ่น ร้านในเครือ Umenohana ที่ญี่ปุ่นนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบคือขายอาหาร Kaiseki, ปูญี่ปุ่น และเต้าหู้ ซึ่งแน่นอนว่าร้านที่มาเปิดในไทยถ้าจะเอา 2 แบบหลังมาก็คงจะแบบ niche market เกินไปหน่อย, วัตถุดิบเองก็หายากก็เลยเลือกมาเป็นแบบเน้น Kaiseki เป็นหลักโดยมีปูญี่ปุ่นและเต้าหู้ร่วมด้วยอยู่ในเมนู

จุดมุ่งหมายของร้าน Umenohana ประเทศไทยนั้นคือต้องการให้ได้มาตรฐานของร้านที่ญี่ปุ่นทุกประการ เริ่มต้นที่บรรยากาศของทางร้าน ร้านนี้แตกต่างจากร้านญี่ปุ่นทุกร้านในกรุงเทพฯ ที่ผมเคยไปมาจริง ๆ เพราะว่าจะแบ่งออกเป็นห้องย่อย ๆ หลายห้อง จะมีห้องโถงใหญ่ 2 ห้องที่จะเป็นโต๊ะอาหารย่อย ๆ หลายโต๊ะวางกระจายอยู่ในห้อง ๆ นึง ส่วนห้องย่อยเล็ก ๆ นั้นก็จะมีหลากหลายขนาด และมีจำนวน 5 ห้อง คือบรรยากาศตอนเดินเข้ามาในร้านนี้นี่คือให้บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในร้านอาหารที่ญี่ปุ่นจริง ๆ เลยล่ะครับ กับการให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องความเป็นส่วนตัวของลูกค้า, กลิ่นของร้านที่ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นกลิ่นไม้ญี่ปุ่นรึเปล่า กลิ่นหอมและไม่เคยเจอในร้านในประเทศไทย







ส่วนเรื่องการบริการนั้นทางร้านก็ทำมาได้ยอดเยี่ยมดุจดังการบริการของชาวญี่ปุ่นแท้ ๆ เช่นเดียวกัน พนักงานรู้เรื่องอาหารเป็นอย่างดีสามารถแนะนำเราได้หมดว่าเมนูไหนเป็นยังไง, ชอบเมนูไหนควรจะสั่งอะไร รวมถึงตอนยกมาเสิร์ฟก็ยังมีการแนะนำเพิ่มเติมอีกด้วยว่าจานนี้ ๆ ควรรับประทานอย่างไร, มีวัตถุดิบอะไรเป็นองค์ประกอบบ้างและแต่ละจานโดดเด่นอะไรยังไง ซึ่งข้อมูลอะไรแบบนี้บอกตรง ๆ ว่าคนที่ชื่นชอบอาหารนั้นชอบที่จะได้รับฟังกันทุกคนล่ะครับ

ส่วนคุณภาพอย่างสุดท้าย - ด้านอาหาร วัตถุดิบของร้าน Umenohana แห่งนี้จะเป็นการนำเข้ามาจากญี่ปุ่น(แทบ)ทั้งหมด แน่นอนว่าพวกปูญี่ปุ่น, ปลา หรือพวก seafood ทั้งหลายนั้นต้องนำเข้ามาอยู่แล้วล่ะ แต่อะไร ๆ ที่บ้านเราพอจะมีอยู่บ้างแต่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ที่ทางร้านนี้ตั้งเอาไว้เช่น เต้าหู้ หรือผักบางชนิด ทางร้านก็เลือกที่จะนำเข้ามาจากญี่ปุ่นแทน อาหารของทางร้านนี้สามารถแบ่งได้เป็นหลากหลายหมวดหมู่ทั้ง lunch set ราคาประหยัด, kaiseki course ประมาณ 4-5 รายการให้เลือก และอาหารแบบ a la carte อีกประมาณ 20 - 30 รายการ





คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับการรับประทานอาหารเป็น course สักเท่าไร แต่อย่างที่รู้ ๆ กันว่าอาหารแนวนี้ในประเทศแถบตะวันตกนั้นจะถือว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดทำให้เราได้ลิ้มรสอาหารได้ครบครันหลากหลายรูปแบบกรรมวิธีการปรุง รวมถึงได้รับรสชาติอาหารได้อย่างถูกต้องตามลำดับที่ควรจะเป็นอีกด้วย ซึ่งอาหารแบบ Kaiseki ของญี่ปุ่นก็ไม่ได้แตกต่างกันครับ อาหารหลายคอร์สนี้ที่ญี่ปุ่นเองก็ถือว่าเป็นอาหารสุดพิเศษ อาหารสุดยอดของเค้าเช่นเดียวกัน และถ้าการได้มากินที่ร้าน Umenohana แห่งนี้แล้วไม่ได้สั่งอาหารไคเซกิซึ่งเป็นอาหารที่ทางร้านเชี่ยวชาญ ก็ไม่น่าจะเรียกว่ามาถึงร้านล่ะครับผมว่า










มื้อนี้เริ่มต้นด้วย Kani Moriawase (The best combination for Kani lovers. Premium quality Japanese Kani come in various style of cooking: Zuwai Kanisu, Taraba Kanisu, Taraba Yaki, Zuwai and Taraba Tempura and Kani Chirashi Sushi - 3,850 บาท: หรือรวมมิตรปู ปู๊ ปู นั่นเอง ปูที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีที่นิยมกินกันอยู่ทั้งหมด 3 แบบคือ ปู Taraba (ตระกูลเดียวกันกับ Alaskan King Crab) , ปู Zuwai (ตระกูลเดียวกับพวก spider crab, queen crab) และปูขน (เคะคานิ) ซึ่งในชุดจานปูรวมนี้ก็ขาดปูขนไปอย่างนึงแต่ก็แลกมากับปูทาราบะและซูวาอิที่ปรุงมาหลากหลายรูปแบบแทน ทั้งแบบเทมปุระ, นึ่งธรรมดา และแบบกินเป็นข้าวหน้าเนื้อปู เนื้อปูจานนี้สด อร่อยในทุกคำที่กิน บางคำหวาน บางคำจะเค็ม ๆ มีรสน้ำทะเลเยอะ ๆ หน่อย กินกันเพลิน ๆ เป็น appetizer ที่ดีมากเลยล่ะครับ

อาหารอย่างที่ 2 เป็น Kaiseki 1 เดียวในมื้อนี้กับ Umeyu Zen - 2,950 บาท ในชุดนี้ก็จะประกอบไปด้วยอาหารทั้งหมด 12 อย่าง

Mineoka Tofu: เต้าหู้แบบเรียบ ๆ โปะมาด้วยซอสหวาน ๆ ที่เข้ากัน เป็นอาหารจานแรกที่เปิดฉาก set ได้อย่างลงตัว




Zuwai Kani Yuba Maki: เป็นเต้าหู้ที่ม้วนห่อเนื้อปูซูวาอิมา อร่อย max ครับจานนี้ กินคำแรกแล้วตกใจในรสชาติเลย

Yubani: ฟองเต้าหู้แบบญี่ปุ่น ๆ รสชาติดีกินกันได้เพลิน ๆ




Sashimi: ซาซิมิแบบธรรมดา ๆ มี shima aji, hamachi และ akami ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษครับจานนี้






Tofu Shumai: ซาลาเปาเต้าหู้ลูกใหญ่ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นทั้งก้อนเลย อร่อยอย่างน่าตกใจครับ ไส้ในยัดตัวเนื้อหมูสับมา ส่วนเปลือกนอกนั้นทำจากเต้าหู้ แปลก เจ๋ง แนว อร่อย

Taraba Seiro Mushi: เนื้อปูทาราบะ มาแบบเป็นหม้อนึ่งตรงหน้าเราเลย ใช้เวลานึ่งอยู่สักพักพอเสร็จแล้วก็ได้เป็นขาปูทาราบะอันใหญ่ ๆ เนื้อนุ่ม ๆ ให้แคะกินกันได้อย่างเพลิน ๆ อร่อยดี






Kuroge Wagyu Yogan Yaki: เนื้อวากิวลายหินอ่อนสวย ๆ นำมาทอดในกระทะหินภูเขาไฟตรงหน้าเรา ให้ได้กลิ่น ให้ได้ความหอมกันเลย พอย่างได้ที่ medium rare กำลังดี จิ้มกับน้ำจิ้มที่ทำมาโดยเฉพาะ โอย ฟิน

Zuwai Kani Su - หรือปูซูวาอินึ่งนั่นเอง จานนี้คล้าย ๆ จานรวมมิตรเนื้อปูครับ เนื้อปูจะออกแนวเค็ม ๆ มีกลิ่นน้ำทะเลเยอะ ๆ หน่อย







Aka Miso Soup - ซุป Miso ที่แปลกกว่าปกติหน่อยเพราะน้ำจะแดง ๆ อร่อยครับ อร่อยมากก็ซ่าได้ เป็นหนึ่งในซุปมิโสะที่รสชาติดีที่สุดที่ผมเคยเจอมาล่ะ

Nigiri Sushi 5 Pcs. ประกอบด้วยซูชิหน้า hotate, salmon, akami, hamachi และปลาเนื้อขาวชิ้นนึงซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคืออะไร (น่าจะเป็น kampachi) ซูชิอร่อยพอใช้ได้ครับ แน่นอนว่ามีร้านซูชิเฉพาะทางในบ้านเราบางร้านทำได้ดีกว่าอยู่บ้าน แต่คือ เท่านี้ก็โอเคล่ะครับกับเนื้อปลาสด ๆ , ปั้นข้าวมาแบบไม่แน่นมาก แบบนี้

Namafu Dengaku: หรือของหวานที่ทำมาจากเต้าหู้นั่นเอง อารมณ์จะคล้าย ๆ mochi แต่ว่าจะไม่เหนียวเท่า ทางร้านให้มา 2 รส ก็อร่อยกันไปคนละแบบครับ เป็นอาหารกึ่ง ๆ ของหวานสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่ช่วยส่งไปให้กินของหวานในเซ็ทนี้ได้อย่างลงตัว






Dessert (Mineoka Fruits or tofu pudding or ice cream) - มื้อนี้ได้มาเป็นพุดดิ้งเต้าหู้ครับ อร่อย หวาน ละมุน กินแล้วพริ้มกันเลยทีเดียว

Hikiage Yuba (Yuba, the delicate skin skimmed off the top of simmering soy milk, served with Yuzu peel and wari shoyu. The traditional Japanese style to enjoy the best part of Tonyu - 450 บาท): อาหารอย่างสุดท้ายในมื้อนี้ เป็นอาหารยอดนิยมของทางร้านที่ลูกค้นคนไทยชอบกันมาก จะเป็นอาหารที่จะให้เรามาทำฟองเต้าหู้กินกันเองเลย จะเป็นหม้อต้มที่ใส่น้ำถั่วเหลืองนำเข้าจากญี่ปุ่นมา มาต้มตรงหน้าเรา และก็ทิ้งไว้สักพักนึงให้เกิด curd แล้วเราก็ตักผิวหน้านี้ออกมากิน ก็รสชาติดีสมกับเป็นเต้าหู้นำเข้าและก็ทำกันสด ๆ ครับ (หม้อนึงทำได้ประมาณ 6-7 แผ่น)





สรุป ร้าน Umenohana ณ Nihonmura ทองหล่อ 13 แห่งนี้ ก็เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ที่ไม่เหมือนใครดีครับ ไม่ว่าจะบรรยากาศร้านที่มีความเป็นญี่ปุ่นจ๋าเหลือเกิน, อาหารที่เน้นแบบ Kaiseki เป็นหลักไม่ได้เป็นอาหารเสริมเหมือนร้านอื่น และวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างที่ใส่ใจ พิถีพิถัน นำเข้าจากญี่ปุ่นมาโดยตรง ใครอยากจะสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแท้ ๆ โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่นก็มาลองกันได้เลยครับสำหรับร้านนี้ แต่ถ้าจะมาแนะนำให้โทรจองล่วงหน้าสัก 2-3 วันนะครับเพราะร้านนี้เค้าบอกว่าเค้าเต็มทุกวัน!

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...