BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Sunday, November 11, 2012

USA Fall 2012 Trip - Splendid Seattle & Portland Part 5 - Portland (Outlet and Attractions)

USA Fall 2012 Trip - Splendid Seattle & Portland Part 5 - Portland (Outlet and Attractions)



สำหรับการเที่ยวใน Portland ของผมนี่ก็เรียกได้ว่าสั้นมาก ๆ ครับเพราะกินเวลาแค่ 2 วัน 1 คืนเท่านั้น Portland นี่สำหรับผมเองก็รู้จักเมืองนี้เพราะมีทีมบาส NBA อยู่ทีมนึง (Portland Trailblazer) กับรู้ว่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐที่ปลอดภาษี รัฐ Oregon ซึ่งด้วยเหตุผลหลังนี้เลยทำให้คนจากรัฐอื่น ๆ ชอบมา shopping ที่เมืองนี้หรือว่ารัฐนี้กันเพราะว่าจะไม่ต้องโดน TAX เพิ่ม ซึ่งเมื่อเทียบกับรัฐอื่น ๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีในสหรัฐอเมริกานี้ (Montana, Delaware, New Hampshire) รัฐนี้ก็น่าจะเป็นรัฐที่เจริญที่สุดมีร้านรวง, shopping mall เยอะสุดล่ะครับ ส่วนสถานที่เที่ยวนั้น เท่าที่ผม search ๆ ดูก็รู้สึกว่าจะมีอยู่เยอะพอตัวเลยที่ Portland นี่แต่เนื่องจากเวลาผมน้อยมีแค่ 2 วันและหมดไปกับการ Shopping วันนึงแล้ว ก็เลยไปเที่ยวได้แค่ไม่กี่ที่แค่นั้นครับ

ผมขับรถออกจาก  Seattle มาถึง Portland ตอนประมาณ 3 ทุ่ม มาถึงก็ตรงดิ่งไปยังโรงแรมที่พักก่อนเลย โรงแรมที่พักในเมืองนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโรงแรมในเครือ Silver Inn Hotel แต่สำหรับที่ Portland นี้จะดาวน้อยกว่าหน่อยแค่ 3 ดาวเท่านั้น เทียบกับที่ Silver Cloud - Broadway, Seattle ที่นอนมาซึ่งเป็น   4 ดาวซึ่งอาจจะดูเหมือนต่างกันมาก แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ผมว่าแทบไม่ต่างกันเลยนะ ห้องก็ขนาดพอ ๆ กัน, มี fitness, มีเครื่องซักผ้า ค่าจอดรถก็ไม่ต้องเสีย (ที่ Seattle เสียวันละ 20$) แถมค่าโรงแรมยังถูกกว่ากันพอสมควรด้วย โดยรวมโรงแรมนี้ก็เป็นโรงแรมดีครับ ใกล้ย่านร้านอาหาร, ใกล้  Downtown มีอาหารเช้าให้ และนอน 4 คนเค้าคิดแค่คืนละ  5000 บาทเองมั้ง คุ้มดีครับ







เช้าวันต่อมา พอจัดการธุระส่วนตัวกันเสร็จ พวกผมก็มุ่งหน้าไปยัง Outlet ที่เพื่อนที่เคยเรียนโทอยู่ที่นี่แนะนำกันเลย กับ Outlet ที่มีนามว่า Woodburn Company Outlet (http://www.woodburncompanystores.com/) คือจริง ๆ ที่ Portland นี่ก็มี Outlet อยู่หลายที่ครับ ตามประสารัฐที่ไม่ต้องเสียภาษี คนอยู่รัฐอื่น อยู่ไกลแค่ไหน ถ้าว่าง ๆ ก็คงจะขับรถมาซื้อกัน ก็เลยทำให้มี Outlet ผุดกันขึ้นมาค่อนข้างมาก แต่จากปากของเพื่อนผมที่เคยเรียนที่นี่ บวกกับการค้นข้อมูลรีวิวแล้วที่ Woodburn นี่ดูจะได้คะแนนรีวิวเยอะสุด พวกผมก็เลยเลือกที่นี่กัน












ที่ Woodburn Outlet นี่ก็เรียกได้ว่าเป็น Outlet ที่ครบเครื่องจริง ๆ ครับ ใหญ่โต มโหฬาร มีสินค้าขายหมดครบครันไม่ว่าจะเสื้อผ้า, Electronics, กระเป๋า, เครื่องครัว, แว่นกันแดด, อุปกรณ์กีฬา คือมีแทบจะทุกยี่ห้อที่ผมนึกถึงเลยล่ะครับ จะขาดก็แต่พวกแบรนด์  designer แพง ๆ พวก Gucci, Louis Vuitton, Prada อะไรพวกนั้นที่จะไม่มี แบรนด์หรูสุดที่นี่ก็คงเป็น Coach, Polo Ralph Lauren อะไรพวกนี้แหละครับ ที่ Woodburn Outlet นี่นอกจากเราจะไม่ต้องเสีย  Tax แล้ว ราคาของเค้ายังถูกและยังมีมาลด on top เข้าไปอีกด้วยครับ คือผมเดินเข้าร้านไหนนี่ก็เจอแต่แบบ ถูก ๆ ๆ ๆ ไปหมด ก็เลยเสียเวลาอยู่ที่นี่ทั้งวันตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น (ตามคำของเพื่อนผมที่บอกว่า "มึงจะต้องอยู่ที่นี่วันนึงเต็ม ๆ" คือแบบ บอกตรง ๆ ว่าผมก็ไม่ใช่พวกบ้า Shopping หรือว่าอะไรนะครับ แต่แบบ ที่นี่เค้าใหญ่จริง ของเยอะจริง และถูกจริง ใครที่ไป Portland หรือใครอยากไปอเมริกาเพื่อ Shopping ผมขอแนะนำที่นี่จริง ๆ ครับ

พอเสร็จจาก Woodburn Outlet พวกผมก็มุ่งหน้าไปยังร้านที่เป็นร้านที่ผมชอบที่สุดในทริปนี้เลยกับร้าน Steak ที่ติดอันดับ 1 ใน  10 ของ USA และคนดังมากมายได้ดาหน้ากันมากินกันหมดแล้วกับร้านที่มีนามว่า Ringside Steakhouse

7th Shop
ชื่อร้าน Ringside Steakhouse
URL http://www.ringsidesteakhouse.com/
ประเภท เสต็ก, ซีฟู้ด
ราคา 2000 บาทโดยประมาณ

จริง ๆ ผมจองร้านนี้เอาไว้คืนวันถัดไป แต่เนื่องจากที่บ้านผมมีมาเปลี่ยนโปรแกรมกันก็เลยเลื่อนร้านนี้มาเป็นวันก่อนหน้าแทน ซึ่งวันที่ผมไปกินมันคือคืนวันศุกร์ ร้านดัง มาเจอกับ คืนวันศุกร์ ไม่น่าประหลาดใจเลยครับที่ตอนพวกผมไปที่ร้านจะมีคิวรอโต๊ะกันอยู่และก็ลูกค้านั่งกันเต็มร้านแบบเต็มทะลักเดือดเลย ตอนแรกพวกผมว่าจะถอดใจไปกินร้านอื่นกัน แต่แม่ผมเกิดคึกอะไรไม่ทราบไปอ้อน ๆ คนรับโต๊ะก็เลยทำให้ได้โต๊ะตอนสองทุ่มมา ซึ่งก็ถือว่าโอเคเพราะตอนที่ไปถึงคือ 6 โมงกลับโรงแรมไปนอนเล่น ดูทีวี แล้วมาใหม่ตอนสองทุ่มก็เลยสบาย ๆ ครับ ซึ่งพอผมมาที่ร้านนี้ใหม่ตอน 2 ทุ่ม ตอนแรกนึกว่าลูกค้าจะเริ่มเบาบางลงไปแล้ว ที่ไหนได้ครับเหมือนเดิม ลูกค้ายังแน่นร้านและมีรอคิวอยู่หน้าร้านเหมือนเดิม ร้านนี้นี่สงสัยมันจะดังจริงอะไรจริงนะครับ









ร้าน Ringside Steakhouse นีบอกตรง ๆ ว่าผมประทับใจการบริการมาก ๆ ทางร้านมีพนักงานรับลูกค้าอยู่ถึง 3 คน (เพราะลูกค้าเยอะ) และแต่ละคนผมก็เห็นยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดีกันหมด, พนักงานดูแลโต๊ะผม(รวมถึงโต๊ะอื่น ๆ ) ก็ใส่สูทกันอย่างเต็มเยอะ พูดจาแนะนำอาหารฉะฉาน, รู้เรื่องอาหารเป็นอย่างดี ไร้ที่ติ และก็มีพนักงานอีก 1 หมวดครับ "พนักงานเติมน้ำเปล่า" ใช่ครับ มีคนไว้คอยเติมน้ำเปล่าโดยเฉพาะ (ใส่ชุดต่างจากพนักงานอย่างอื่น) ก็เลยทำให้น้ำเปล่าของแขกแต่ละคนนี่แทบจะไม่พร่องจากปากแก้วเลยครับ แต่แน่นอนครับ การบริการที่ดี บรรยากาศร้านที่หรู (แต่ผมไม่ได้ถ่ายมาเนื่องจากลูกค้าเยอะ เดี๋ยวโดนด่า) ก็แลกมากับราคาอาหารที่แพงกว่าร้านอื่น ๆ ที่ผมเคยกินมา แต่ถ้าถามว่าแพงมากมั้ย? กับเมืองไทยเป็นอย่างไร ตอบได้สั้น ๆ ง่าย ๆ เลยว่า ถูกและคุ้มกว่าที่เมืองไทยเยอะ! เพราะว่า Steakhouse ดี ๆ ที่เมืองไทยนี่ราคาส่วนใหญ่กับเนื้อ US Prime จะอยู่ที่จานละ 4000++ บาทได้ แต่กับร้าน Ringside Steakhouse นี่ถูกลงไปสัก 1 ใน 3 ได้ครับ steak ส่วนใหญ่จะราคาอยู่ที่ 1500 - 2000 บาทไทยโดยประมาณ และแต่ละจานที่พวกผมได้รับ มันจานใหญ่ แบบกินจานเดียวอิ่มไม่ต้องสั่งอะไรเพิ่มเลย

มื้อนี้เริ่มต้นกันด้วย starter ซึ่งประกอบด้วย Maine Lobster Soup   10.00$ และ Baked Onion Soup 7.75$ เจ้าซุปกุ้งที่แบบราคาอาจจะแพงไปนิดเมื่อเทียบกับเมืองไทย แต่พอเห็นปริมาณที่ได้แล้ว 10$ ก็อาจจะไม่แพงไปเลย และยิ่งพอได้กินแล้ว อืม เป็น  Lobster Bisque ที่แบบรสชาติดีทีเดียว อาจจะยังไม่ถึงกับดีที่สุดที่ผมเคยกินมา แต่ก็จัดได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เลยครับ ส่วนอีกอัน Baked Onion Soup จานนี้ก็แปลกดีตรงที่แบบมันมาเหมือนเป็นมันฝรั่งอบมากกว่าจะเป็นซุปอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่พอเฉพาะเปลือกที่แข็งและหุ้มเนื้อในลงไปก็เจอน้ำซุปสีน้ำตาล ร้อน ๆ รสชาติดี ซึ่งแบบ รสชาติอาจจะแปลก ๆ หน่อยแต่อร่อยดีแท้ครับ ทั้ง 2 จานเป็นซุปที่กระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดีเลย









ส่วนตัว Main Course นั้นของผมเป็น Rib Eye Steak Prime, 14 oz. 47.00$ เนื้อของร้าน Ringside Steakhouse นี่ทุกชิ้นจะเป็น US Prime (เนื้ออเมริกาเกรดสูงสุด) ทั้งหมดครับและจะมีแพงขึ้นไปอีกโดยทางร้านจะเอาไป ageing เพิ่ม เพื่อเพิ่มความนุ่ม, ความอร่อย แต่แบบพวกผมรู้สึกว่าแค่ US Prime ก็น่าจะอร่อยมากแล้วก็เลยสั่งกันไปแค่นี้ ซึ่งพอได้กินเจ้าเสต็ก Rib Eye นี่คำแรกก็เป็นไปตามที่คิดจริง ๆ ครับ มันอร่อย แบบ เรียกได้ว่าเป็นเสต็กที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมาในชีวิตก็ว่าได้ครับ เนื้อด้านในมัน Juicy ฉ่ำสุด ๆ ผิวด้านนอกก็กรอบ ๆ เกรียม ๆ เค็ม ๆ เล็กน้อยลงตัวมาก ๆ  และเนื้อเสต็กเป็นเนื้อที่หนาแบบ หนาคนละเรื่องกับเนื้อเสต็กไทย เลยทำให้เก็บความฉ่ำ ของเลือด, ของน้ำไว้ได้ตอนที่ย่าง โอย กินแต่ละคำนี่ผมซาบซึ้งมาก ตอนที่เขียนอยู่นี่หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วก็ยังอยากกลับไปกินอยู่เลยครับ

พ่อกับผมสั่ง Rib eye เหมือนกัน ต่างคนก็ต่างซาบซึ้งกับรสชาติของเนื้อเทพกันทั้งคู่ ส่วนพี่ผมนั้นสั่ง
New York, 10 oz. 43.00$ ส่วนของวัวที่จะมีมันติดมาเยอะหน่อยและจะเป็นเนื้อยาว ๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคือกึ่ง ๆ ระหว่าง rib eye กับ tenderloin รึเปล่า เนื้อของพี่ผมก็อร่อยเว่อร์เหมือนกันครับ เนื้อมาชิ้นหนา ๆ แต่ละคำฉ่ำ ๆ นุ่ม ๆ อร่อย ๆ โอย สวรรค์รำไร ส่วนของแม่ผมเป็น Prime Rib ที่อยู่ใน Course
3-Course Supper Special 47.00$ (Starter + Prime Rib + Dessert) ซึ่งจานนี้เพื่อนผมที่เคยอยู่ที่นี่แนะนำมาให้สั่งซึ่งพอได้กินแล้วมันจะเป็นคนละแบบกับ steak ของผมกับพ่อกับพี่ครับ ไม่รู้เค้าทำมายังไง คือเนื้อมันจะนุ่มไปหมด ไม่ว่าจะตัวผิวด้านในหรือผิวด้านนอก ซึ่งก็อร่อยครับ อร่อยไปคนละแบบ








มื้อนี้ ผมพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็น Steak ที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่ผมเคยกินมาเลย ร้าน Ringside Steakhouse นี่สมกับเป็นร้านดัง, คะแนนรีวิวสูง, และคนดังมากินกันครับ ถ้ามีโอกาสผมจะไปกินอีกให้ได้ เอาจริง ๆ นะ Portland แค่มา Shopping กับมากินเสต็กร้านนี้สำหรับผม มันก็เรียกได้ว่าเป็นการนิพพานแล้วล่ะครับ

เช้าวันต่อมาวันสุดท้ายแบบเต็ม ๆ วันสำหรับการท่องเที่ยวใน USA ของผมก็เริ่มต้นด้วย การเดินทางไปยังสวนกุหลาบ International Rose Test Garden (http://www.rosegardenstore.org/thegardens.cfm) ก่อนจะไป ผมก็หาข้อมูล ๆ อยู่พอสมควรว่ามันยังเที่ยวได้รึเปล่ากับการไปดูดอกกุหลาบตอนเดือนตุลาคมแบบนี้ ซึ่งรีวิวอันล่าสุด ๆ ที่เพิ่งไปมาไม่กี่วันก็บอกว่าเดือนตุลาคมนี่ก็ยังเที่ยวได้ กุหลาบยังสวยอยู่ และกอปรกับคะแนนรีวิวที่นี่จาก ​Tripadvisor ที่ค่อนข้างสูง ผมก็เลยตัดสินใจไป แต่พระพิรุณเจ้ากรรมก็ดันมากลั่นแกล้งครับ เพราะตอนเช้าตอนที่ไปฝนมันดันตกลงมา แม้จะไม่ตกหนัก ตกแบบพอเดินได้อยู่ แต่ดอกกุหลาบมันก็หุบหนีฝนกันไปหมดแล้ว โปรแกรมนี้ก็เป็นอันต้องชวดไป ก็เลยมุ่งหน้าไปยังที่ต่อไป








เป้าหมายต่อไปคือ Powell's Bookstore (http://www.powells.com/) ร้านหนังสือนี้เค้าบอกว่าเค้าเป็นร้านหนังสือแบบ Independent bookstore ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนผมไปถึงก็แอบไม่ค่อยเชื่อเท่าไรเพราะว่ามันไม่เห็นจะใหญ่ขนาดนั้นเลย เป็นแค่ตึกสูง 2-3 ชั้นแค่นั้น แต่พอเอาเข้าจริง ๆ พอได้เดินเข้าไปด้านใน มันก็ใหญ่จริง ๆ ครับ เพราะว่าเค้ามีชั้นใต้ดินอีก และก็มีอีกตึกนึงที่อยู่ติด ๆ กันต้องเดินข้ามถนนไป และก็ตัวตึกหลักนี่ก็ใหญ่ขนาดที่กินพื้นที่ 1 block ถนนเลย! พวกผมก็เพลิดเพลินไปกับการดูหนังสือที่เรียกได้ว่ามีครบครันทุกประเภท, ทุกรูปแบบที่จะหาได้บนโลกนี้อยู่นานเลยทีเดียวครับ 2-3 ชั่วโมงได้เพราะหนังสือเค้าเยอะจริง ๆ ซึ่งผมเอาแต่ดูและจดชื่อเล่มที่สนใจไว้ครับ เพราะไปสั่ง Amazon เอาถูกกว่า ฮ่า ๆ





พอเสร็จจากที่นี่พวกผมก็มุ่งหน้าไปยัง Portland Chinatown เพื่อไปเดินเล่นและก็หาข้าวกินกัน นำมาซึ่งร้านอาหารร้านรองสุดท้ายใน trip นี้

8th Shop
ชื่อร้าน Good Taste
URL http://www.yelp.com/biz/good-taste-portland
ประเภท อาหารจีน สไตล์อเมริกัน
ราคา 300 บาทโดยประมาณ

ร้าน Good Taste แห่งนี้หาง่ายมาก ๆ ครับอยู่ตรงปากทางเข้า China Town Portland เลย ผมไปถึงร้านตอน 11 โมงยังไม่มีลูกค้าสักเท่าไร ตอนแรกก็นึกว่าร้านปิด แต่เจ้าของร้านที่น่าจะเป็นคนจีนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่แอบมาเปิดร้านที่นี่ (สำเนียงแปร่งมาก) กวักมือทำท่าเชื้อเชิญเข้าไปเลยรู้ว่าร้านเปิดแล้ว ร้านนี้พอเข้าไปนี่บรรยากาศเหมือนร้านอาหารจีนแถวเยาวราชแบบติดแอร์แต่ไม่ใช่ภัตตาคารเหลาที่บ้านเราอ่ะครับ โต๊ะ, เก้าอี้ อะไรต่าง ๆ นา ๆ ทำแบบบ้าน ๆ สไตล์จีนแผ่นดินใหญ่ แต่ดีกว่าที่ไทยหน่อยก็ตรงที่ร้านค่อนข้างสะอาดดีครับ








อาหารในมื้อนี้สั่งกันไปค่อนข้างเยอะครับเนื่องจากว่าราคาอาหารไม่ค่อยแพงและเป็นอาหารแบบที่ค่อนข้างคุ้นเคยดี ไล่เรียงอาหารกันไปแต่ละอย่างเลยนะครับ จานแรกที่ได้เป็นโจ๊กไข่เยี่ยวม้า ก็เป็นโจ๊กที่ถ้าให้หลับตากินก็แยกไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นโจ๊กที่ไทยหรืออเมริกาครับ เพราะรสชาติมันเหมือนกันมาก อร่อยกำลังดี ข้าวมาแบบร่วนเกือบร่วนถึงที่สุด ไข่เยี่ยวม้าก็เนื้อเด้ง ๆ เค็มกำลังดี แต่ทางร้านไม่มีเครื่องปรุงแบบที่ไทยครับ (พริกป่น, น้ำปลา) โดยรวม ๆ ก็เลยแอบสู้ไทยไม่ได้เรื่องเครื่องปรุงนี่แหละ

ส่วนอาหารจานที่ 2 นั้นเป็นบะหมี่เกี๊ยวหมู + เป็ดย่างของพี่ผม รู้สึกจะราคาแค่  7$ นี่แหละครับ แต่ให้ปริมาณมาเยอะมาก แต่ทีเด็ดจริง ๆ อยู่ที่จานที่สามของพ่อกับแม่ผมแชร์กันกับจานที่ชื่อว่า Superbowl (9.99$)  จานนี้ตอนแรกพวกผมประมาทมันไปหน่อยครับ อะไร จะมา  ซุปเปอร์บง ซุปเปอร์โบล อะไร ที่ไหนได้พอยกมามันคือ Superbowl จริงอะไรจริงครับ ใหญ่มาก เป็นก๋วยเตี่ยวแบบใส่มาทุกอย่าง เกี๊ยว, เป็ดย่าง, หมูแดง, หมูกรอบ และจานแบบ เห็นแล้วได้แต่ร้องอุทานว่า โอ้วพระเจ้า ๆ เลยล่ะครับ จานใหญ่ประมาณสัก 5-6  ชามบะหมี่บ้านเรา (ที่เดี๋ยวนี้ขายกันชามละ 40 - 50 บาทน่ะครับ) ซึ่งไป ๆ มา ๆ เจ้า Superbowl ชามละ 300 บาทนี่ก็เรียกได้ว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของคนที่นี่ บะหมี่ทั้ง 3  ชามในมื้อนี้อร่อยดีครับ เป็นบะหมี่สไตล์จีนกวางตุ้น, แต้จิ๋ว แท้ ๆ ไม่มีอเมริกามาปนเปื้อนมาแต่น้อย จะมีได้อิทธิพลอเมริกันมาหน่อยก็คงเป็นเรื่องปริมาณนี่แหละครับ แต่โดยรวมแล้ว กินแล้วคิดถึงบะหมี่ที่กรุงเทพมากครับ คล้ายกันเลย อร่อยใช้ได้เลย













ส่วนอีก 2 อย่างในมื้อนี้เป็น ผัดบร็อคโคลี่กบเนื้อน้ำมันหอย และก็ ปลาตาเดียวทอด ทั้ง 2 จานนี้ก็ปริมาณมโหฬารแบบไม่ใช่คนไทยกินอีกเช่นกัน คือแบบพออาหารทุกอย่างมาวางรวมกันบนโต๊ะนี่ พ่อกับแม่ผมถึงกับเรียกพนักงานมาบอกให้เอาไปห่ออย่างนึง แต่โชคดีที่ผมกับพี่ห้ามเอาไว้ เพราะจนแล้วจนรอด อาหารทั้งหมดนี้ ที่ถ้าเป็นที่เมืองไทยคงกินไม่หมด แต่พอมาอยู่เมืองนอกอากาศมันหนาว metabolism มันสูง ก็หายวับลงไปอยู่ในท้องพวกผมจนได้ครับ ฮ่า ๆ อ้อ เจ้าผัดผักกับปลาตาเดียวทอดนี่รสชาติโอเคครับ ไม่อร่อยแบบที่จะเจอตามภัตตาคารเหลาบ้านเรา แต่ก็อร่อยพอที่จะมาเปิดร้านอาหารขายชาวบ้านได้ล่ะครับ

สรุปมื้อเที่ยงแบบจัดหนักที่ร้าน Good Taste - Portland นี่อร่อยคุ้มค่าคุ้มราคามากครับ อาหารก็รสชาติ Asia ๆ จริง ๆ ไม่มีเจือปนฝรั่ง ชอบครับร้านนี้สมกับเป็นร้านที่ได้คะแนนรีวิวค่อนข้างสูงเลยทีเดียว (ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตของผมว่า ร้านอาหารเอเชียที่ทำสไตล์ Authentic ตามแบบฉบับของชาติตัวเองจริง ๆ มักจะอร่อย และได้คะแนนรีวิวดีกว่าร้านที่ทำสไตล์ลูกครึ่งอเมริกัน)








พอกินกันเสร็จพวกผมก็ไปเดินเล่นในย่าน Portland Downtown กันเล็กน้อยครับ เพราะวันที่ไปเป็นวันเสาร์มี Portland Saturday Market พอดี ก็ไม่มีอะไรมากครับ เหมือนเป็นตลาดนัดขนาดเล็กบ้านเราแค่นั้น ดูรูปประกอบเอาละกันนะครับ

เป้าหมายที่เที่ยวต่อไปจริง ๆ ใน Portland ก็คือตัว Pittock Mansion หรือคฤหาสน์พิทต็อคนั่นเอง ที่นี่แต่เดิมเคยเป็นบ้านของตระกูล Pittock ที่แบบเป็นมหาเศรษฐีประจำเมือง Portland เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์, เจ้าของร้านค้า, เจ้าของร้านขายส่งอาหารทะเล เมื่อสัก 100 ปีที่แล้ว ซึ่งพอนาย Pittock นี่สร้าง  Mansion แห่งนี้เสร็จ และอยู่ที่นี่ไม่นานแล้วก็ตายไป ลูกหลานก็แบบค่อย ๆ ย้ายออกจากที่นี่ไป เพราะว่าตัว Mansion  นั้นอยู่ค่อนข้างไกลเมือง และตั้งอยู่บนภูเขา ไม่สะดวกต่อการเดินทางอะไรประมาณนี้มั้ง พอลูกหลานย้ายออกไปคฤหาสน์ก็เริ่มเสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ จนสุดท้าย ประชาชนชาว Portland ต้องระดมเงินทุนกันมาซื้อให้เป็นของรัฐบาลแทน ซึ่ง 50 ปีที่ผ่านมาที่แห่งนี้ก็เลยตกอยู่ในการดูแลของรัฐบาล และเป็นที่เที่ยวอันดับต้น  ๆ ของเมืองไปโดยปริยาย











ที่ Pittock Mansion นี่ก็เป็นอีกที่ที่น่ามาครับ ตัวสวนนอกบ้าน, ภาพภายนอกบ้าน, ภาพวิวที่มองลงไปในเมือง บวกกับ ห้องต่าง ๆ ในบ้านอีกร่วม 20 ห้อง และสมบัติพัสฐานต่าง ๆ ในบ้าน แม้ว่าจะเสียค่าเข้า  8$ แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผมว่ามาเมื่อรวม ๆ กันก็เป็น  8$ ที่คุ้มค่าดีครับ และยิ่งผมไปตอนใบไม้กำลังเปลี่ยนสีแล้วด้วยนี่ยิ่งสวยสุด ๆ ใครมา Portland ก็ลองแวะมากันดูครับ

พอเสร็จจาก Pittock Mansion  พวกผมก็ตรงดิ่งกลับ Seattle กันต่อเลย เพราะแบบมันเริ่มจะบ่ายแก่ ๆ แล้ว ขับรถตอนกลางคืนมันจะอันตรายเอา ซึ่งขามาใช้เวลาเท่าไร ขากลับก็ใช้เวลาเท่ากัน (3 ชั่วโมง) เพราะว่าถนนของที่อเมริกานี่เค้าเชื่อใจได้จริง ๆ ครับว่ารถจะไม่ติด และ  GPS ก็ไม่มีพาหลง คืนสุดท้ายที่อเมริกานี้ พวกผมก็นอนกันที่โรงแรม Silver Cloud - Broadway, Seattle กันเหมือนเดิมเนื่องจากผมจองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว (ตอนแรกกะจะฝากกระเป๋าไว้ด้วยซ้ำ แต่ไป ๆ มา ๆ รถใหญ่พอจะแบกกระเป๋าพร้อมของที่ Shopping มาด้วยได้ก็เลยไม่ได้ฝาก) ซึ่งพอ check-in นอนพักกันแปบนึง ก็ไปปิดท้ายร้านอาหารในมื้อนี้กันกับร้านอาหารไทยใกล้ ๆ โรงแรมกัน

9th Shop
ชื่อร้าน Ayutthaya
URL http://www.ayutthayathai.com/
ประเภท อาหารไทย
ราคา 600 บาทโดยประมาณ






ร้าน Ayutthaya - Seattle แห่งนี้ก็เป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่ผมเคยกินที่อเมริกาแห่งนี้เลยก็ว่าได้ (ก่อนหน้านี้ที่เคย ๆ มา อาหารไทย แม่ผมจะทำให้กินทุกครั้ง) ร้านนี้บอกตรง ๆ ว่าเลือกเพราะร้านอยู่ในทำเลที่แบบเดินจากโรงแรมไปถึงไม่ต้องขับรถไป (ที่จอดรถที่ Seattle หายากมาก -*-) และเห็นคะแนนรีวิวจากเว็บต่าง ๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรก็เลยตัดสินใจไปกัน

เมนูอาหารของร้านนี้ อ่านแว่บแรก ๆ แล้วนึกหน้าตาไม่ออกครับว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร เพราะหลาย ๆ เมนูทางร้านจะใช้ภาษาอังกฤษแบบไม่ได้ทับศัพท์ แต่เป็นคำแปลจากภาษาไทยไปแทนเลย (เหมือนร้านอาหารไทยร้านอื่น ๆ หลังจากร้านนี้ที่ผมได้กิน) เช่น Red Curry, Green Curry อะไรพวกนี้ แต่พออ่าน ๆ องค์ประกอบในแต่ละจาน แล้วลองนึก ๆ ภาพดู ก็เลยพอจะนึกออกว่ามันคืออาหารอะไรในอาหารไทยครับ มื้อนี้สั่งไม่ค่อยเยอะครับเนื่องจากว่ายังอิ่มจากอาหารจีนตอนเที่ยงที่จัดกันแสนจะหนักมาแล้วอยู่เลย

จานแรกที่ได้เป็น Appetizer รวม 4 อย่างแบบไทย ๆ ประกอบด้วย ไก่สะเต๊ะ, ทอดมัน, ปอเปี๊ยะ, เต้าหู้ทอด รสชาติก็ถือว่ามาตรฐานแบบไทย ๆ หากินได้ทั่วไปที่บ้านเรา แต่เนื่องจากผมไม่ได้กินอาหารไทยมาร่วม ๆ 3 อาทิตย์พอกินแล้วมันเลยรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ! ส่วนอาหารอย่างที่ 2 เป็นมัสมั่น ซึ่งถือว่าให้เยอะและก็ทำได้ดีเช่นกันครับ มีแอบหวานไปเล็กน้อยเพื่อให้ถูกปากคนฝรั่งแต่โดยรวมแล้วก็เป็นรสชาติมัสมั่นแบบไทย ๆ เรานี่เลย






อย่างที่  3 เป็นเนื้อสวรรค์ หรือเนื้อทอดกับต้นหอม กับผักกาดแก้วซอยนั่นเอง จานนี้ก็อร่อยดี ไม่แน่ใจว่าผมเคยกินที่ไทยมั้ย แต่อารมณ์มันก็คือเนื้อน้ำมันหอยแบบจีน ๆ บ้านเราแต่เปลี่ยนตัวผักนิดหน่อย (ใส่น้อยลง, ใส่ผักกาดแก้ว) แล้วก็ผัดมาหวาน ๆ เอาใจฝรั่งอีกแล้ว ส่วนอย่างสุดท้ายคือ เส้นใหญ่ผัดขี้เมา จานนี้รสชาติไทยที่สุดแล้วครับ กินแล้วนึกถึงผัดขี้เมาตามร้านตามสั่งทั่ว ๆ ไป อารมณ์เดียวกัน ความอร่อยระดับเดียวกันเลย

สรุป ร้าน Ayutthaya - Seattle นี่ถ้าไปเปิดเมืองไทย ก็คงเป็นร้านธรรมดา ๆ ทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษครับ แต่เนื่องจากร้านนี้มาเปิดที่อเมริกา รสชาติทำมาได้เกือบจะ Authentic ดี, ราคาอาหารก็ไม่แพง และร้านอยู่ในย่านที่คนเดินผ่านกันเยอะ ก็ไม่แปลกที่ร้านนี้จะขายมาแล้วร่วม ๆ 25 ปี และตอนผมไปก็ลูกค้าเกือบ ๆ เต็มร้านครับ





Trip อเมริกาของผมครั้งนี้ก็จบลงอย่างเป็นทางการล่ะครับ บอกตรง ๆ ว่ามาเที่ยวอเมริกานี่มันช่างมีความสุขและสนุกกว่าเที่ยวที่ประเทศแทบเอเชียที่อื่น ๆ ที่เคยไปมาเลยล่ะครับ (ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลี) ผมว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เที่ยวสนุกกว่าก็คือเรื่องภาษานี่แหละครับ เพราะว่ามันอ่านออก, คุยรู้เรื่อง, ฟังเข้าใจ ก็เลยทำให้ซาบซึ้งไปกับอะไรต่าง ๆ ได้อย่างถึงแก่นจริงๆ , สั่งอะไรจะเอาอะไรก็ได้ตามที่อยากได้จริง ๆ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ผมว่าทำให้เที่ยวสนุกกว่าก็คือเรื่องรถครับ เพราะแบบพอมาเที่ยวแล้วมีรถส่วนตัวนี่มันทำให้อยากไปที่ไหนก็ไป ไม่ต้องมาห่วงเรื่องเวลาจะกลับ, รอบรถที่จะขึ้น หรืออะไรพวกนี้เลย แถมยังไม่ต้องมะรุมมะตุ้มแบกของ หาบของไปไหนมาไหนด้วย ซื้ออะไรมา จะแบกอะไรไปโยนขึ้นรถไปก็จบ ซึ่งผมว่าแค่ 2 องค์ประกอบนี้ ก็ทำให้การเที่ยวในที่ไหน ๆ ก็ตามมันสนุกกว่ากันเยอะมากแล้วล่ะครับ

ทริปนี้ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ล่ะครับ หวังว่าที่ผมเขียน ๆ มาจะพอเป็นประโยชน์ไว้เผื่อว่าทุก ๆ ท่านจะไปเที่ยวอเมริกากันไม่มากก็น้อยนะครับ ประเทศ หรือเอาจริง ๆ ก็คือ ทวีปนี้นี่เค้ายิ่งใหญ่จริง ๆ ครับ ผมว่าผมคงต้องมาเที่ยวอีกสัก  6-7 ครั้งครั้งละ 2-3 อาทิตย์กว่าจะเที่ยวเค้าครบ แล้วมาอีกเมื่อไรก็จะเขียนให้ชมกันนะครับ สำหรับครั้งนี้ลาไปก่อนล่ะครับ สวัสดีครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...