BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Saturday, November 3, 2012

USA Fall 2012 Trip - Splendid Seattle & Portland Part 1 - Intro

USA Fall 2012 Trip - Splendid Seattle & Portland Part 1 - Intro



หลังจากที่ไปเที่ยวฮ่องกง และญี่ปุ่นกันเสร็จแล้ว Trip ระยะยาวของผมยังคงดำเนินต่อ โดยเป้าหมายถัดไปนั้นคือบริเวณ North Western USA หรือเมือง Seattle, Portland นั่นเองระยะเวลาของทริปนี้ก็กินเวลา  8   วันโดยประมาณ โดยจะอยู่ที่ Seattle 4 วัน และก็ Portland 2 วันครับ อีก 2 วันที่เหลือนั้นเป็นวันที่เครื่องลงกับขึ้นเครื่องไปต่อก็เลยไม่ได้อยากจะเขียนถึงอะไรมาก

ผมกับประเทศอเมริกานี่ถ้าเอาจริง ๆ ก็เรียกได้ว่าเคยผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะครับ เพราะผมเคยมาประเทศนี้หลายทีแล้ว แต่ถ้านับว่ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ก็เหมือนกับเป็นคนรักที่ห่างเหินกันไปนานเลยทีเดียว เมื่อก่อนที่ผมมาประเทศนี้ ผมจำได้ว่าผมชอบประเทศนี้มาก ผู้คน  nice, อากาศดี, บ้านเมืองเป็นระเบียบ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ และที่ชอบสุดคือเจ้า Supermarket หรือ Grocery Store ของเค้าครับ มันยิ่งใหญ่อลังการ และมีแต่อาหารแบบเนื้อ ๆ นม ๆ ไข่ ๆ หรือโปรตีนจ๋า ๆ มากเลย ตอน 13 ปีที่แล้วผมมา ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ยังไม่รู้จักพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มางวดนี้นี่แบบมีแต่เพื่อนที่เคยอยู่ที่นี่แนะนำมาว่า อเมริกาคือสวรรค์ของเครื่องดื่ม alcohol เนื่องจากว่ามันถูกและเยอะมาก ผมเองก็ฟังหูไว้หู แต่แบบพอได้เห็นกับตาตัวเองเข้าเท่านั้นล่ะครับ มันอลังการงานสร้างจริง ๆ เบียร์มีเป็นร้อย ๆ ยี่ห้อ, ไวน์ก็อีกร้อย ๆ ยี่ห้อ อันนี้คือแค่ใน Grocery Store ที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมากนะครับ ผมยังไม่ได้ไป Liquor Store แบบจริงจังเลย ไม่รู้มันจะยิ่งใหญ่กว่านี้ขนาดไหน แต่แบบแค่ Grocery Store พวกนี้นี่ก็ทำผมทึ่งแล้ว เพราะหลาย ๆ ที่มีห้องเย็นของเบียร์ครับ คือ ห้องที่ว่านี่มันจะเป็นห้องแบบคงอุณหภูมิไว้ที่กี่องศาไม่รู้ (น่าจะ 2 - 4 องศา) และในห้องก็จะเต็มไปด้วยเบียร์แบบเป็น pack ๆ 6 ขวดเล็กบ้าง, 12 ขวดเล็กบ้าง, 24 กระป๋องบ้าง วางเรียงกันสูงท่วมหัว และหลากหลายมาก ๆ คือแบบซื้อไปปุ๊บ ไม่ต้องไปแช่เย็นต่อให้เสียเวลาซดกันได้เลย ผมล่ะชอบจริง ๆ



นอกจากเรื่อง Grocery Store ของพวกเค้าแล้ว อีกสิ่งที่ผมชอบคือการคมนาคมทางด้านรถยนต์ของเค้าครับ คือที่อเมริกานี่เค้าเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นทวีปมากกว่าจะเป็นประเทศนึง เพราะแค่รัฐ ๆ นึงก็ขนาดเท่า ๆ กับขนาดโดยเฉลี่ยของประเทศ ๆ นึงแล้ว (รัฐ Texas ใหญ่กว่าประเทศไทยอีก) การเดินทางข้ามหลาย ๆ รัฐของเค้าก็เลยจะต้องใช้เครื่องบินกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะแม้ว่าจะพัฒนาระบบรถไฟดีเพียงไร มันก็ยังใช้เวลานานอยู่ดีเมื่อเทียบกับเครื่องบินที่บินเร็วกว่ากัน 3 เท่า (รวมถึงประเทศเค้าเป็นผู้ผลิต Boeing ด้วย ก็เลยแบบมีกีดกัน ๆ lobby ๆ รถไฟความเร็วสูงไม่ให้เกิดพอสมควร) ซึ่งตัวเครื่องบินก็ไม่มีอะไรมากครับ เหมือน ๆ บ้านเรา แต่ว่าระบบทางหลวงของประเทศเค้า หรือที่เรียกว่า Highway, Interstate นั้นมันแบบเทพจริง ๆ ครับ ดีกว่าบ้านเราเยอะแยะนัก คือตัว Interstate เค้านี่จะเป็นถนนที่แบบวิ่งผ่านหลาย ๆ รัฐ ผ่านเมืองสำคัญ ๆ และก็ผ่านแบบผ่านไปเลย ผ่ากลางเมืองแบบ ไม่มีแยกไฟแดง อะไรแบบบ้านเรา แต่เค้าจะใช้ระบบ exit แทน เช่นแบบจะออกเมือง A ก็ออก exit ที่ 273 อะไรแบบนี้ ซึ่งผมชอบมาก ๆ เจ้า  interstate ของที่นี่เพราะนอกจากมันจะผ่านตัวเมืองโดยตรง และคนจะใช้มันเป็นเส้นทางหลักเดินทางในเมืองใหญ่ ๆก่อนจะไปออก exit ต่าง ๆ ต่อแล้ว ถนนของเค้ามันดีมากด้วย



คือส่วนใหญ่เท่าที่ขับ ๆ มามันจะเป็นถนนแบบฝั่งละ 2-3 เลน บางทีก็ 4 เลน การขับรถที่นี่เลยค่อนข้างสบาย ไม่ต้องมาเครียดเรื่อง ถนนไม่ดีเป็นหลุมเป็นบ่อแบบบ้านเรา หรือต้องมาคอยชะลอเวลาเข้าตัวเมืองเจอไฟแดงเยอะ ๆ อะไรแบบนี้ ขับรถก็คือขับอย่างเดียวเลย (แต่บางทีก็แอบเบื่อเหมือนกันครับ เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากประคองพวงมาลัย) นอกจากนั้น คนขับรถที่นี่ก็มารยาทดีด้วยครับ รู้ระเบียบการจราจร, มารยาทการจราจร แบบคนละเรื่องกับบ้านเรา แต่สิ่งนึงที่น่ารำคาญก็คือตัว speed limit ที่ถนนทุกเส้นที่อเมริกาจะมีจำกัดอยู่เสมอ วิ่งในเมืองส่วนใหญ่ก็จะ 25, 35 mile per hour ที่ชุมชน, โรงเรียนก็อาจจะลงไปเหลือ 15 mph ส่วนทางหลวงก็จะวิ่งกันที่ 60-70 mph โดยส่วนใหญ่ ซึ่งไอ้ที่ผมเซ็งคือบางจังหวะแบบรถมันโคตรจะโล่ง อยากจะเหยียบก็เหยีบไม่ได้เพราะมันจะเกินความเร็วที่กำหนด (โดยเฉพาะทางหลวงเค้า อยากจะเหยียบ 200 km/h เหลือเกิน) และตำรวจที่นี่ชอบซุ่มอยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบอยู่ดี ๆ โผล่มาจับเรา โดนค่าปรับกันอ้วกอ่ะครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 150$ โดยประมาณค่าปรับเริ่มต้น  ผมเคยพยายามหาว่าที่อเมริกานี่มี freeway ไหนที่เหมือน autobahn ที่เยอรมันที่ไม่จำกัดความเร็วรึเปล่า ซึ่งผมหาไม่เจอ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมี เสียดายถนนดี ๆ โล่ง ๆ และรถดี ๆ ของพวกไอ้กันจริง ๆ ครับเฮ้อ



นอกเหนือจากเรื่อง Grocery Store และระบบถนนที่ผมชอบมาก ๆ แล้วก็มีอีกเรื่องนึงนั่นก็คือระบบการ Shopping Online ของประเทศ(ทวีป)นี้ คือประเทศอเมริกานี่ก็เรียกได้ว่าเป็นประเทศแรกในโลกที่แบบ บุกเบิกระบบการซื้อขายสินค้าออนไลน์ก็ว่าได้ครับ ส่วนนึงเพราะเค้าเป็นประเทศเจ้าเทคโนโลยีอยู่แล้ว และอีกอย่างคือประเทศเค้าใหญ่มาก การที่ผู้ผลิต(รายย่อย, กลาง ๆ พวก SME) จะนำพาสินค้าตัวเองให้เข้าถึงลูกค้าได้มันเลยต้องใช้ระบบ Online shopping เท่านั้นเพราะเจ้าของธุรกิจพวกนี้ ไม่มีปัญญาจะไปเปิด Store ในทุก ๆ เมืองเหมือนแบบ Retailer เจ้าใหญ่ ๆ เค้าได้ เว็บซื้อขายออนไลน์ของที่นี่เลยแบบมีครบแทบจะทุกแบรนด์, ทุกประเภทที่เราจะนึกออกและอยากจะซื้อ และร้านค้าแต่ละร้านที่จะเปิดหน้าร้านบนเว็บได้ต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการ, ผ่านการรับรองแบบค่อนข้างจะเข้มงวดก่อนจะเปิดได้ ก็เลยทำให้ผู้บริโภคค่อนข้างสบาย ปลอดภัย Shopping ได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรมากครับ



ที่เขียนไปข้างบนนั่นโดยรวมผมหมายถึงตัวสินค้ามือหนึ่งซึ่งในสมัยนี้ ในยุคโลกแบนแบบนี้อาจจะไม่แปลกเท่าไรเพราะหลาย ๆ ประเทศเค้าก็มีกันหมดแล้ว (ประเทศเราก็เริ่มจะหลากหลายบ้างแล้ว) แต่สิ่งนึงที่แบบสะดวกสบายกว่าที่ไทยมากนั้นก็คือการขายสินค้ามือสองครับ เพราะที่นี่มีหลาย ๆ เว็บ ที่แบบให้เราไปประกาศขายสินค้าของเราได้แบบง่าย ๆ ไม่ว่าจะ Amazon, eBay หรือ Craigslist (Facebook เห็นว่าจะเริ่มมาลุยตลาดนี้เองแล้วด้วย) ซึ่งเว็บดัง ๆ พวกนี้จะมี  platform ที่แบบเจ๋งมาก ๆ ไว้รองรับทั้งตัวผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัยที่ตัวเว็บจะคุ้มครองตัวผู้ซื้อเองถ้ามีปัญหาอะไร (เช่นได้สินค้าไม่ตรง, ส่งไปแล้วสินค้าหาย, ชำรุด ทางเว็บจะจ่ายเงินคืนให้เราทั้งหมด) , ด้านการเข้าถึงสินค้าที่แบบสร้าง category, การ search การ tag ที่แบบเราจะหาสินค้าไหนเราก็หาเจอ รวมถึงระบบผ่อน (Bill me later) ที่ใครจะไปคิดว่าซื้อสินค้ามือสองก็สามารถผ่อนได้นะ! (แต่ผ่อนกับทางเว็บไม่ใช่ตัวคนขายครับ) และจากการที่ประเทศเค้าใหญ่โตมโหฬาร มีคนจดทะเบียนอยู่ 300 ล้านคน (ไม่รวมที่แอบมาอยู่อีก แบบผมที่เป็นนักท่องเที่ยวระยะยาวด้วยไรงี้) ทำให้สินค้ามือสองที่เอามาขายเลยมีความหลากหลายมาก ๆ เพราะคนขายก็มีลูกค้าจำนวนมากที่จะต้องมีสักคนแหละที่จะมาซื้อสินค้าของเขา รวมถึงคนซื้อก็มีทางเลือกมากมายในการพิจารณาเลือกซื้อ



เจ้าระบบสินค้ามือสองที่อเมริกานี่มันเลยต่างจากที่ไทยมาก ๆ ตรงนี้ครับ เพราะบ้านเรา ผมเห็นเวลาจะขายอะไรก็ต้องไปประกาศกันใน webboard เฉพาะทาง เช่นเว็บบอร์ดคอมพิวเตอร์, เว็บบอร์ดกล้อง หรือเว็บบอร์ดมือถือเป็นต้น จะซื้อขายกันแต่ละทีก็ต้องตรวจตราคนขายกันเป็นอย่างดี, ต้องไปนัดเจอยื่นหมูยื่นแมวกัน, ซื้อสินค้าไปพังแล้วก็ไม่รู้จะไปเรียกเงินคืนยังไง (เว็บที่นี่เค้า cover ให้ครับถ้ามีปัญหา) ซึ่งอะไรพวกนี้มันก็สร้างความรำคาญใจให้กับผมเหมือนกันเวลาจะไปตั้งขายในเว็บบอร์ดต่าง ๆ อันนี้ยังไม่รวมถึงการ browse สินค้าที่แบบต้องมานั่งไล่ scan ทีละเว็บ, ทีละกะทู้, search keyword ไปก็มักจะไม่เจออะไรอีก ทำให้บางทีชวดสินค้าที่อยากจะได้ไป และคนขายก็อดขายไป ผมเห็นหลาย ๆ เว็บในไทยพยายามทำตัวเองเป็น hub เป็น platform ซื้อขายของมือสอง online อยู่ แต่เหมือนคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยจะใช้บริการกัน (ผมคนนึงล่ะ) ยังคงใช้เว็บบอร์ดกันต่อไปเหมือนเดิม



3 อย่างที่ผมเขียนพรรณามาทั้งหมดนี้นี่แหละครับที่แบบเป็นสิ่งที่ผมประทับใจในประเทศนี้มาก ทีนี้เข้าถึงเรื่องอาหารของประเทศนี้กันบ้าง คือผมขอออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรมาก ไม่ได้มาอยู่เป็นปี ๆ หรือหลายปีเหมือนนักเรียนนอกบางคน แต่ก็จะเขียนถึงเท่าที่พบเจอและสังเกตมาละกันนะครับ

ร้านอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกานี่ผมขอใช้คำว่า "หลากหลายและครบครัน" ละกัน คือประเทศนี้จะมีอาหารทุกสัญชาติ, ทุกภูมิภาค จาก(เกือบ ๆ) ทั่วทุกมุมโลกไว้คอยบริการลูกค้าตัวใหญ่ กระเพาะใหญ่แบบครบครันจริง ๆ คือบ้านเราส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านอาหารเอเชีย ไทย, ญี่ปุ่น, จีน ส่วนถ้าอาหารตะวันตกก็จะเป็นอิตาเลียนซะเยอะ, ฝรั่งเศสน้อยลงมาหน่อย ส่วนชาติอื่น ๆ แบบอื่น ๆ นี่ก็แทบจะนับนิ้วได้ แต่ที่นี่เค้าไม่ใช่แบบนั้นครับ ร้านอาหารเค้าจะกระจาย ๆ กัน แน่นอน อาหารอเมริกันต้องมีเยอะสุดอยู่แล้ว (พวกเสต็ก, เบอร์เกอร์, ร้าน family restaurant american style) ส่วนอาหารสัญชาติอื่น ๆ เช่น จีน, ไทย, เม็กซิกัน, Italian, French, Mediterranean, Middle East, Vietnamese, Ethiopian, ฯลฯ ก็เรียกได้ว่ามีหมดครับและมีแบบปริมาณค่อนข้างจะ  balance กันด้วย สิ่งนึงที่ทำให้ผมค่อนข้างแปลกใจคืออาหารประเภท Mediterranean ของที่นี่จะได้รับความนิยมสูงมาก (เพื่อนนักเรียนนอกผมก็เคยบอกมา) คือเจ้าอาหารประเภท Pita, Kebab, Felafel ที่บ้านเราไม่ค่อยจะมีเท่าไร แต่ที่นี่มีร้านพวกนี้เยอะจริง ๆ และหลาย ๆ ร้านจะเป็นร้านที่ได้คะแนนรีวิวสูง ๆ หรือไม่ก็ได้อันดับ 1 ของเมืองนั้น ๆ ซะด้วยซ้ำ!



อาหารอีกประเภทที่คนอเมริกันนิยมกินกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นชีวิตจิตใจนอกจากแฮมเบอร์เกอร์แล้ว ลองทายดูครับคืออะไร ติ๊กต็อก ๆ ๆ ๆ ๆ คำตอบคือ พิซซ่า ครับ ร้านพิซซ่าที่นี่เยอะมาก ๆ แล้วแบบเป็นร้านพิซซ่าแบบพิซซ่าจริง ๆ เลยนะครับ หลาย ๆ ร้านพิซซ่าไม่มีอาหารอย่างอื่นขายในเมนูเลยนอกจากพิซซ่า! พวกพิซซ่า Delivery ก็มีหลายเจ้า เช่น Pizza Hut ที่เราคุ้นเคย, Domino Pizza  ที่เจ๊งไปแล้วที่บ้านเรา หรือ Papa John's พิซซ่าเป็นต้น อันนี้ยังไม่นับรวมถึงร้าน local ที่ก็จะมีบริการ Delivery ของตัวเองอีกนะครับ รวมถึงตาม Supermarket ก็จะมีโซนแบบทำพิซซ่าสด ๆ ไว้ให้สั่งไปกินที่บ้าน และก็พวกพิซซ่าแช่แข็งที่แบบกินพื้นที่ตู้แช่แข็งไปหลายตู้ มีพิซซ่าหลากหลายหน้าให้สั่งมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนอเมริกันนี่ถึงชอบกินอาหารที่มันเสียสุขภาพกันแบบนี้ แฮมเบอร์เกอร์เอย, snacks เอย, พิซซ่าเอย (คนอเมริกันก็เลยแบบอ้วนกันซะเยอะ 70% ที่ผมเจอนี่จะอ้วนหมดครับ และอีก 30% ที่ผมเจอนี่แบบอ้วนแบบมีปัญหาโรคอ้วนเลยทีเดียว)



ส่วนธรรมเนียมร้านอาหารของประเทศนี้ก็จะแตกต่างจากประเทศเราพอสมควร

  • อย่างแรกเลยคือ ร้านอาหารหรู ๆ จนมาถึงไม่ค่อยหรูเท่าไร เราจะต้องรอให้บริกรมารับเราและพาไปที่โต๊ะ (ร้านไม่หรูบ้านเราส่วนใหญ่ก็เดินไปนั่งเองได้เลย) ส่วนร้านที่เป็นแนว Cafe, ร้านบ้าน ๆ homemade เราก็จะไปสั่งที่ Counter จ่ายเงินแล้วก็มานั่งรออาหารมาเสิร์ฟ และพอกินเสร็จก็ต้องเอาอาหารไปเก็บเองบ้างหรือไม่เค้าก็มาเก็บให้บ้าง 
  • อย่างที่ 2 คือเราไม่ควรที่จะไปเรียกบริกรมาหาเรา แบบบ้านเราที่ยกมือเรียก หรือเรียก "น้อง ๆ" กันเสียงดัง เนื่องจากว่ามันจะเป็นการเสียมารยาทมาก ๆ ต่อพนักงานคนนั้น ๆ เราจะขออะไรเค้าได้ก็ตอนที่เค้าเอาอาหารมาเสิร์ฟหรือไม่ก็เดินมาถามว่า "How is everything?"  เท่านั้น แต่ถ้าแบบฉุกเฉินจริง ๆ ก็อาจจะพอเรียกได้อยู่ครับ และพนักงานที่นี่ 1 คนก็จะดูแลโต๊ะอาหารเป็นโซน ๆ ไปจะไม่มีการมาก้าวก่ายกัน พอเราไปถึงโต๊ะก็จะมาแนะนำตัวกับเราประมาณว่า "กูจะดูแลมึงนะ กูชื่อนี่นะ มึงอย่าไป tip คนอื่นนะ" ประมาณนี้
  • อย่างที่ 3 คือ อาหารทุกอย่างของที่นี่เค้าจะจงใจทำมาให้กินคนเดียว เป็นประมาณ Entree ของแต่ละคน ทำให้อาหารบางอย่างที่ผมสั่งไปและคาดหวังว่าจะแบบเอามากินแชร์กัน ก็กลายเป็นอาหารจานเดียวไปซะแบบนั้นโดยเฉพาะอาหารเอเชีย พวก แกง ๆ ผัด ๆ ที่แบบทำมากะให้กินคนเดียวแล้วมันแปลก ๆ ไปเลย 
  • อย่างที่ 4 คือน้ำเปล่า คือที่อเมริกานี่ทุกร้านจะมีน้ำเปล่าไว้บริการฟรี ๆ แบบทุกร้านจริง ๆ และน้ำเปล่าจะไม่ใช่น้ำเปล่าแบบโง่ ๆ นะครับ เป็นน้ำเปล่าแบบใส่แก้ว, ใส่น้ำแข็งมาให้เราจริงจัง และเราสามารถเติมได้เรื่อย ๆ ด้วย (เหมือนญี่ปุ่นที่ทุกร้านจะน้ำเปล่าฟรี) ซึ่งผมล่ะชอบธรรมเนียมน้ำเปล่าฟรีนี่มากไม่ว่าจะที่ไหน เพราะอยู่เมืองไทยเจอแต่ธรรมเนียมคิดตังค์กับน้ำเปล่าทุกรูปแบบ และบางร้านยิ่งแบบน่าเกลียดชาร์จน้ำเปล่าขวดละ 60 บาทไรงี้ หรือบางร้านหนักยิ่งกว่า ไม่มีน้ำเปล่ามีแต่ "จะรับ still or sparkling ดีคะ? (my ass!)" อีก และเริ่มต้นขวดละเกือบ 200 บาทพระเจ้าช่วย
  • อย่างที่ 5 คือ เรื่อง Tips อย่างที่รู้ ๆ กันว่าที่อเมริกานี่ถ้าเราไปใช้ Service อะไรก็ตามเราจะต้องให้ Tips กับคนที่ให้บริการเรา เช่น นั่ง taxi, กินข้าวร้านอาหาร, เด็กยกกระเป๋า, ฯลฯ ซึ่ง tips ส่วนใหญ่ของร้านอาหารนั้น ตอนเที่ยงจะอยู่ที่ 10-15% ส่วนตอนเย็นจะอยู่ที่ 15-20% โดยประมาณ ซึ่งราคาอาหารส่วนใหญ่ใน Menu จะยังไม่รวม tax ทำให้เวลาคิดเงินจริง ๆ เราก็จะโดน ค่าอาหาร + tax + tips รวม ๆ แล้วจ่ายเพิ่มประมาณ 20-25% จากราคาในเมนูโดยประมาณ ซึ่งอันนี้ก็จะคล้าย ๆ บ้านเราแต่บ้านเราร้านระดับกลาง ๆ ขึ้นไปเดี๋ยวนี้จะชอบมัดมือชกคิด service charge เราเอง ซึ่งบางทีเจอร้านบริการเฮงซวยก็ไม่อยากจะให้เหมือนกันนะครับ ซึ่งที่อเมริกานี่ถ้าเจอบริกรคนไหนบริการเฮงซวย เรามีสิทธิ์จะไม่ให้ได้ ซึ่งอันนี้นี่ล่ะที่ต่างกัน


จริง ๆ ก็มีข้อแตกต่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินข้าวในร้านอาหารอีกพอสมควรครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เดี๋ยวจะเขียนสอดแทรกไปตอนรีวิวร้านอาหารละกัน มีอีกเรื่องนึงที่อยากจะเขียนคือเรื่อง "ราคาอาหาร" ครับ คือก่อนหน้านี้ผมก็เคยไปกินแต่อาหารในเอเชีย ไต้หวัน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง ซึ่งเท่าที่สังเกตคือ ไต้หวันกับเกาหลี ราคาอาหารจะพอ ๆ กับบ้านเรา, ฮ่องกงแพงกว่าหน่อย ส่วนญี่ปุ่นก็จะแพงกว่าสักเท่านึง (ไม่นับพวก Sushi, Sashimi ที่จะถูกกว่าบ้านเรา) ซึ่งก็เป็นไปตามค่าครองชีพของประเทศนั้น ๆ แต่แบบพอเห็นอาหารที่อเมริกาแล้ว กินมาเป็นหลายสิบร้านแล้ว ผมรู้สึกว่าราคาอาหารที่นี่เมื่อรวม tips + tax แล้วมันพอ ๆ กับเมืองไทยอย่างไรก็ไม่ทราบ คือไปกินร้านอาหารดี ๆ (แต่ไม่ถึงกับหรูมาก) มื้อนึงค่าเสียหายก็จะออกมาอยู่ที่ 1,000 - 1,500 บาทต่อหัวโดยประมาณ พอ ๆ กับร้านดี ๆ ที่ไทย (อาจจะแพงกว่านิดนึงอ่ะ) ที่ผมกิน ส่วนนึงผมว่าน่าจะเป็นที่อาหารของที่นี่เค้า portion เยอะ ผมไม่เคยต้องสั่ง entree (main course) 2 จานเลยในมื้อนึง กินจานเดียวส่วนใหญ่ก็อิ่มแล้ว อย่างมากก็อาจจะมีสั่ง appetizer, soup กินด้วยเพิ่มไป แต่แบบที่เมืองไทยนี่การที่ผมจะกิน entree 2 จานนี่เป็นเรื่องปกติมาก ๆ portion ที่เมืองไทยนี่เล็กกว่ากันสัก 1 ใน 3 ถึงครึ่งนึงของที่อเมริกานี่ได้เลยครับ ซึ่งแน่นอน เมืองไทยก็ยังนับว่าถูกกว่า เพราะ คนไทย โดยเฉพาะผู้หญิงก็กินกันน้อยจานเดียวก็อิ่มแล้ว และถ้าถามว่าผมชอบแบบไหน ก็ชอบที่เมืองไทยมากกว่าเพราะจะได้ลองอาหารหลาย ๆ จาน แต่แค่จะบอกเฉย ๆ ว่ารวม ๆ แล้วกรุงเทพบ้านเราค่าอาหารมันก็ไม่ได้ถูกอะไรเลยนะครับเนี่ย แค่นั้น



เกริ่นมานานยังไม่ได้เข้าเรื่องสักที มาว่ากันที่ Outline ของทริปนี้ดีกว่าครับ โปรแกรมเที่ยวของผมก็จะมีเที่ยวในตัวเมือง Seattle 3 วัน ประกอบด้วย Boing Factory, Seattle Zoo, Space Needle, EMP Museum, Chihuly Glass and Garden, Pike Place Market และ Seattle Gourmet Tour มีอีก 1 วันที่ออกไปนอกเมืองไปยัง Olympic National Park อุทยานแห่งชาติเก๋ ๆ สวย ๆ ที่แอบเสียเที่ยวบ้างเล็กน้อย, เที่ยวที่ Portland 2 วัน แต่จะเน้นไปที่ Shopping เป็นหลักเนื่องจากเป็นรัฐปลอดภาษี ซึ่งหลังจากที่เที่ยว ๆ อยู่  6 วันนี่ ผมยังรู้สึกว่ายังไปไหนได้ไม่ค่อยครบเท่าไรเลยครับ จริง ๆ แล้วอเมริกานี่มีอะไรให้เที่ยวเยอะจริง ๆ เยอะกว่าเมืองที่เอเชียที่ผมไปมาเยอะมาก ก็อย่างว่านะครับ เค้าคือทวีป ๆ นึง!




ผมนั่งเครื่องบินจาก  Kansai International Airport ไปลงที่ Seattle-Tacoma International Airport ตอนเวลา 2PM เวลาท้องถิ่นโดยประมาณ พอไปถึงก็ไปสมทบกับพ่อและพี่ชายผมที่มาถึงก่อนเพราะบินมาจากกรุงเทพและนั่งมาคนละไฟลท์ที่สายพานกระเป๋า (คือตอนแรกกะว่าไม่เจอก็ไม่เป็นไรที่สนามบินมี free wi-fi เดี๋ยว LINE  คุยกัน) พอเอากระเป๋าเสร็จอะไรเสร็จ ก็ไปเอารถที่เช่าไว้แล้วก่อนเลย คือมาเที่ยวที่อเมริกานี่ก็จะแตกต่างจากไปเที่ยวที่หัวเมืองต่าง ๆ ในทวีปเอเชียเราครับ การจะเที่ยวให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเราจะต้องมีรถของตัวเอง เพราะสถานที่เที่ยวต่าง ๆ นั้นมักจะอยู่ไกลกัน, ระบบ public transport ของที่นี่ถ้าไม่ใช่เมืองใหญ่มาก ๆ ก็จะไม่ค่อยดีเท่าไร อย่าง seattle, portland ที่ผมไปก็เรียกว่าเป็นเมืองใหญ่ระดับกลาง ๆ  มี public transport  แค่รถรางกับรถบัสที่วิ่งใน downtown แค่นั้น ผมก็เลยวางแผนจะเช่ารถมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว และเนื่องจากคนอเมริกาไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องเช่ารถกัน พวกบริษัทเช่ารถของที่นี่ก็เลยมีหลายเจ้ามาก ๆ รวมถึงทุกสนามบินไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็จะมีศูนย์เช่ารถไว้รอบริการอยู่ อย่างที่ Seattle-Tacoma Airport ที่ผมไปลงจอดนี่ก็เรียกได้ว่ามีศูนย์เช่ารถที่อลังการมาก คือเป็นตึกทั้งตึกอุทิศให้การเช่ารถโดยเฉพาะเลย

ใหญ่มาก ๆ ครับศูนย์เช่ารถเค้า

ตามป้ายเลยครับ เลือกคันไหนก็ได้ตาม category ของเราแล้วก็ไปเลยย

มีรถจอดอยู่เป็นตับ ทุกรูปแบบ sedan, sport, convertible, mini-van, SUV จะเอาแบบไหนเรามีให้คุณหมด

อันนี้รถที่ผมเช่า Chrysler - Town & Country ชื่อรุ่นก็บอกล่ะครับ ไปได้หมดในเมืองหรือบ้านนอก

คันใหญ่มี 3 ตัว เบาะหลังพับราบลงไปได้

รถค่อนข้างทันสมัยครับ แต่ผมใช้ยังไม่ค่อย 100% ของที่เค้า provide ให้

ผมไปยัง Counter ของ National Rental Car บริษัทเช่ารถที่ได้คะแนนรีวิวดีมาก ๆ ไปจ่ายตังค์ แล้วก็เอาใบเสร็จไปเอารถที่จอดอยู่ที่ชั้นล่าง ณ ลานจอดรถ พอเอาใบไปยื่นให้คนที่เฝ้ารถอยู่ด้านล่าง ก็แบบแอบงงครับ เพราะผมบอก spec ไว้ว่าจะเช่าแบบ mini-van เค้าก็บอก ชอบ mini-van คันไหนก็เอากุญแจที่เสียบไว้อยู่นอกรถไปบิดสตาร์ทรถได้เลย! โอว รถมีให้เลือกเยอะมากครับ สุดท้ายแล้วพวกผมก็ไปลงเอยกันที่ Chrysler รุ่น Town & Country รถมินิแวนขนาดใหญ่ ใหญ่กว่า Honda Odyssey บ้านเราเล็กน้อย และสามารถพับเบาะหลังราบลงไปเลยได้ ซึ่งเหตุผลหลักที่ผมเลือกก็เพราะเจ้าพับเบาะราบนี่แหละครับ ทำให้สามารถจุกระเป๋าของพวกผมไปได้ครบทุกใบ  4 คน 8 ใบ!

พอได้รถแล้วก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมทันทีเพราะว่าเหนื่อยและง่วงมาก (เวลาที่ seattle กับที่ญี่ปุ่นนั้นต่างกันถึง 16 ชั่วโมง เป็นเวลาที่ต่างกันแบบกว่าจะปรับตัวได้นี่นานจริง ๆ) ตอนแรกผมก็กะจะเช่าตัว GPS ของทางบริษัทเช่ารถล่ะครับ แต่พอเค้าคิดราคามา 100 กว่าเหรียญ ซึ่งราคานี้ผมสามารถไปซื้อ GPS ตัวใหม่ได้เลยก็เลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวลองใช้ iPad navigate ไปที่โรงแรมก่อน ถ้าไม่ work เดี๋ยวค่อยไปแวะซื้อ GPS ตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่หลังจากที่ใช้ Map ใน iPad แล้ว อืม มันก็เพียงพอ และดีพอที่ใช้มันนำทางตลอด  7 วันที่เหลือนี่หน่า ผมก็เลยประหยัดตังค์ไป 100 กว่าเหรียญแทน (ผมใช้ map ของตัว apple  ที่  update มาพร้อม iOS6 ใช้ที่เมืองไทยนี่กากมาก หาอะไรไม่เจอเลย แต่มาที่อเมริกานี่เจอแทบจะ 95% เลยครับ คนละเรื่องเลย)

หลังจากงง ๆ กับระบบการขับรถของที่อเมริกาเล็กน้อยพอเป็นพิธี ไม่ว่าจะการขับรถพวงมาลัยซ้ายที่ตรงข้ามกับบ้านเรา, ระบบทางหลวง interstate และการออก exit ต่าง ๆ , ระบบถนน one-way  ตามถนนในเมือง พวกผมก็ไปถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพครับ โรงแรมที่นอนนั้นมีนามว่า Silver Inn Hotel - Broadway เป็นโรงแรม 4 ดาวตั้งอยู่บนถนน Broadway ห่างจาก downtown seattle เล็กน้อย ห้องที่จองไว้เป็นห้องแบบ Suite ที่สามารถนอนได้ 4 คน คืนละประมาณ 7000 บาทรวมค่าจอดรถ โดยรวม ๆ แล้วห้องก็ดีนะครับ ห้องใหญ่โตดี, ทีวีจอใหญ่ ๆ ที่มีให้ 2 เครื่อง, ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องชงกาแฟ มีให้ครบ, ปลั๊กไฟก็มีให้เสียบพอแบบไม่ต้องแย่งกัน ห้องนอนก็มาตรฐาน ๆ ไม่มีอะไรให้ต้องติมาก แต่แบบ เมื่อคิดว่าเป็นห้องที่จ่ายไปในราคา 7000 บาทต่อคืนแล้ว ก็แอบขาดความหรูหราไปสักหน่อยครับ แต่ก็อีกแหละ 7000 บาทแบบนอน 4 คนได้แค่นี้ก็โอเคแล้วล่ะครับโรงแรมนี้นอกจากห้องพักแล้วก็มี facility  อื่น ๆ ให้ด้วยคือมีสระว่ายน้ำ indoor ขนาดมาตรฐาน, fitness ที่อุปกรณ์พอใช้ได้ และก็ wi-fi ที่เล่นฟรีตลอดเวลาที่พัก รวมถึงมีหนังสือพิมพ์มาห้อยที่หน้าประตูให้อ่านทุกเช้าด้วยครับ ก็ถ้าตัดความหรูหราออกไป โรงแรมนี้ก็พร้อมดีทีเดียว

Silver Cloud Hotel - Broadway Seattle


lobby หรูหราพอใช้ได้

เตียง king size ขนาดใหญ่ อันนี้แม่กับพ่อผมนอน

ตรงนี้เป็น  sofa bed พับออกมาเป็นเตียงครับ ผมกับพี่นอนตรงนี้


ห้องน้ำยังไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไร


fitness อุปกรณ์ไม่เยอะเท่าไร แต่ก็พอเล่นแก้ขัดได้ครับ

สระว่ายน้ำ indoor ว่ายได้ตลอดปี


พอเก็บข้าวของเสร็จอะไรเสร็จ ก็เริ่มหิวกัน ตอนแรกผมวางแผนไว้แล้วว่าจะไปกินร้านไหน ๆ บ้างจนจบทริป แต่ด้วยความเหนื่อย มื้อแรกนี้ก็เลยกินกันที่ร้านอาหารใต้โรงแรมเอานี่แหละ เพราะหลังจากหาข้อมูลแล้ว ร้านนี้มันก็ได้คำชมเยอะดีเหมือนกันแฮะ!


1st Shop
ชื่อร้าน Jimmy's on Broadway
URL http://www.jimmysonbroadway.com/
ประเภท อาหารอเมริกันทั่วไป สเต็ก, เบอร์เกอร์, ริบส์
ค่าใช้จ่าย 500 บาทต่อคนโดยประมาณ






ร้าน Jimmy's นี่ก็ตามที่เขียนไว้ข้างบนครับ อยู่ใต้โรงแรม Silver Inn  ที่ผมนอนเลย ผมอ่านรีวิวแล้ว แขกที่มานอนโรงแรมนี้ก็ชอบมากินร้านนี้กัน และแต่ละคนก็จะชม ๆ กันกลับไปทั้งนั้น รวมถึงคนในเมืองนี้ที่ไม่ได้พักแต่มากินร้านนี้ก็มีเยอะ อืม ดีจังมีร้านอาหารดีอยู่ใต้ชายคาเลย ร้านนี้พอเข้าไป พนักงานพาไปนั่งโต๊ะ เห็นเมนูแล้วก็ยังไม่ค่อยคุ้นเท่าไร เนื่องจากเป็นร้านแรกในทริปครับ เลือก ๆ เมนูกันอยู่นาน สุดท้ายก็ได้เป็น เบอร์เกอร์ 3 ก้อนและ Fish n' Chip 1 จาน อาหารง่าย ๆ สไตล์อเมริกัน

หลังจากนั่งรออาหารอยู่สักพักนึง พร้อมกับดูบรรยากาศร้านที่ให้ความเป็นอเมริกันจ๋าเหลือเกิน นั่งท่ามกลางเสียงครึกครื้นของลูกค้าที่ค่อนข้างจะแน่นร้าน และโชคดีที่โต๊ะผมนั่งอยู่ข้าง ๆ ครัวแบบ open-kitchen แบบ open สุด ๆ เลยด้วย เลยได้ดูพ่อครัวทำอาหารกันขมักเขม้นแบบเพลิน ๆ อาหารของทางร้านก็ถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมกัน 4  จาน (เป็นธรรมเนียมของที่อเมริกาเค้าครับว่าอาหาร entree หรือ main course ต้องเอามาเสิร์ฟพร้อมกัน เพื่อกันไม่ให้มีการรอกันระหว่างแขก) ซึ่งพอเห็นขนาดจานแบบเต็ม ๆ ตาแล้วก็แบบ "โอว นี่สินะขนาดปกติของอเมริกันชน"

อาหารในมื้อนี้ก็มี

Southwest Burger
1/2 lb burger with melted pepper jack cheese, roasted peppers, fried onions, lettuce, tomato, onions and chipotle mayonnaise 12$ 
จานนี้ของผม อร่อยดีครับ เบอร์เกอร์มันแบบมาหนามาก ตอนแรกว่าจะบีบ ๆ แล้วหยิบขึ้นมากัดกิน แต่ปากผมมันก็ใหญ่ไม่พอ ก็เลยกินแบบเสต็กแทน เอาส้อมกับมีดมาตัดเป็นคำ ๆ ไป ตัว bun มีทา ๆ ซอสทาครีมมาเพื่อเพิ่มรสชาติตามประสาเบอร์เกอร์ชั้นดี ส่วนตัวผักก็สดดีครับ แต่ทีเด็ดคือตัวเนื้อครับ เนื้อชิ้นใหญ่ดีมาก (ครึ่งปอนด์) และ juicy อร่อยดีสุด ๆ จากที่เหนื่อย ๆ พอกินจานนี้แล้วแอบสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อยครับ 





Avocado Bacon Swiss Burger *
1/2 lb burger with ripe sliced avocado, bacon, melted Swiss cheese , lettuce, tomato, onionsand Jimmy’s special sauce 14$ อันนี้ของพ่อผม พ่อผมก็ชอบเช่นเดียวกัน




Bacon Cheddar Burger *
1/2 lb burger with thick cut bacon, Oregon’s own Tillamook premium cheddar, lettuce, tomato, onions and Jimmy’s special sauce 12$ อันนี้ของพี่ผม ระหว่างกินก็ไม่ได้ถามอะไรมันมากครับ แต่พอหันไปดูอีกที มันกินเกลี้ยงแบบเกลี้ยงจนไม่เหลือแม้แต่ fries สักชิ้นเลยครับ ตัวผมเองกิน fries ไม่หมดเนื่องจากให้เยอะมาก อันนี้ก็น่าจะบ่งชี้ได้ว่าพี่ผมคง enjoy จริงอะไรจริงว่ามั้ยครับ




Beer Battered Fish & Chips                                             
alaskan cod seasoned and dredged in beer batter and panko breading, with house made tartar sauce, coleslaw and fries 14$ ส่วนจานสุดท้ายนี่เป็นของแม่ผมครับ ตอนแรกแม่ผมจะไม่สั่งแล้วมาแย่ง ๆ พวกผมกินเอาเนื่องจากรู้อยู่แล้วว่า  portion ของที่นี่มันใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องสั่งไป เพราะแบบมา 4 คนสั่ง 3 จานก็กลัวบริกรเค้าจะมองหน้าเอา ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่คาดจริง ๆ ครับ จานใหญ่มาก แม่ผมกินไม่หมด ผมต้องช่วยแม่กินแทน ซึ่งเจ้า Fish & Chip จานนี้ก็อร่อยดีครับ ไม่ถึงกับอร่อยมาก แต่ก็อร่อยได้มาตรฐาน ประมาณ Fish & Chip ชั้นดีที่หากินได้ตามบ้านเราเลย (ผมนึกถึงร้าน Snapper สุขุมวิท 11) 





สรุป มื้อแรกของผมที่ผืนดืนอเมริกา ก็เรียกได้ว่าประทับใจดีครับ มาถึงอเมริกา มื้อแรกก็ได้กินอาหารอเมริกันแท้ ๆ รสชาติดีเลย แถมไม่ต้องเดินทางไกลด้วย ร้าน Jimmy's นี่ก็ไม่แปลกครับที่จะเป็นร้านดังประจำเมืองนี้ อาหารราคาไม่ค่อยแพง อาหารมีให้เลือกเยอะ ครบแทบทุกหมวดของอาหารอเมริกัน และที่สำคัญคือรสชาติดีด้วย ใครมา Seattle ก็แวะ  ๆ มาได้ครับ อยู่ไม่ไกลจาก downtown เลย

พอสวาปามกันเสร็จ พวกผมก็ตรงดิ่งกลับขึ้นไปที่ห้องไปนอนกันทันที (ผมเหนื่อยมาก) แต่ผมก็ไม่สามารถหลีกหนีสัจธรรมความ Jet lag พ้นครับ ผมเข้านอนตอน 3  ทุ่ม ตื่นมาอีกทีตอนตี 2 แบบตาสว่าง แบบสว่างจริง ๆ ไม่มีความง่วงเลยสักนิดเดียว ก็เลยแบบไม่มีอะไรทำ ไปนั่งเล่นเน็ทหาข้อมูลที่เที่ยวหาข้อมูลร้านอาหารที่จะไปในวันพรุ่งนี้ (จริง ๆ ก็คือวันนี้) หาไปหามาก็เช้าพอดี ซึ่งตอนที่ผมอยู่  Seattle นั้นเมืองเค้าสว่างช้ามาก ๆ ครับ สว่างตอน 8 โมงเช้า ผมไปปลุกคนในบ้านให้ตื่นกันก็ไม่ค่อยยอมตื่น เพราะนึกว่ามันยังมืดอยู่ หลังจากนี้ก็เป็นโปรแกรมเที่ยวแบบจริงจังล่ะครับ ติดตามอ่านได้ตอนต่อไปเลย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

No comments:

Post a Comment

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...