Fire & Dine - Modern French (European) Pub & Restaurant at Asiatique, Bangkok
ไฟร์ แอนด์ ไดน์ - ร้านอาหารฝรั่งเศส อาหารยุโรป เอเชียติค เบียร์สด ดนตรีสด
Overall Score 9/10
Taste 4.5/5
Ambiance 4.5/5
Service 4.5/5
Value 4.5/5
Fire & Dine - Modern European (French) Cuisine on BumRes.com (For more pictures and menu)
ร้าน Fire & Dine ก็เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารแนวเน้นทั้งของกินและเครื่องดื่ม, เน้นทั้งมากินจริงจังหรือจะมาสังสรรค์ก็ได้ ประจำห้าง Asiatique ซึ่งอยู่ติดกับร้าน Flann O'Brien's ที่ผมเพิ่งได้มากินเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่แบบผมว่ามันใหญ่โตดีนะ เหมือนกับว่าแต่ละ Unit ของห้าง Asiatique นี่เค้าจะทำเป็น size ใหญ่ ๆ ประมาณนี้แทบจะทั้งหมดเลยมั้งกับโซนร้านอาหาร ก็เลยทำให้แต่ละร้านในย่านโกดัง 10 นี่แบบ ใหญ่โต โอ่โถ่ง สมเป็นร้านอาหารจริง ๆ ไม่เหมือนกับบางห้างที่แบบแต่ละ Unit เล็กจนน่าหงุดหงิด
บรรยากาศของร้าน Fire & Dine นี่ก็จะเป็นแนว Modern ๆ , หรู ๆ , ยุโรป หน่อย ๆ มีทั้งส่วนที่เป็น indoor และ al fresco dining มีทั้งบาร์ และโต๊ะอาหาร มีทั้งโต๊ะธรรมดา และโต๊ะสูง ๆ นั่งห้อยขาเล็กน้อย คือแบบ ครบครันจริงอะไรจริง กับที่นั่งของร้าน Fire & Dine นี้ แน่นอนครับ วันที่ผมไปเป็นช่วงอากาศกำลังชิล ๆ พอดี (อ่านว่า ชิลสำหรับเมืองไทย แต่มันคืออากาศฤดูร้อนสำหรับประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร) ส่วนการบริการของร้านนี้ ดูเหมือนจะ train พนักงานมาดีมากครับ ทั้งการแต่งตัว, การพูดจา, การดูแลเอาใจใส่ลูกค้า ทำได้ดีทีเดียว ไม่ถึงกับดีจนประทับใจ แต่เมื่อคิดว่าเป็นร้านระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางบนตาม positioning ของร้านนี้แล้ว ก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว
เข้ากันถึงเรื่องเครื่องดื่มของร้านนี้ก่อน เนื่องจากว่าร้าน Fire & Dine นี้เค้าก็จัดได้ว่าค่อนข้างเน้นเครื่องดื่มจริงจังกว่าหลาย ๆ ร้านที่ผมเคยเจอมา (ร้านที่เปิดใหม่ช่วงหลัง ๆ ก็รู้สึกจะเป็นแนวนี้เยอะนะครับ เน้น Mixology เคียงข้างไปกับ Gastronomy ด้วย (ศัพท์พวกนี้ผมมั่วมาเองนะครับ -*-)) ร้านนี้ตัวไวน์จะมีให้เลือกค่อนข้างเยอะมาก เยอะจนไม่มี list อยู่ในเมนู (หรือผมไม่ได้ขอ wine list ก็ไม่ทราบ) แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะงง สั่งไม่ถูก เพราะว่าทางร้านนี้มี sommelier ประจำร้าน ซึ่งสามารถแนะนำไวน์กับเราได้ (ร้านที่มี sommelier ประจำร้านนี่.. น่าจะมีน้อยมากในไทยตอนนี้นะครับ) ส่วนพวก เครื่องดื่มอื่น ๆ เช่นพวก whiskey, bourbon, vodka หรืออะไรทั้งหลายก็มีให้เลือกเยอะจนตาลาย เพราะบาร์ของร้านนี้เค้าก็ค่อนข้างอลังการอยู่
แต่ในมื้อนี้ผมได้ Cocktail มาดื่ม 3 แก้วแทนครับ เนื่องจากว่าทางร้านดูค่อนข้างจะภูมิใจนำเสนอมากกว่าเครื่องดื่มใด ๆ และพอดีวันที่ผมไปเป็นวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดของตัว sommelier พอดี Cocktail แก้วแรกนั้นชื่อ Fire & Dine จากชื่อก็พอจะเดาได้แล้วใช่มั้ยครับว่าถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่อร่อยจริงก็คงไม่เอาชื่อร้านมาตั้งให้เสื่อมเสียไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ ครับเพราะแม้ว่าหน้าตาเจ้าเครื่องดื่มนี้จะดูเบา ๆ ดื่มง่าย ๆ กับน้ำสีชมพูอ่อน ๆ แต่ด้วยเหล้าที่ผสมมา 5 ชนิด (gin, rum vodka, malibu, southern comort) แล้วมันไม่ใช่อะไรที่อ่อนเลย แต่แม้ว่าจะดื่มไปอึกแรกแล้วก็ต้องอุท่านว่า "แร้ง" ก็ตาม มันก็เป็นรสชาติแรง ๆ ที่อร่อยลงตัวดี ส่วนแก้วที่ 2 นั้นเป็น Wake up แก้วนี้ก็เป็นอะไรที่รสชาติค่อนข้างจะตรงกลับชื่อครับ คือจะเบา ๆ ลงมาหน่อย กินเพื่อปลุกให้เราตื่น อยากกินอาหารก็ได้ หรือจะให้ตื่นสร่างเมาก่อนกลับก็ดี รสชาติดีอีกเช่นกันครับแก้วนี้ ส่วนแก้วสุดท้ายนั้นชื่อ Chocolate I love you ที่เป็นส่วนผสมของ Amaretto และเหล้าอะไรสักอย่างที่ทางร้านไม่ยอมบอกว่ามันคืออะไร แก้วนี้ผมชอบน้อยที่สุดใน 3 แก้วที่ได้มา แต่ก็ถือว่ารสชาติดีใช้ได้ ดื่มเพลิน ๆ เช่นเดียวกัน
เข้าถึงตัวอาหารของร้านนี้กันบ้าง อาหารของร้าน Fire & Dine นี้จะเป็นอาหารแนวยุโรป ๆ หน่อย ทางเชฟใหญ่ของร้านนั้นนิยามอาหารของตัวเองว่าเป็น Modern French Cuisine ที่จะเน้นความ Minimalism ให้มากที่สุด คือเน้นวัตถุดิบหลัก และใช้เครื่องปรุงให้น้อยที่สุด อาหารของร้านมีให้เลือกไม่ค่อยเยอะเท่าไร ยิ่งเมื่อเทียบกับความหลากหลายของเครื่องดื่มด้วยแล้วยิ่งน้อยกว่ากันแบบเทียบกันไม่ได้ สิ่งนึงที่โดดเด่นออกมาเลยตอนที่ดู ๆ เมนูของทางร้านคือ ราคาอาหารเค้าจะไม่ค่อยแพงเท่าไรครับ (เมื่อเทียบกับร้านแนว ๆ เดียวกันนี้ กับความหรูของร้าน) คืออยู่ที่ช่วง 200 - 300 บาทเท่านั้น และยิ่งตัว pizza ที่แบบถาดละประมาณ 300 บาท อันนี้ก็ยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่อีก
อาหารอย่างแรกในมื้อนี้เป็น Hokkaido Scallop Truffle Oil and Ginger Sauce (หอยเชลล์ฮอกไกโดเสิร์ฟพร้อมซอสขิงและน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลขาว - 280 บาท) appetizer เบา ๆ ที่เน้นความกินง่าย ไม่หนักท้องเท่าไร ที่มีเนื้อ hotate ที่แล่มาบาง ๆ (น่าจะเป็น hotate ตัวใหญ่ตัวนึง หรือไม่ก็ตัวเล็ก 2 ตัวแล่มาบาง ๆ) กินกับเห็ดชิตาเกะ และซอสอะไรสักอย่าง จานนี้ก็อร่อยดีครับ อร่อยแบบเบา ๆ หอยสด, เห็ดสด ทุกอย่างสดหมด คืออาหารแนวนี้ถ้าวัตถุดิบไม่ดีจริง เชฟก็คงไม่กล้าทำออกมาเพราะมันจะกลายเป็นอาหารห่วยแตกไปเลย
อาหารอย่างที่ 2 เริ่มหนักขึ้นมาหน่อยกับ Pasta with Ebiko Cream Sauce (เส้นพาสต้าผัดครีมซอสไข่กุ้ง - 260 บาท) ก็เป็นพาสต้าหน้าตาธรรมดา ๆ มีโดดเด่นกว่าชาวบ้านหน่อยก็ตรงที่มีกุ้งวางเรียงรายตรงขอบจานมาด้วย ตัวพาสต้านั้น อร่อยดีครับ ครีมมาแบบน้ำไม่เยิ้ม แต่ก็เหนียว ข้นคลั่ก เกาะติดมากับเส้นแบบแทบจะทุกอณูของเส้น ส่วนตัวไข่กุ้งก็ให้มาเยอะดี พอคลุก ๆ เส้นกับไข่กุ้งเข้าด้วยกันก็เป็นปริมาณที่เหมาะสมดี รสชาติจานนี้จะมาแบบ เผ็ดนิด ๆ creamy หน่อย ๆ ครับกินเพลินดีเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกว่าเส้นมันน่าจะ al dante น่าจะทำมาได้ดีกว่านี้นิดนึง ส่วนตัวกุ้งที่ประดับจานมาก็ไม่อร่อยมากครับ เหมือนแบบมาช่วยเพิ่มความเป็นเนื้อหนังมังสาให้จานนี้เฉย ๆ
อาหารอย่างที่ 3 นั้นเป็น ปลาแซลมอนย่างเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (Grilled Salmon Miso Glazed - 320 บาท) จานนี้คะแนนหน้าตาเอาไปเกือบเต็มเลยละกัน ทำมาได้สวยงามดีมาก แต่คะแนนรสชาตินั้นยังไม่ค่อยผ่านเท่าไร อย่างแรกคือ ปลายังไม่ค่อยสดดี และก็มาชิ้นเล็กไปหน่อย คือแบบไม่รู้เพราะผมคาดหวังกับ salmon fillet ที่มันควรจะชิ้นใหญ่ ๆ กว่านี้ อวบ ๆ กว่านี้ด้วยรึเปล่าก็ไม่ทราบ คือมันมายังไม่ค่อยสะใจเท่าไร ส่วนตัวผักที่มาเคียงคู่กันก็ไม่สดอีกเช่นเดียวกัน และเป็นผักแบบที่ไม่ได้ปรุงอะไรเลย เหมือนแค่เอาไปตุ้มมาแล้วก็เอามาหั่น ๆ วางบนจานและเสิร์ฟมาแค่นั้น ไม่เหมือนกับผักของร้านดี ๆ ที่มันจะแบบกินแล้วหวาน ๆ อร่อย ๆ นิ่ม ๆ สด ๆ อะไรแบบนั้น
อาหารจานสุดท้าย ปิดฉากลงได้อย่าง grand finale มากกับ Fire & Dine Wagyu Burger on Charcoal Bun (ไฟร์ แอนด์ ไดน์ แฮมเบอเกอร์เนื้อวากิว ขนมปังถ่าน - 320 บาท) คือเจ้าเบอร์เกอร์ดำนี่ผมเคยกินก่อนหน้านี้มาทีเดียวที่ร้าน Smith - สุขุมวิท 49 ซึ่งมื้อนั้นไม่ค่อยประทับใจเท่าไร แต่กับมื้อนี้นี่เรียกได้ว่าคนละเรื่อง หรือคนละโลกก็ว่าได้ครับ ทุกอย่างยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะตัว Bun ที่มาแบบนุ่ม ๆ ร้อน ๆ อร่อยโดยตัวมันเองโดยไม่ต้องไปกินกับอะไร | ตัว patty ที่แบบกินแล้วรู้เลยว่าใช้เนื้อวากิวจริง ใช้เนื้อดีจริง เพราะมันฉ่ำในปากมาก ๆ และยิ่งมีเบคอน กับชีสมาเพิ่มความอร่อย (อ่านว่าเพิ่มความอ้วน) เข้าไปอีก จานนี้เลยกลายเป็น Burger ที่ผมประทับใจมาก ๆ ในช่วงหลายเดือนมานี่เลย (ประทับใจกว่าที่ไปกินที่อเมริกามาเดือนที่แล้วทุกร้านเลยก็ว่าได้ครับ) แต่สิ่งนึงที่ยังไม่ค่อยโดดเด่นคือ Fries คือถ้าได้ fries เทพ ๆ แบบบางร้านที่ภูมิใจทำเป็น fries ขายจานละ 200 บาท++ อะไรแบบนั้น จานนี้จะเรียกได้ว่ามันคือนิพพานแห่งเบอร์เกอร์ก็เป็นได้เลยครับ
สรุป มื้อนี้กับร้าน Fire & Dine นี่ผมค่อนข้างประทับใจนะ อาหารทำมาได้ดีกว่าที่คิดทั้งเรื่องรสชาติ, หน้าตา และราคา | ตัวเครื่องดื่มก็แบบจะเยอะไปไหน จะหลากหลายไปไหน จะครบครันไปไหน และ cocktail ของร้านที่แบบดูจะภูมิใจเสนอก็ทำมาได้อร่อยจริงอะไรจริง เมื่อรวม ๆ ไปกับบรรยากาศและการบริการที่เกินจากค่า SD ของร้านส่วนใหญ่ในระดับนี้ (เกินมาทางด้านขวาของกราฟ) แล้วด้วย ร้านนี้ก็เลยไม่แปลกที่ทำไม วันที่ผมไปแม้จะเป็นวันจันทร์ ลูกค้าก็ยังคงคับคั่งมากกว่าร้านอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กันทุกร้าน เสียดายที่มื้อนี้อิ่มก่อนที่จะได้ลอง pizza เพราะทางร้านโฆษณาเอาไว้เหมือนกันว่า pizza ของทางร้านนั้นเด็ดจริงอะไรจริง อืม คงต้องไปจัดรอบ 2 ล่ะครับร้านนี้
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Bangkok is renowned for its gourmet food at reasonably low prices. This blog covers a wide range of restaurants in Bangkok and occasionally in other provinces (Chiang Mai, Pattaya, Phuket). From street vendors to luxurious restaurants - From mouthwatering dishes to eye widening meals, all can be found here. This blog will take you to experience the exotic food you rarely find in your area. Feel free to leave comments or suggestion. Please visit http://www.bumres.com for more information.
Sunday, December 30, 2012
Jin Mun Lo Chinese Bangkok Review
จินหม่านโลว ร้านอาหารจีน วงเวียน 22 เยาวราช อาหารทะเล
Jin Mun Lo - Chinese Restaurant at Yaowarat Bangkok
Overall Score 9/10
Taste 5/5
Ambiance 3.5/5
Service 4/5
Value 4.5/5
Jin Mun Lo - Chinese Restaurant on BumRes.com (For more menu and pictures)
สำหรับครอบครัวคนจีนในกรุงเทพแล้ว ผมว่าแต่ละบ้านก็จะมีร้านอาหารประจำ, ร้านอาหารลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแต่ที่บ้านมักจะไปกันบ่อย ๆ แนว ๆ นี้กันอยู่ ร้าน จินหม่านโหลว ในรีวิวฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นร้านอาหารจีนที่ชาตินี้ผมก็คงจะไม่ได้มากินถ้าเพื่อนผมไม่พามากิน ร้านนี้เพื่อนผมบอกว่าเป็นร้านประจำของพ่อเขาที่แบบพอนึกอะไรไม่ออก หรือไม่ก็ถ้าว่าง ๆ ก็จะมากินเสมอ ๆ เพราะว่าบ้านเพื่อนผมกับตัวร้านที่ตั้งอยู่บริเวณวงเวียน 22 ย่านที่แสนจะสับสนในเส้นทาง (สำหรับผม) แห่งนี้เป็นอะไรที่ใกล้กันมาก ๆ ซึ่งถ้าใกล้เฉย ๆ แต่ไม่อร่อย ก็คงใช่ที่ที่จะมากินอะไรกันบ่อย ๆ ร้านนี้เพื่อนผมถึงกับการันตีในความอร่อยก่อนจะมากินร้านนี้กันเลยทีเดียวล่ะ
ร้าน จินหม่านโหลว ก็เป็นร้านอาหารจีนแต้จิ๋ว ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เยาวราช แต่ก็ไม่ถึงกับใกล้นัก คนที่มากินอาหารจีนที่เยาวราชก็คงจะไม่มีเลยมากินร้านนี้กัน นั่นบวกกับทำเลของร้านที่แบบหาที่จอดรถยากมากมาย (ผมนึ่งตุ๊ก ๆ มาจากบ้านผม) ก็เลยยิ่งทวีความยากในการมากินร้านนี้เข้าไปอีกถ้าไม่ได้ตั้งใจมา ร้านนี้ก็เป็นร้านห้องแถวเดียว เป็นร้านที่ไม่หรูหรานัก บรรยากาศแบบร้านอาหารจีนห้องแถว ที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถึงกับร้านเหลา และเป็นร้านอาหารจีนที่แปลกเล็กน้อยตรงที่จะมีพักเบรคตอนบ่ายด้วย ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากการที่ร้านนี้บริหารจัดการกันแบบในครอบครัวก็ว่าได้ คือไม่ค่อยมีคน ไม่ค่อยมีพนักงานสักเท่าไร ก็เลยต้องเบรคเพื่อ recharge พลังกันสักเล็กน้อย
อาหารของทางร้าน จินหม่านโหลว นี้ก็เป็นอาหารจีน ๆ แบบที่เราคุ้นเคยกันครับ คือจะเป็นพวก seafood ต่าง ๆ เอามาทำโน่นทำนี่อย่างละ 5 - 10 อย่างโดยประมาณ ตอนเห็นเมนูของร้านนี้แอบตกใจว่า รายการอาหารจะยกไปมั้ย ทำกันไหวเหรอ , stock ตัววัตถุดิบกันอย่างไร กับร้านแบบบ้าน ๆ ร้านนี้ เพราะแบบรายการอาหารเค้ายกมากครับ เยอะระดับเดียวกันกับร้านเหลาทั้งหลายแหล่เลย แต่เนื่องด้วยความเป็นร้านที่ทื่อ ๆ (ไม่เหลา) ก็เลย มีข้อดีคือราคาอาหารค่อนข้างถูกเมื่อเทียบรายการอาาหรประเภทเดียวกันกับร้านอื่น ๆ มื้อนี้เนื่องจากผมไปกับเพื่อนแค่ 2 คน เลยสั่งอาหารกันได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไร (พยายามสั่งล่ะครับ แต่กลัวเหลือ) ก็เลยได้อาหารมาแค่ 5 อย่างเท่านั้น
อาหารอย่างแรกที่ได้เป็น ปลิงทะเลผัดขี้เมา (Stir-fried sea cucumber with chilli and basil - 600 บาท) จานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นกรรมวิธีการปรุงปลิงทะเลแบบที่ผมไม่เคยกินมาก่อนเลยในชีวิตก็ว่าได้ (เคยกินแต่ปลิงทะเลน้ำแดง) เหมือนผมจะเคยอ่านเจอมาว่าพวกอาหารดี ๆ ของจีนเค้าเนี่ย จะเป็นพวกวัตถุดิบที่ไร้รสชาติ ซึ่งมันจะเป็นการวัดฝีมือของคนทำว่าจะทำเจ้าพวกของไร้รสชาติเหล่านี้ให้อร่อยขึ้นมาได้แตกต่างมากน้อยกันขนาดไหน (รังนก, หูฉลาม, ปลิงทะเล) ซึ่งสำหรับจานนี้ก็เรียกได้ว่าคนปรุงสามารถทำให้รสชาติอันเผ็ดร้อนนั้นโดดเด่นอร่อยขึ้นมาได้จริง ๆ คือแบบปลิงยังคงเป็นพระเอกของจานอยู่ แต่ว่าแต่ละคำที่กินก็ได้ความเผ็ด ๆ เค็ม ๆ และความนุ่มของเนื้อปลิงมาพร้อม ๆ กัน อร่อยดีครับจานนี้
อาหารอย่างที่ 2 เป็น แฮกึ้นทอด (Deep fried shrimp nuggets - 120 บาท) อาหารอีกหนึ่งจานที่หลัง ๆ นี่มักจะสั่งเหมือนเป็นอาหารสิ้นคิดสำหรับผมเหลือเกิน หน้าตาของ แฮกึ๊น ของร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็มาแตกต่างจากที่เคย ๆ กินมาที่จะแบบแผ่นเรียว ๆ กว่านี้ใหญ่ ๆ กว่านี้ ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้เป็นตัวตัดสินรสชาติอาหารได้ในทุกครั้งไป ซึ่งจานนี้ก็เช่นกันครับ เป็นแฮกึ๊น ที่อร่อยพอตัวเลย มาแบบกรอบพอประมาณ เน้นความนุ่มของเนื้อในมากกว่า และแบบยัดเนื้อกุ้งมาเน้น ๆ กินไปแต่ละชิ้นแต่ละคำนี่ได้รสชาติกุ้งจริง ๆ
อาหารอย่างที่ 3 เป็น ข้าวผัดหยางโจว (Guan Zhao Fried Rice - 100 บาท) อีกหนึ่งข้าวผัดที่น่าจะสั่งบ่อยพอ ๆ กับข้าวผัดปู (สำหรับผมนะ) หลัง ๆ มานี่มักจะเจอข้าวผัดหยางโจวแบบ fail ๆ ข้าวไม่ผ่านบ้าน, ให้เครื่องน้อยบ้าง, รสชาติไม่ดีบ้าง แต่กับจานนี้ สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าผมไม่รู้จะไปติอะไรมันครับ ทุกอย่างมาแบบสมบูรณ์แบบทั้งข้าวที่ร่วน แห้ง กำลังดี, เครื่องที่ให้มาแทบจะเยอะพอ ๆ กับข้าว และรสชาติที่แบบ กลมกล่อมลงตัว กินแล้วตกใจ ข้าวผัดหยางโจวจานนี้น่าจะเป็นจานที่อร่อยที่สุดในรอบหลายเดือนของผมเลยล่ะ
อาหารคาวอย่างสุดท้ายนั้นเป็น ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว (Steamed san goby fish in soy sauce - 100 baht/100g - 500 บาท) ราคาปลาบู่ของร้าน จินหม่านโหลว นี่เรียกได้ว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับร้านอาหารจีนเหลา ๆ ทั้งหลายแหล่ที่เดี๋ยวนี้ขีดนึงจะเขยิบเข้าใกล้ 200 บาทเข้าไปทุกที (บางร้านเกินไปแล้ว) ซึ่งจริง ๆ เจ้าปลาบู่นี่มันไม่น่าจะเป็นปลาที่แพงอะไรเลยนะครับ เพราะมีอยู่ตามลุ่มแม่น้ำประเทศไทยทั้งภาคเหนือและภาคกลางแบบเรียกได้ว่าเกลื่อนมาก ๆ (ผมเคยไปกินที่เขื่อนแม่งัดเชียงใหม่ โลละ 300 บาทหรือไรเนี่ยแหละ ถูกจนสั่งมา 3 โล 4 ตัวอ่ะ) และด้วยความแพงของมันตามร้านอาหารจีนทั้งหลายในกรุงเทพ ช่วงหลัง ๆ ผมก็เลยมักจะไม่ค่อยได้กิน แต่พอเห็นราคาของร้านน้แล้วก็เลยรีบสั่งแต่โดยพลันครับ
ขนาดของปลาบู่ที่เหมาะสม เนื้อไม่เหนียว และตัวใหญ่กำลังดีสำหรับผมคือ 7-8 ขีด (เคยกินตัวละโลมา เหมือนมันแก่ไปแล้ว เนื้อเหนียวอ่ะครับ และถ้าเล็กกว่านี้ก็จะกลายเป็นมีเนื้อน้อยไป) ซึ่งปลาบู่ของร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็ตัวเล็กไปนิด แต่ด้วยกรรมวิธีการปรุง, ฝีมือการปรุงของคนครัวที่แบบทำมาได้สมบูรณ์แบบอีกแล้ว เจ้าปลาบู่ตัวน้อยนี้ก็เลยไม่เหลือซากเมื่อผ่านไปประมาณ 10 นาทีหลังจากถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะ ปลาสดมาก เนื้อนุ่ม น้ำซีอิ๊วอร่อย กลมกล่อม และให้มาเยอะ ซดเปล่า ๆ ก็ได้ หรือกินกับข้าวก็ดี ต้นหอมซอยที่ให้มาเยอะและซอยมาขนาดกำลังดี ทุกอย่างลงตัวเยี่ยมจริง ๆ
มื้อนี้ปิดท้ายด้วย แปะก๋วยร้อน (Sweet gingko nuts - 60 บาท) ผมมักจะเจอหลาย ๆ ร้านที่อาหารคาวมาเทพ แต่มาตกม้าตาย(ห่า) เอากับของหวาน ร้านจินหม่านโหลวนี่ก็เกือบจะเข้าข่ายครับ คือแปะก๊วยที่ได้มันยังไม่เทพเท่ากับอาหารคาวในมื้อนี้ที่กินมา คือมันธรรมดา ๆ ไปหมด ไม่ว่าจะเม็ดแปะก๊วยที่ไม่ได้ อวบอิ่ม เนื้อเต่ง กินแล้วไปเด้ง ๆ สู้ลิ้นในปาก และตัวน้ำที่แบบร้านเทพ ๆ ทำมาได้หวาน หอม อร่อยกว่านี้นะ
มื้อนี้ ค่าเสียหายรวม 1,460 บาท ไปกัน 2 คนอาจจะแพงไปนิด แต่เมื่อคิดถึงอาหารแพง 2 จานที่มีอยู่ในมื้อนี้ด้วย ก็น่าจะเรียกได้ว่าถูก, คุ้มแทนซะมากกว่า ร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ไม่น่าจะมีคนรู้จักเท่าไรก่อนหน้านี้ ใครอ่าน ๆ รีวิวผมแล้วก็อยากให้ไปลองจริง ๆ ครับ อาหารเค้าอร่อย ราคาไม่แพงจริงอะไรจริง แต่ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าถ้าไม่ได้ไปเวลาคนน้อย ๆ แบบผม (ตอนผมไปมีผมอยู่โต๊ะเดียว) จะต้องรออาหารนานมั้ย และอุปสรรคอื่น ๆ อีกเช่น ที่จอดรถไม่มี, คนไม่คุ้นแถวนี้(แบบผม) ก็อาจจะหลง ๆ ทางได้ โอย อุปสรรคเยอะครับร้านนี้ผมว่า แต่เมื่อผ่านพ้นมันไปได้ เผลอ ๆ รางวัลที่รออยู่อาจจะทำให้คุณยอมฝ่าอุปสรรคเหล่านี้อีกหลายรอบเพื่อได้มันมาอีกครั้งก็เป็นได้นะครับ
ปล. วันอาทิตย์ เพื่อนผมบอกว่าร้านนี้คนเต็มทะลักเดือดไปถึงชั้น 2
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Jin Mun Lo - Chinese Restaurant at Yaowarat Bangkok
Overall Score 9/10
Taste 5/5
Ambiance 3.5/5
Service 4/5
Value 4.5/5
Jin Mun Lo - Chinese Restaurant on BumRes.com (For more menu and pictures)
สำหรับครอบครัวคนจีนในกรุงเทพแล้ว ผมว่าแต่ละบ้านก็จะมีร้านอาหารประจำ, ร้านอาหารลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแต่ที่บ้านมักจะไปกันบ่อย ๆ แนว ๆ นี้กันอยู่ ร้าน จินหม่านโหลว ในรีวิวฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นร้านอาหารจีนที่ชาตินี้ผมก็คงจะไม่ได้มากินถ้าเพื่อนผมไม่พามากิน ร้านนี้เพื่อนผมบอกว่าเป็นร้านประจำของพ่อเขาที่แบบพอนึกอะไรไม่ออก หรือไม่ก็ถ้าว่าง ๆ ก็จะมากินเสมอ ๆ เพราะว่าบ้านเพื่อนผมกับตัวร้านที่ตั้งอยู่บริเวณวงเวียน 22 ย่านที่แสนจะสับสนในเส้นทาง (สำหรับผม) แห่งนี้เป็นอะไรที่ใกล้กันมาก ๆ ซึ่งถ้าใกล้เฉย ๆ แต่ไม่อร่อย ก็คงใช่ที่ที่จะมากินอะไรกันบ่อย ๆ ร้านนี้เพื่อนผมถึงกับการันตีในความอร่อยก่อนจะมากินร้านนี้กันเลยทีเดียวล่ะ
ร้าน จินหม่านโหลว ก็เป็นร้านอาหารจีนแต้จิ๋ว ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เยาวราช แต่ก็ไม่ถึงกับใกล้นัก คนที่มากินอาหารจีนที่เยาวราชก็คงจะไม่มีเลยมากินร้านนี้กัน นั่นบวกกับทำเลของร้านที่แบบหาที่จอดรถยากมากมาย (ผมนึ่งตุ๊ก ๆ มาจากบ้านผม) ก็เลยยิ่งทวีความยากในการมากินร้านนี้เข้าไปอีกถ้าไม่ได้ตั้งใจมา ร้านนี้ก็เป็นร้านห้องแถวเดียว เป็นร้านที่ไม่หรูหรานัก บรรยากาศแบบร้านอาหารจีนห้องแถว ที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถึงกับร้านเหลา และเป็นร้านอาหารจีนที่แปลกเล็กน้อยตรงที่จะมีพักเบรคตอนบ่ายด้วย ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากการที่ร้านนี้บริหารจัดการกันแบบในครอบครัวก็ว่าได้ คือไม่ค่อยมีคน ไม่ค่อยมีพนักงานสักเท่าไร ก็เลยต้องเบรคเพื่อ recharge พลังกันสักเล็กน้อย
อาหารของทางร้าน จินหม่านโหลว นี้ก็เป็นอาหารจีน ๆ แบบที่เราคุ้นเคยกันครับ คือจะเป็นพวก seafood ต่าง ๆ เอามาทำโน่นทำนี่อย่างละ 5 - 10 อย่างโดยประมาณ ตอนเห็นเมนูของร้านนี้แอบตกใจว่า รายการอาหารจะยกไปมั้ย ทำกันไหวเหรอ , stock ตัววัตถุดิบกันอย่างไร กับร้านแบบบ้าน ๆ ร้านนี้ เพราะแบบรายการอาหารเค้ายกมากครับ เยอะระดับเดียวกันกับร้านเหลาทั้งหลายแหล่เลย แต่เนื่องด้วยความเป็นร้านที่ทื่อ ๆ (ไม่เหลา) ก็เลย มีข้อดีคือราคาอาหารค่อนข้างถูกเมื่อเทียบรายการอาาหรประเภทเดียวกันกับร้านอื่น ๆ มื้อนี้เนื่องจากผมไปกับเพื่อนแค่ 2 คน เลยสั่งอาหารกันได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไร (พยายามสั่งล่ะครับ แต่กลัวเหลือ) ก็เลยได้อาหารมาแค่ 5 อย่างเท่านั้น
อาหารอย่างแรกที่ได้เป็น ปลิงทะเลผัดขี้เมา (Stir-fried sea cucumber with chilli and basil - 600 บาท) จานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นกรรมวิธีการปรุงปลิงทะเลแบบที่ผมไม่เคยกินมาก่อนเลยในชีวิตก็ว่าได้ (เคยกินแต่ปลิงทะเลน้ำแดง) เหมือนผมจะเคยอ่านเจอมาว่าพวกอาหารดี ๆ ของจีนเค้าเนี่ย จะเป็นพวกวัตถุดิบที่ไร้รสชาติ ซึ่งมันจะเป็นการวัดฝีมือของคนทำว่าจะทำเจ้าพวกของไร้รสชาติเหล่านี้ให้อร่อยขึ้นมาได้แตกต่างมากน้อยกันขนาดไหน (รังนก, หูฉลาม, ปลิงทะเล) ซึ่งสำหรับจานนี้ก็เรียกได้ว่าคนปรุงสามารถทำให้รสชาติอันเผ็ดร้อนนั้นโดดเด่นอร่อยขึ้นมาได้จริง ๆ คือแบบปลิงยังคงเป็นพระเอกของจานอยู่ แต่ว่าแต่ละคำที่กินก็ได้ความเผ็ด ๆ เค็ม ๆ และความนุ่มของเนื้อปลิงมาพร้อม ๆ กัน อร่อยดีครับจานนี้
อาหารอย่างที่ 2 เป็น แฮกึ้นทอด (Deep fried shrimp nuggets - 120 บาท) อาหารอีกหนึ่งจานที่หลัง ๆ นี่มักจะสั่งเหมือนเป็นอาหารสิ้นคิดสำหรับผมเหลือเกิน หน้าตาของ แฮกึ๊น ของร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็มาแตกต่างจากที่เคย ๆ กินมาที่จะแบบแผ่นเรียว ๆ กว่านี้ใหญ่ ๆ กว่านี้ ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้เป็นตัวตัดสินรสชาติอาหารได้ในทุกครั้งไป ซึ่งจานนี้ก็เช่นกันครับ เป็นแฮกึ๊น ที่อร่อยพอตัวเลย มาแบบกรอบพอประมาณ เน้นความนุ่มของเนื้อในมากกว่า และแบบยัดเนื้อกุ้งมาเน้น ๆ กินไปแต่ละชิ้นแต่ละคำนี่ได้รสชาติกุ้งจริง ๆ
อาหารอย่างที่ 3 เป็น ข้าวผัดหยางโจว (Guan Zhao Fried Rice - 100 บาท) อีกหนึ่งข้าวผัดที่น่าจะสั่งบ่อยพอ ๆ กับข้าวผัดปู (สำหรับผมนะ) หลัง ๆ มานี่มักจะเจอข้าวผัดหยางโจวแบบ fail ๆ ข้าวไม่ผ่านบ้าน, ให้เครื่องน้อยบ้าง, รสชาติไม่ดีบ้าง แต่กับจานนี้ สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าผมไม่รู้จะไปติอะไรมันครับ ทุกอย่างมาแบบสมบูรณ์แบบทั้งข้าวที่ร่วน แห้ง กำลังดี, เครื่องที่ให้มาแทบจะเยอะพอ ๆ กับข้าว และรสชาติที่แบบ กลมกล่อมลงตัว กินแล้วตกใจ ข้าวผัดหยางโจวจานนี้น่าจะเป็นจานที่อร่อยที่สุดในรอบหลายเดือนของผมเลยล่ะ
อาหารคาวอย่างสุดท้ายนั้นเป็น ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว (Steamed san goby fish in soy sauce - 100 baht/100g - 500 บาท) ราคาปลาบู่ของร้าน จินหม่านโหลว นี่เรียกได้ว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับร้านอาหารจีนเหลา ๆ ทั้งหลายแหล่ที่เดี๋ยวนี้ขีดนึงจะเขยิบเข้าใกล้ 200 บาทเข้าไปทุกที (บางร้านเกินไปแล้ว) ซึ่งจริง ๆ เจ้าปลาบู่นี่มันไม่น่าจะเป็นปลาที่แพงอะไรเลยนะครับ เพราะมีอยู่ตามลุ่มแม่น้ำประเทศไทยทั้งภาคเหนือและภาคกลางแบบเรียกได้ว่าเกลื่อนมาก ๆ (ผมเคยไปกินที่เขื่อนแม่งัดเชียงใหม่ โลละ 300 บาทหรือไรเนี่ยแหละ ถูกจนสั่งมา 3 โล 4 ตัวอ่ะ) และด้วยความแพงของมันตามร้านอาหารจีนทั้งหลายในกรุงเทพ ช่วงหลัง ๆ ผมก็เลยมักจะไม่ค่อยได้กิน แต่พอเห็นราคาของร้านน้แล้วก็เลยรีบสั่งแต่โดยพลันครับ
ขนาดของปลาบู่ที่เหมาะสม เนื้อไม่เหนียว และตัวใหญ่กำลังดีสำหรับผมคือ 7-8 ขีด (เคยกินตัวละโลมา เหมือนมันแก่ไปแล้ว เนื้อเหนียวอ่ะครับ และถ้าเล็กกว่านี้ก็จะกลายเป็นมีเนื้อน้อยไป) ซึ่งปลาบู่ของร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็ตัวเล็กไปนิด แต่ด้วยกรรมวิธีการปรุง, ฝีมือการปรุงของคนครัวที่แบบทำมาได้สมบูรณ์แบบอีกแล้ว เจ้าปลาบู่ตัวน้อยนี้ก็เลยไม่เหลือซากเมื่อผ่านไปประมาณ 10 นาทีหลังจากถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะ ปลาสดมาก เนื้อนุ่ม น้ำซีอิ๊วอร่อย กลมกล่อม และให้มาเยอะ ซดเปล่า ๆ ก็ได้ หรือกินกับข้าวก็ดี ต้นหอมซอยที่ให้มาเยอะและซอยมาขนาดกำลังดี ทุกอย่างลงตัวเยี่ยมจริง ๆ
มื้อนี้ปิดท้ายด้วย แปะก๋วยร้อน (Sweet gingko nuts - 60 บาท) ผมมักจะเจอหลาย ๆ ร้านที่อาหารคาวมาเทพ แต่มาตกม้าตาย(ห่า) เอากับของหวาน ร้านจินหม่านโหลวนี่ก็เกือบจะเข้าข่ายครับ คือแปะก๊วยที่ได้มันยังไม่เทพเท่ากับอาหารคาวในมื้อนี้ที่กินมา คือมันธรรมดา ๆ ไปหมด ไม่ว่าจะเม็ดแปะก๊วยที่ไม่ได้ อวบอิ่ม เนื้อเต่ง กินแล้วไปเด้ง ๆ สู้ลิ้นในปาก และตัวน้ำที่แบบร้านเทพ ๆ ทำมาได้หวาน หอม อร่อยกว่านี้นะ
มื้อนี้ ค่าเสียหายรวม 1,460 บาท ไปกัน 2 คนอาจจะแพงไปนิด แต่เมื่อคิดถึงอาหารแพง 2 จานที่มีอยู่ในมื้อนี้ด้วย ก็น่าจะเรียกได้ว่าถูก, คุ้มแทนซะมากกว่า ร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ไม่น่าจะมีคนรู้จักเท่าไรก่อนหน้านี้ ใครอ่าน ๆ รีวิวผมแล้วก็อยากให้ไปลองจริง ๆ ครับ อาหารเค้าอร่อย ราคาไม่แพงจริงอะไรจริง แต่ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าถ้าไม่ได้ไปเวลาคนน้อย ๆ แบบผม (ตอนผมไปมีผมอยู่โต๊ะเดียว) จะต้องรออาหารนานมั้ย และอุปสรรคอื่น ๆ อีกเช่น ที่จอดรถไม่มี, คนไม่คุ้นแถวนี้(แบบผม) ก็อาจจะหลง ๆ ทางได้ โอย อุปสรรคเยอะครับร้านนี้ผมว่า แต่เมื่อผ่านพ้นมันไปได้ เผลอ ๆ รางวัลที่รออยู่อาจจะทำให้คุณยอมฝ่าอุปสรรคเหล่านี้อีกหลายรอบเพื่อได้มันมาอีกครั้งก็เป็นได้นะครับ
ปล. วันอาทิตย์ เพื่อนผมบอกว่าร้านนี้คนเต็มทะลักเดือดไปถึงชั้น 2
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Osaka Ohsho Thonglor Review
Osaka Ohsho - Osaka Japanese Restaurant at 55 Tower Thonglor Bangkok
โอซาก้า โอโช ร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารโอซาก้า ตึก 55 ทาวเวอร์ ทองหล่อ
Overall Score 6.5/10
Taste 3/5
Ambiance 3/5
Service 3/5
Value 4/5
Osaka Ohsho - Japanese Restaurant on BumRes.com
ร้าน Osaka Ohsho แห่งนี้ผมไม่แน่ใจว่าเปิดใหม่ หรือว่าเปิดมานานสักเท่าไร เพราะพี่ผมเป็นคนไปเจอมาแล้วก็พาครอบครัวผมไปกินกัน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตึก 55 ตึกเก่าในคราบใหม่ บริเวณต้น ๆ ซอยทองหล่อครับ ร้านนี้ตอนแรกก่อนที่จะเห็นเมนู ก่อนที่จะมาถึงร้าน ก็นึกว่าจะมีอะไรพิเศษแตกต่างจากร้านอื่น ๆ เพราะเห็นตั้งชื่อว่า Osaka จ๋าขนาดนี้ (คือแอบคิดว่าน่าจะมีเมนูอาหารแปลก ๆ ต่างจากร้านอื่น ๆ ที่น่าจะเป็นอาหารคันโต) ซึ่งผมก็คงจะเลอะเทอะไปเองเพราะเอาจริง ๆ อาหารญี่ปุ่นแต่ละท้องถิ่นเท่าที่ไปมา มันก็ไม่ได้จะแตกต่างอะไรกันมากมาย เหมือนอาหารไทยเราสักเท่าไร มันแค่จะมีอาหารเด่น ๆ ของแต่ละท้องถิ่นที่ในภูมิภาคนั้นมีขายกันเยอะ ๆ หรือมีวัตถุดิบเยอะ ๆ ก็แค่นั้น
อาหารของร้าน Osaka Ohsho นี่ก็จะเป็นแนวอาหารญ๊่ปุ่นผสม ๆ กับอาหารจีนก็ไม่ผิดนักครับ แต่จะเป็นจีนที่กระเดียดไปทางญี่ปุ่นสักครึ่งค่อนตัวมากกว่า ไม่เหมือนกับร้าน Dalian @ 39 Boulevard ที่จะเป็นอาหารจีนกระเดียดมาทางญี่ปุ่นแทน อาหารก็จะมีพวกข้าวผัด, ราเมน, ของทอดกินเล่น แล้วก็มีอาหารชุดแบบไม่อลังการที่จะไปเรียกว่า Kaiseki อะไรแค่นี้เท่านั้น คืออาหารน้อยครับ และก็จะเป็นอาหารง่าย ๆ ราคาประหยัด แบบถ้าเทียบกับอาหารบ้านเราก็เป็นพวกร้านอาหารตามสั่งของญี่ปุ่น อารมณ์ประมาณนั้น
มื้อนี้อาหารจานแรกที่ได้เป็น Kakiage (ผักหลากชนิดชุบแป้งทอด) - 120 บาท หรือก็คือประมาณผักเทมปุระแค่นั้นเองครับ คือผมจำได้ว่าเคยกินเจ้าเมนูนี้มาก็หลายทีล่ะ ส่วนใหญ่ที่กินจะเป็นแบบทำทิ้งไว้แล้ว หายร้อนแล้ว หายกรอบแล้ว แทบจะทุกครั้ง แต่กับครั้งนี้ดีหน่อยตรงที่มาแบบร้อน ๆ กรอบ ๆ เพิ่งทำกันเสร็จใหม่ ๆ เลย ซึ่งก็มีดีแค่นี้จริง ๆ ครับ เพราะกินแล้วมันก็แค่ผักกับแป้งทอด แค่นั้น
อาหารอย่างที่ 2 เป็น Ohsho chuka soba (บะหมี่น้ำสูตรต้นตำรับปี 1972) - 150 บาท อันนี้ก็คือบะหมี่จีนก็ว่าได้ครับ ก็เป็นบะหมี่น้ำโชยุ กับเส้นราเมนเรียวเล็ก และก็หน่อไม้, ถั่วงอก และหมูชาชู เป็นราเมนธรรมด๊า ธรรมดา ตามชื่อ chuka soba ที่เป็นราเมนยุคเก่า ใช้วิธีการทำง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนปัจจุบัน รสชาติจานนี้ก็ราเมนโชยุอ่ะครับ หากินได้ทั่ว ๆ ไป ดีกว่าฮะจิบังหน่อย แต่ถ้าไม่คิดไรมาก กินฮะจิบังเผลอ ๆ ก็พอจะกล้อมแกล้มแทนกันได้ อาหารอย่างที่ 3 จริง ๆ เป็นเจ้าราเมนนี้เหมือนกัน แต่แค่สั่งเป็นชุดเลยมีอะไรเพิ่มเติมมาในชุดอีกเล็กน้อย ซึ่งก็คือชุด Osho chu soba set (ชุดบะหมี่น้ำสูตรต้นตำรับปี 1972) - 270 บาท สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือตัวข้าวผัด หรือ ชาฮั่ง และก็สลัด ทั้ง 2 อย่างนี้ก็สมชื่อครับ เป็นแค่ "ของแถม" จริง ๆ ข้าวผัดรสชาติบ้าน ๆ มาก รสชาติประหนึ่งว่ากินรองท้องแค่นั้น ส่วนสลัดก็ธรรมดา ๆ เหมือนมีมาให้กินเพิ่มกากในกระเพาะอาหารเช่นกัน
อาหารอย่างที่ 4 นั้นเป็น Freshy Set (หมูทงคัสสึชุบไข่จานร้อน + เต้าหู้ผสมไก่สับชุบแป้งทอด + บุกเส้นซอสเทมปุระเย็น + ผักโขมเย็นราดซอสมิโซะ + ข้าวสวยญี่ปุ่น + ซุปเต้าเจี้ยวใส่สาหร่าย) - 360 บาท เซ็ทนี้เป็นอาหารหลักของผมเอง (อ่านว่า จานอื่น ๆ ดอยคนอื่นกินเอา) พระเอกหลักของชุดอาหารของผมก็คือเจ้าหมูทอดนึ่งกับไข่ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แตกต่างจากที่เคย ๆ กินมากับพวก Katsudon ทั้งหลายเล็กน้อยครับ คือตัวหมูชุบแป้งทอดก็มาตรฐานดี หากินได้ทั่วไป แต่ไอ้ที่แปลกคือตัวไข่ครับ ไข่มันมาแบบเนียน ๆ เป็นแผ่นเดียวกันทั้งจาน และก็รสชาติมันแบบจืด ๆ กินแล้วให้ความรู้สึกถึงไข่ตุ๋นแบบที่แม่ผมชอบทำให้กินตอนเด็ก ๆ หรือไม่ก็ไข่ตุ๋นตามร้านตามสั่งทั่วไป คือมันไม่ใช่ไข่รสชาติและหน้าตาที่จะมากับหมูชุบแป้งทอดแบบทุกที่ที่ผมเคยเจอครับ ซึ่งก็แปลกดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้รสชาติดีอะไรขึ้นมานัก ส่วนพวก sidedish อื่น ๆ ก็ตามชื่ออีกเช่นกันครับ เอาวางไว้ข้าง ๆ ไม่ต้องกินก็ได้ หรือจะกินเพื่อให้อิ่มท้องก็ดี ไม่ค่อยประทับใจครับ
อาหารจานสุดท้ายนั้นได้เป็นอาหารที่ควรจะมาจานแรกกับ Gyoza - 100 บาท ผมไม่แน่ใจว่าเกี๊ยวซ่านี่มันดังที่ Osaka หรือว่ามีขายกันเยอะรึเปล่า แต่ทำไมความรู้สึกว่าพอนึกถึง Osaka ก็จะนึกถึง Takoyaki กับ Gyoza ก็ไม่รู้ครับ ก็เจ้าเกี๊ยวซ่านี่ก็น่าจะเรียกได้ว่าดีกว่าเกี๊ยวซ่าร้านส่วนใหญ่ที่กินมาช่วงหลัง ๆ ล่ะครับ กรอบนอก เนื้อหมูฉ่ำ ๆ แฉะมาข้างใน อร่อยดี
สรุปมื้อนี้ ค่าเสียหายรวม 1,177 บาท ร้าน Osaka Ohsho - 55 Tower นี่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมติดใจสักเท่าไรเลยครับ ไม่ว่าจะอาหารที่บ้าน ๆ เหลือเกิน ทั้งรสชาติ, ความแปลกใหม่ หรือราคา (ไม่ได้แปลว่าถูกครับ แปลว่าราคาเท่า ๆ ร้านญี่ปุ่นกลาง ๆ ร้านอื่น) , บรรยากาศร้านหรือการบริการ (ที่จริง ๆ ตกหล่นไปนิดด้วยซ้ำ) แต่แบบถ้าใครมาทองหล่อ อยากกินอาหารญี่ปุ่นที่มีกลิ่นอายจีนนิด ๆ ในบรรยากาศร้านที่ดูดีกว่าพวกร้านลูกครึ่งจีน - ญี่ปุ่น แบบนี้หน่อยละก็ ร้าน Osaka Ohsho นี่ก็น่าจะตอบโจทย์ได้อยู่เหมือนกันนะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
โอซาก้า โอโช ร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารโอซาก้า ตึก 55 ทาวเวอร์ ทองหล่อ
Overall Score 6.5/10
Taste 3/5
Ambiance 3/5
Service 3/5
Value 4/5
Osaka Ohsho - Japanese Restaurant on BumRes.com
ร้าน Osaka Ohsho แห่งนี้ผมไม่แน่ใจว่าเปิดใหม่ หรือว่าเปิดมานานสักเท่าไร เพราะพี่ผมเป็นคนไปเจอมาแล้วก็พาครอบครัวผมไปกินกัน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตึก 55 ตึกเก่าในคราบใหม่ บริเวณต้น ๆ ซอยทองหล่อครับ ร้านนี้ตอนแรกก่อนที่จะเห็นเมนู ก่อนที่จะมาถึงร้าน ก็นึกว่าจะมีอะไรพิเศษแตกต่างจากร้านอื่น ๆ เพราะเห็นตั้งชื่อว่า Osaka จ๋าขนาดนี้ (คือแอบคิดว่าน่าจะมีเมนูอาหารแปลก ๆ ต่างจากร้านอื่น ๆ ที่น่าจะเป็นอาหารคันโต) ซึ่งผมก็คงจะเลอะเทอะไปเองเพราะเอาจริง ๆ อาหารญี่ปุ่นแต่ละท้องถิ่นเท่าที่ไปมา มันก็ไม่ได้จะแตกต่างอะไรกันมากมาย เหมือนอาหารไทยเราสักเท่าไร มันแค่จะมีอาหารเด่น ๆ ของแต่ละท้องถิ่นที่ในภูมิภาคนั้นมีขายกันเยอะ ๆ หรือมีวัตถุดิบเยอะ ๆ ก็แค่นั้น
อาหารของร้าน Osaka Ohsho นี่ก็จะเป็นแนวอาหารญ๊่ปุ่นผสม ๆ กับอาหารจีนก็ไม่ผิดนักครับ แต่จะเป็นจีนที่กระเดียดไปทางญี่ปุ่นสักครึ่งค่อนตัวมากกว่า ไม่เหมือนกับร้าน Dalian @ 39 Boulevard ที่จะเป็นอาหารจีนกระเดียดมาทางญี่ปุ่นแทน อาหารก็จะมีพวกข้าวผัด, ราเมน, ของทอดกินเล่น แล้วก็มีอาหารชุดแบบไม่อลังการที่จะไปเรียกว่า Kaiseki อะไรแค่นี้เท่านั้น คืออาหารน้อยครับ และก็จะเป็นอาหารง่าย ๆ ราคาประหยัด แบบถ้าเทียบกับอาหารบ้านเราก็เป็นพวกร้านอาหารตามสั่งของญี่ปุ่น อารมณ์ประมาณนั้น
มื้อนี้อาหารจานแรกที่ได้เป็น Kakiage (ผักหลากชนิดชุบแป้งทอด) - 120 บาท หรือก็คือประมาณผักเทมปุระแค่นั้นเองครับ คือผมจำได้ว่าเคยกินเจ้าเมนูนี้มาก็หลายทีล่ะ ส่วนใหญ่ที่กินจะเป็นแบบทำทิ้งไว้แล้ว หายร้อนแล้ว หายกรอบแล้ว แทบจะทุกครั้ง แต่กับครั้งนี้ดีหน่อยตรงที่มาแบบร้อน ๆ กรอบ ๆ เพิ่งทำกันเสร็จใหม่ ๆ เลย ซึ่งก็มีดีแค่นี้จริง ๆ ครับ เพราะกินแล้วมันก็แค่ผักกับแป้งทอด แค่นั้น
อาหารอย่างที่ 2 เป็น Ohsho chuka soba (บะหมี่น้ำสูตรต้นตำรับปี 1972) - 150 บาท อันนี้ก็คือบะหมี่จีนก็ว่าได้ครับ ก็เป็นบะหมี่น้ำโชยุ กับเส้นราเมนเรียวเล็ก และก็หน่อไม้, ถั่วงอก และหมูชาชู เป็นราเมนธรรมด๊า ธรรมดา ตามชื่อ chuka soba ที่เป็นราเมนยุคเก่า ใช้วิธีการทำง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนปัจจุบัน รสชาติจานนี้ก็ราเมนโชยุอ่ะครับ หากินได้ทั่ว ๆ ไป ดีกว่าฮะจิบังหน่อย แต่ถ้าไม่คิดไรมาก กินฮะจิบังเผลอ ๆ ก็พอจะกล้อมแกล้มแทนกันได้ อาหารอย่างที่ 3 จริง ๆ เป็นเจ้าราเมนนี้เหมือนกัน แต่แค่สั่งเป็นชุดเลยมีอะไรเพิ่มเติมมาในชุดอีกเล็กน้อย ซึ่งก็คือชุด Osho chu soba set (ชุดบะหมี่น้ำสูตรต้นตำรับปี 1972) - 270 บาท สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือตัวข้าวผัด หรือ ชาฮั่ง และก็สลัด ทั้ง 2 อย่างนี้ก็สมชื่อครับ เป็นแค่ "ของแถม" จริง ๆ ข้าวผัดรสชาติบ้าน ๆ มาก รสชาติประหนึ่งว่ากินรองท้องแค่นั้น ส่วนสลัดก็ธรรมดา ๆ เหมือนมีมาให้กินเพิ่มกากในกระเพาะอาหารเช่นกัน
อาหารอย่างที่ 4 นั้นเป็น Freshy Set (หมูทงคัสสึชุบไข่จานร้อน + เต้าหู้ผสมไก่สับชุบแป้งทอด + บุกเส้นซอสเทมปุระเย็น + ผักโขมเย็นราดซอสมิโซะ + ข้าวสวยญี่ปุ่น + ซุปเต้าเจี้ยวใส่สาหร่าย) - 360 บาท เซ็ทนี้เป็นอาหารหลักของผมเอง (อ่านว่า จานอื่น ๆ ดอยคนอื่นกินเอา) พระเอกหลักของชุดอาหารของผมก็คือเจ้าหมูทอดนึ่งกับไข่ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แตกต่างจากที่เคย ๆ กินมากับพวก Katsudon ทั้งหลายเล็กน้อยครับ คือตัวหมูชุบแป้งทอดก็มาตรฐานดี หากินได้ทั่วไป แต่ไอ้ที่แปลกคือตัวไข่ครับ ไข่มันมาแบบเนียน ๆ เป็นแผ่นเดียวกันทั้งจาน และก็รสชาติมันแบบจืด ๆ กินแล้วให้ความรู้สึกถึงไข่ตุ๋นแบบที่แม่ผมชอบทำให้กินตอนเด็ก ๆ หรือไม่ก็ไข่ตุ๋นตามร้านตามสั่งทั่วไป คือมันไม่ใช่ไข่รสชาติและหน้าตาที่จะมากับหมูชุบแป้งทอดแบบทุกที่ที่ผมเคยเจอครับ ซึ่งก็แปลกดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้รสชาติดีอะไรขึ้นมานัก ส่วนพวก sidedish อื่น ๆ ก็ตามชื่ออีกเช่นกันครับ เอาวางไว้ข้าง ๆ ไม่ต้องกินก็ได้ หรือจะกินเพื่อให้อิ่มท้องก็ดี ไม่ค่อยประทับใจครับ
อาหารจานสุดท้ายนั้นได้เป็นอาหารที่ควรจะมาจานแรกกับ Gyoza - 100 บาท ผมไม่แน่ใจว่าเกี๊ยวซ่านี่มันดังที่ Osaka หรือว่ามีขายกันเยอะรึเปล่า แต่ทำไมความรู้สึกว่าพอนึกถึง Osaka ก็จะนึกถึง Takoyaki กับ Gyoza ก็ไม่รู้ครับ ก็เจ้าเกี๊ยวซ่านี่ก็น่าจะเรียกได้ว่าดีกว่าเกี๊ยวซ่าร้านส่วนใหญ่ที่กินมาช่วงหลัง ๆ ล่ะครับ กรอบนอก เนื้อหมูฉ่ำ ๆ แฉะมาข้างใน อร่อยดี
สรุปมื้อนี้ ค่าเสียหายรวม 1,177 บาท ร้าน Osaka Ohsho - 55 Tower นี่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมติดใจสักเท่าไรเลยครับ ไม่ว่าจะอาหารที่บ้าน ๆ เหลือเกิน ทั้งรสชาติ, ความแปลกใหม่ หรือราคา (ไม่ได้แปลว่าถูกครับ แปลว่าราคาเท่า ๆ ร้านญี่ปุ่นกลาง ๆ ร้านอื่น) , บรรยากาศร้านหรือการบริการ (ที่จริง ๆ ตกหล่นไปนิดด้วยซ้ำ) แต่แบบถ้าใครมาทองหล่อ อยากกินอาหารญี่ปุ่นที่มีกลิ่นอายจีนนิด ๆ ในบรรยากาศร้านที่ดูดีกว่าพวกร้านลูกครึ่งจีน - ญี่ปุ่น แบบนี้หน่อยละก็ ร้าน Osaka Ohsho นี่ก็น่าจะตอบโจทย์ได้อยู่เหมือนกันนะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Subscribe to:
Posts (Atom)


























































