BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Sunday, December 30, 2012

Fire & Dine Asiatique Review

Fire & Dine - Modern French (European) Pub & Restaurant at Asiatique, Bangkok

ไฟร์ แอนด์ ไดน์ - ร้านอาหารฝรั่งเศส อาหารยุโรป เอเชียติค เบียร์สด ดนตรีสด




Overall Score  9/10
Taste   4.5/5
Ambiance  4.5/5
Service  4.5/5
Value   4.5/5

Fire & Dine - Modern European (French) Cuisine on BumRes.com (For more pictures and menu)



ร้าน Fire & Dine ก็เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารแนวเน้นทั้งของกินและเครื่องดื่ม, เน้นทั้งมากินจริงจังหรือจะมาสังสรรค์ก็ได้ ประจำห้าง Asiatique ซึ่งอยู่ติดกับร้าน Flann O'Brien's ที่ผมเพิ่งได้มากินเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่แบบผมว่ามันใหญ่โตดีนะ เหมือนกับว่าแต่ละ Unit ของห้าง Asiatique นี่เค้าจะทำเป็น size ใหญ่ ๆ ประมาณนี้แทบจะทั้งหมดเลยมั้งกับโซนร้านอาหาร ก็เลยทำให้แต่ละร้านในย่านโกดัง 10 นี่แบบ ใหญ่โต โอ่โถ่ง สมเป็นร้านอาหารจริง ๆ ไม่เหมือนกับบางห้างที่แบบแต่ละ Unit เล็กจนน่าหงุดหงิด

บรรยากาศของร้าน Fire & Dine นี่ก็จะเป็นแนว Modern ๆ , หรู ๆ , ยุโรป หน่อย ๆ มีทั้งส่วนที่เป็น indoor และ al fresco dining มีทั้งบาร์ และโต๊ะอาหาร มีทั้งโต๊ะธรรมดา และโต๊ะสูง ๆ นั่งห้อยขาเล็กน้อย คือแบบ ครบครันจริงอะไรจริง กับที่นั่งของร้าน Fire & Dine นี้ แน่นอนครับ วันที่ผมไปเป็นช่วงอากาศกำลังชิล ๆ พอดี (อ่านว่า ชิลสำหรับเมืองไทย แต่มันคืออากาศฤดูร้อนสำหรับประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร) ส่วนการบริการของร้านนี้ ดูเหมือนจะ train พนักงานมาดีมากครับ ทั้งการแต่งตัว, การพูดจา, การดูแลเอาใจใส่ลูกค้า ทำได้ดีทีเดียว ไม่ถึงกับดีจนประทับใจ แต่เมื่อคิดว่าเป็นร้านระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางบนตาม positioning ของร้านนี้แล้ว ก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว

เข้ากันถึงเรื่องเครื่องดื่มของร้านนี้ก่อน เนื่องจากว่าร้าน Fire & Dine นี้เค้าก็จัดได้ว่าค่อนข้างเน้นเครื่องดื่มจริงจังกว่าหลาย ๆ ร้านที่ผมเคยเจอมา (ร้านที่เปิดใหม่ช่วงหลัง ๆ ก็รู้สึกจะเป็นแนวนี้เยอะนะครับ เน้น Mixology เคียงข้างไปกับ Gastronomy ด้วย (ศัพท์พวกนี้ผมมั่วมาเองนะครับ -*-)) ร้านนี้ตัวไวน์จะมีให้เลือกค่อนข้างเยอะมาก เยอะจนไม่มี list อยู่ในเมนู (หรือผมไม่ได้ขอ wine list ก็ไม่ทราบ) แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะงง สั่งไม่ถูก เพราะว่าทางร้านนี้มี sommelier ประจำร้าน ซึ่งสามารถแนะนำไวน์กับเราได้ (ร้านที่มี sommelier ประจำร้านนี่.. น่าจะมีน้อยมากในไทยตอนนี้นะครับ) ส่วนพวก เครื่องดื่มอื่น ๆ เช่นพวก whiskey, bourbon, vodka หรืออะไรทั้งหลายก็มีให้เลือกเยอะจนตาลาย เพราะบาร์ของร้านนี้เค้าก็ค่อนข้างอลังการอยู่






แต่ในมื้อนี้ผมได้ Cocktail มาดื่ม 3 แก้วแทนครับ เนื่องจากว่าทางร้านดูค่อนข้างจะภูมิใจนำเสนอมากกว่าเครื่องดื่มใด ๆ และพอดีวันที่ผมไปเป็นวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดของตัว sommelier พอดี Cocktail แก้วแรกนั้นชื่อ  Fire & Dine จากชื่อก็พอจะเดาได้แล้วใช่มั้ยครับว่าถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่อร่อยจริงก็คงไม่เอาชื่อร้านมาตั้งให้เสื่อมเสียไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ ครับเพราะแม้ว่าหน้าตาเจ้าเครื่องดื่มนี้จะดูเบา ๆ ดื่มง่าย ๆ กับน้ำสีชมพูอ่อน ๆ แต่ด้วยเหล้าที่ผสมมา 5 ชนิด (gin, rum vodka, malibu, southern comort) แล้วมันไม่ใช่อะไรที่อ่อนเลย แต่แม้ว่าจะดื่มไปอึกแรกแล้วก็ต้องอุท่านว่า "แร้ง" ก็ตาม มันก็เป็นรสชาติแรง ๆ ที่อร่อยลงตัวดี ส่วนแก้วที่ 2 นั้นเป็น Wake up แก้วนี้ก็เป็นอะไรที่รสชาติค่อนข้างจะตรงกลับชื่อครับ คือจะเบา ๆ ลงมาหน่อย กินเพื่อปลุกให้เราตื่น อยากกินอาหารก็ได้ หรือจะให้ตื่นสร่างเมาก่อนกลับก็ดี รสชาติดีอีกเช่นกันครับแก้วนี้ ส่วนแก้วสุดท้ายนั้นชื่อ Chocolate I love you ที่เป็นส่วนผสมของ Amaretto และเหล้าอะไรสักอย่างที่ทางร้านไม่ยอมบอกว่ามันคืออะไร แก้วนี้ผมชอบน้อยที่สุดใน 3 แก้วที่ได้มา แต่ก็ถือว่ารสชาติดีใช้ได้ ดื่มเพลิน ๆ เช่นเดียวกัน

เข้าถึงตัวอาหารของร้านนี้กันบ้าง อาหารของร้าน Fire & Dine นี้จะเป็นอาหารแนวยุโรป ๆ หน่อย ทางเชฟใหญ่ของร้านนั้นนิยามอาหารของตัวเองว่าเป็น Modern French Cuisine ที่จะเน้นความ Minimalism ให้มากที่สุด คือเน้นวัตถุดิบหลัก และใช้เครื่องปรุงให้น้อยที่สุด อาหารของร้านมีให้เลือกไม่ค่อยเยอะเท่าไร ยิ่งเมื่อเทียบกับความหลากหลายของเครื่องดื่มด้วยแล้วยิ่งน้อยกว่ากันแบบเทียบกันไม่ได้ สิ่งนึงที่โดดเด่นออกมาเลยตอนที่ดู ๆ เมนูของทางร้านคือ ราคาอาหารเค้าจะไม่ค่อยแพงเท่าไรครับ (เมื่อเทียบกับร้านแนว ๆ เดียวกันนี้ กับความหรูของร้าน) คืออยู่ที่ช่วง 200 - 300 บาทเท่านั้น และยิ่งตัว pizza ที่แบบถาดละประมาณ 300 บาท อันนี้ก็ยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่อีก

อาหารอย่างแรกในมื้อนี้เป็น Hokkaido Scallop Truffle Oil and Ginger Sauce (หอยเชลล์ฮอกไกโดเสิร์ฟพร้อมซอสขิงและน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลขาว - 280 บาท) appetizer เบา ๆ ที่เน้นความกินง่าย ไม่หนักท้องเท่าไร ที่มีเนื้อ hotate ที่แล่มาบาง ๆ (น่าจะเป็น hotate ตัวใหญ่ตัวนึง หรือไม่ก็ตัวเล็ก 2 ตัวแล่มาบาง ๆ) กินกับเห็ดชิตาเกะ และซอสอะไรสักอย่าง จานนี้ก็อร่อยดีครับ อร่อยแบบเบา ๆ หอยสด, เห็ดสด ทุกอย่างสดหมด คืออาหารแนวนี้ถ้าวัตถุดิบไม่ดีจริง เชฟก็คงไม่กล้าทำออกมาเพราะมันจะกลายเป็นอาหารห่วยแตกไปเลย






อาหารอย่างที่ 2 เริ่มหนักขึ้นมาหน่อยกับ Pasta with Ebiko Cream Sauce (เส้นพาสต้าผัดครีมซอสไข่กุ้ง - 260 บาท) ก็เป็นพาสต้าหน้าตาธรรมดา ๆ  มีโดดเด่นกว่าชาวบ้านหน่อยก็ตรงที่มีกุ้งวางเรียงรายตรงขอบจานมาด้วย ตัวพาสต้านั้น อร่อยดีครับ ครีมมาแบบน้ำไม่เยิ้ม แต่ก็เหนียว ข้นคลั่ก เกาะติดมากับเส้นแบบแทบจะทุกอณูของเส้น ส่วนตัวไข่กุ้งก็ให้มาเยอะดี พอคลุก ๆ เส้นกับไข่กุ้งเข้าด้วยกันก็เป็นปริมาณที่เหมาะสมดี รสชาติจานนี้จะมาแบบ เผ็ดนิด ๆ creamy หน่อย ๆ ครับกินเพลินดีเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกว่าเส้นมันน่าจะ al dante น่าจะทำมาได้ดีกว่านี้นิดนึง ส่วนตัวกุ้งที่ประดับจานมาก็ไม่อร่อยมากครับ เหมือนแบบมาช่วยเพิ่มความเป็นเนื้อหนังมังสาให้จานนี้เฉย ๆ

อาหารอย่างที่ 3 นั้นเป็น  ปลาแซลมอนย่างเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (Grilled Salmon Miso Glazed - 320 บาท) จานนี้คะแนนหน้าตาเอาไปเกือบเต็มเลยละกัน ทำมาได้สวยงามดีมาก แต่คะแนนรสชาตินั้นยังไม่ค่อยผ่านเท่าไร อย่างแรกคือ ปลายังไม่ค่อยสดดี และก็มาชิ้นเล็กไปหน่อย คือแบบไม่รู้เพราะผมคาดหวังกับ salmon fillet ที่มันควรจะชิ้นใหญ่ ๆ กว่านี้ อวบ ๆ กว่านี้ด้วยรึเปล่าก็ไม่ทราบ คือมันมายังไม่ค่อยสะใจเท่าไร ส่วนตัวผักที่มาเคียงคู่กันก็ไม่สดอีกเช่นเดียวกัน และเป็นผักแบบที่ไม่ได้ปรุงอะไรเลย เหมือนแค่เอาไปตุ้มมาแล้วก็เอามาหั่น ๆ วางบนจานและเสิร์ฟมาแค่นั้น ไม่เหมือนกับผักของร้านดี ๆ ที่มันจะแบบกินแล้วหวาน ๆ อร่อย ๆ นิ่ม ๆ สด ๆ อะไรแบบนั้น







อาหารจานสุดท้าย ปิดฉากลงได้อย่าง grand finale มากกับ Fire & Dine Wagyu Burger on Charcoal Bun (ไฟร์ แอนด์ ไดน์ แฮมเบอเกอร์เนื้อวากิว ขนมปังถ่าน - 320 บาท) คือเจ้าเบอร์เกอร์ดำนี่ผมเคยกินก่อนหน้านี้มาทีเดียวที่ร้าน Smith - สุขุมวิท 49 ซึ่งมื้อนั้นไม่ค่อยประทับใจเท่าไร แต่กับมื้อนี้นี่เรียกได้ว่าคนละเรื่อง หรือคนละโลกก็ว่าได้ครับ ทุกอย่างยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะตัว Bun ที่มาแบบนุ่ม ๆ ร้อน ๆ อร่อยโดยตัวมันเองโดยไม่ต้องไปกินกับอะไร | ตัว patty ที่แบบกินแล้วรู้เลยว่าใช้เนื้อวากิวจริง ใช้เนื้อดีจริง เพราะมันฉ่ำในปากมาก ๆ และยิ่งมีเบคอน กับชีสมาเพิ่มความอร่อย (อ่านว่าเพิ่มความอ้วน) เข้าไปอีก จานนี้เลยกลายเป็น Burger ที่ผมประทับใจมาก ๆ ในช่วงหลายเดือนมานี่เลย (ประทับใจกว่าที่ไปกินที่อเมริกามาเดือนที่แล้วทุกร้านเลยก็ว่าได้ครับ) แต่สิ่งนึงที่ยังไม่ค่อยโดดเด่นคือ Fries คือถ้าได้ fries เทพ ๆ แบบบางร้านที่ภูมิใจทำเป็น fries ขายจานละ 200 บาท++ อะไรแบบนั้น จานนี้จะเรียกได้ว่ามันคือนิพพานแห่งเบอร์เกอร์ก็เป็นได้เลยครับ

สรุป มื้อนี้กับร้าน Fire & Dine นี่ผมค่อนข้างประทับใจนะ อาหารทำมาได้ดีกว่าที่คิดทั้งเรื่องรสชาติ, หน้าตา และราคา | ตัวเครื่องดื่มก็แบบจะเยอะไปไหน จะหลากหลายไปไหน จะครบครันไปไหน และ cocktail ของร้านที่แบบดูจะภูมิใจเสนอก็ทำมาได้อร่อยจริงอะไรจริง เมื่อรวม ๆ ไปกับบรรยากาศและการบริการที่เกินจากค่า SD ของร้านส่วนใหญ่ในระดับนี้ (เกินมาทางด้านขวาของกราฟ) แล้วด้วย ร้านนี้ก็เลยไม่แปลกที่ทำไม วันที่ผมไปแม้จะเป็นวันจันทร์ ลูกค้าก็ยังคงคับคั่งมากกว่าร้านอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กันทุกร้าน เสียดายที่มื้อนี้อิ่มก่อนที่จะได้ลอง pizza เพราะทางร้านโฆษณาเอาไว้เหมือนกันว่า pizza ของทางร้านนั้นเด็ดจริงอะไรจริง อืม คงต้องไปจัดรอบ 2 ล่ะครับร้านนี้






--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Jin Mun Lo Chinese Bangkok Review

จินหม่านโลว ร้านอาหารจีน วงเวียน 22 เยาวราช อาหารทะเล

Jin Mun Lo - Chinese Restaurant at Yaowarat Bangkok




Overall Score  9/10
Taste   5/5
Ambiance  3.5/5
Service  4/5
Value   4.5/5

Jin Mun Lo - Chinese Restaurant on BumRes.com (For more menu and pictures)



สำหรับครอบครัวคนจีนในกรุงเทพแล้ว ผมว่าแต่ละบ้านก็จะมีร้านอาหารประจำ, ร้านอาหารลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแต่ที่บ้านมักจะไปกันบ่อย ๆ แนว ๆ นี้กันอยู่ ร้าน จินหม่านโหลว ในรีวิวฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นร้านอาหารจีนที่ชาตินี้ผมก็คงจะไม่ได้มากินถ้าเพื่อนผมไม่พามากิน ร้านนี้เพื่อนผมบอกว่าเป็นร้านประจำของพ่อเขาที่แบบพอนึกอะไรไม่ออก หรือไม่ก็ถ้าว่าง ๆ ก็จะมากินเสมอ ๆ เพราะว่าบ้านเพื่อนผมกับตัวร้านที่ตั้งอยู่บริเวณวงเวียน 22 ย่านที่แสนจะสับสนในเส้นทาง (สำหรับผม) แห่งนี้เป็นอะไรที่ใกล้กันมาก ๆ ซึ่งถ้าใกล้เฉย ๆ แต่ไม่อร่อย ก็คงใช่ที่ที่จะมากินอะไรกันบ่อย ๆ ร้านนี้เพื่อนผมถึงกับการันตีในความอร่อยก่อนจะมากินร้านนี้กันเลยทีเดียวล่ะ

ร้าน จินหม่านโหลว ก็เป็นร้านอาหารจีนแต้จิ๋ว ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เยาวราช แต่ก็ไม่ถึงกับใกล้นัก คนที่มากินอาหารจีนที่เยาวราชก็คงจะไม่มีเลยมากินร้านนี้กัน นั่นบวกกับทำเลของร้านที่แบบหาที่จอดรถยากมากมาย (ผมนึ่งตุ๊ก ๆ มาจากบ้านผม) ก็เลยยิ่งทวีความยากในการมากินร้านนี้เข้าไปอีกถ้าไม่ได้ตั้งใจมา ร้านนี้ก็เป็นร้านห้องแถวเดียว เป็นร้านที่ไม่หรูหรานัก บรรยากาศแบบร้านอาหารจีนห้องแถว ที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถึงกับร้านเหลา และเป็นร้านอาหารจีนที่แปลกเล็กน้อยตรงที่จะมีพักเบรคตอนบ่ายด้วย ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากการที่ร้านนี้บริหารจัดการกันแบบในครอบครัวก็ว่าได้ คือไม่ค่อยมีคน ไม่ค่อยมีพนักงานสักเท่าไร ก็เลยต้องเบรคเพื่อ recharge พลังกันสักเล็กน้อย






อาหารของทางร้าน จินหม่านโหลว นี้ก็เป็นอาหารจีน ๆ แบบที่เราคุ้นเคยกันครับ คือจะเป็นพวก seafood ต่าง ๆ เอามาทำโน่นทำนี่อย่างละ 5 - 10 อย่างโดยประมาณ ตอนเห็นเมนูของร้านนี้แอบตกใจว่า รายการอาหารจะยกไปมั้ย ทำกันไหวเหรอ , stock ตัววัตถุดิบกันอย่างไร กับร้านแบบบ้าน ๆ ร้านนี้ เพราะแบบรายการอาหารเค้ายกมากครับ เยอะระดับเดียวกันกับร้านเหลาทั้งหลายแหล่เลย แต่เนื่องด้วยความเป็นร้านที่ทื่อ ๆ (ไม่เหลา) ก็เลย มีข้อดีคือราคาอาหารค่อนข้างถูกเมื่อเทียบรายการอาาหรประเภทเดียวกันกับร้านอื่น ๆ มื้อนี้เนื่องจากผมไปกับเพื่อนแค่ 2 คน เลยสั่งอาหารกันได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไร (พยายามสั่งล่ะครับ แต่กลัวเหลือ) ก็เลยได้อาหารมาแค่ 5 อย่างเท่านั้น

อาหารอย่างแรกที่ได้เป็น ปลิงทะเลผัดขี้เมา (Stir-fried sea cucumber with chilli and basil - 600 บาท) จานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นกรรมวิธีการปรุงปลิงทะเลแบบที่ผมไม่เคยกินมาก่อนเลยในชีวิตก็ว่าได้ (เคยกินแต่ปลิงทะเลน้ำแดง) เหมือนผมจะเคยอ่านเจอมาว่าพวกอาหารดี ๆ ของจีนเค้าเนี่ย จะเป็นพวกวัตถุดิบที่ไร้รสชาติ ซึ่งมันจะเป็นการวัดฝีมือของคนทำว่าจะทำเจ้าพวกของไร้รสชาติเหล่านี้ให้อร่อยขึ้นมาได้แตกต่างมากน้อยกันขนาดไหน (รังนก, หูฉลาม, ปลิงทะเล) ซึ่งสำหรับจานนี้ก็เรียกได้ว่าคนปรุงสามารถทำให้รสชาติอันเผ็ดร้อนนั้นโดดเด่นอร่อยขึ้นมาได้จริง ๆ คือแบบปลิงยังคงเป็นพระเอกของจานอยู่ แต่ว่าแต่ละคำที่กินก็ได้ความเผ็ด ๆ เค็ม ๆ และความนุ่มของเนื้อปลิงมาพร้อม ๆ กัน อร่อยดีครับจานนี้







อาหารอย่างที่ 2 เป็น แฮกึ้นทอด (Deep fried shrimp nuggets - 120 บาท) อาหารอีกหนึ่งจานที่หลัง ๆ นี่มักจะสั่งเหมือนเป็นอาหารสิ้นคิดสำหรับผมเหลือเกิน หน้าตาของ แฮกึ๊น ของร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็มาแตกต่างจากที่เคย ๆ กินมาที่จะแบบแผ่นเรียว ๆ กว่านี้ใหญ่ ๆ กว่านี้ ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้เป็นตัวตัดสินรสชาติอาหารได้ในทุกครั้งไป ซึ่งจานนี้ก็เช่นกันครับ เป็นแฮกึ๊น ที่อร่อยพอตัวเลย มาแบบกรอบพอประมาณ เน้นความนุ่มของเนื้อในมากกว่า และแบบยัดเนื้อกุ้งมาเน้น ๆ กินไปแต่ละชิ้นแต่ละคำนี่ได้รสชาติกุ้งจริง ๆ

อาหารอย่างที่ 3 เป็น ข้าวผัดหยางโจว (Guan Zhao Fried Rice - 100 บาท) อีกหนึ่งข้าวผัดที่น่าจะสั่งบ่อยพอ ๆ กับข้าวผัดปู (สำหรับผมนะ) หลัง ๆ มานี่มักจะเจอข้าวผัดหยางโจวแบบ fail ๆ ข้าวไม่ผ่านบ้าน, ให้เครื่องน้อยบ้าง, รสชาติไม่ดีบ้าง แต่กับจานนี้ สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าผมไม่รู้จะไปติอะไรมันครับ ทุกอย่างมาแบบสมบูรณ์แบบทั้งข้าวที่ร่วน แห้ง กำลังดี, เครื่องที่ให้มาแทบจะเยอะพอ ๆ กับข้าว และรสชาติที่แบบ กลมกล่อมลงตัว กินแล้วตกใจ ข้าวผัดหยางโจวจานนี้น่าจะเป็นจานที่อร่อยที่สุดในรอบหลายเดือนของผมเลยล่ะ






อาหารคาวอย่างสุดท้ายนั้นเป็น ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว (Steamed san goby fish in soy sauce - 100 baht/100g - 500 บาท) ราคาปลาบู่ของร้าน จินหม่านโหลว นี่เรียกได้ว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับร้านอาหารจีนเหลา ๆ ทั้งหลายแหล่ที่เดี๋ยวนี้ขีดนึงจะเขยิบเข้าใกล้ 200 บาทเข้าไปทุกที (บางร้านเกินไปแล้ว) ซึ่งจริง ๆ เจ้าปลาบู่นี่มันไม่น่าจะเป็นปลาที่แพงอะไรเลยนะครับ เพราะมีอยู่ตามลุ่มแม่น้ำประเทศไทยทั้งภาคเหนือและภาคกลางแบบเรียกได้ว่าเกลื่อนมาก ๆ (ผมเคยไปกินที่เขื่อนแม่งัดเชียงใหม่ โลละ 300 บาทหรือไรเนี่ยแหละ ถูกจนสั่งมา 3 โล 4 ตัวอ่ะ) และด้วยความแพงของมันตามร้านอาหารจีนทั้งหลายในกรุงเทพ ช่วงหลัง ๆ ผมก็เลยมักจะไม่ค่อยได้กิน แต่พอเห็นราคาของร้านน้แล้วก็เลยรีบสั่งแต่โดยพลันครับ

ขนาดของปลาบู่ที่เหมาะสม เนื้อไม่เหนียว และตัวใหญ่กำลังดีสำหรับผมคือ 7-8 ขีด (เคยกินตัวละโลมา เหมือนมันแก่ไปแล้ว เนื้อเหนียวอ่ะครับ และถ้าเล็กกว่านี้ก็จะกลายเป็นมีเนื้อน้อยไป) ซึ่งปลาบู่ของร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็ตัวเล็กไปนิด แต่ด้วยกรรมวิธีการปรุง, ฝีมือการปรุงของคนครัวที่แบบทำมาได้สมบูรณ์แบบอีกแล้ว เจ้าปลาบู่ตัวน้อยนี้ก็เลยไม่เหลือซากเมื่อผ่านไปประมาณ 10 นาทีหลังจากถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะ ปลาสดมาก เนื้อนุ่ม น้ำซีอิ๊วอร่อย กลมกล่อม และให้มาเยอะ ซดเปล่า ๆ ก็ได้ หรือกินกับข้าวก็ดี ต้นหอมซอยที่ให้มาเยอะและซอยมาขนาดกำลังดี ทุกอย่างลงตัวเยี่ยมจริง ๆ

มื้อนี้ปิดท้ายด้วย แปะก๋วยร้อน (Sweet gingko nuts - 60 บาท) ผมมักจะเจอหลาย ๆ ร้านที่อาหารคาวมาเทพ แต่มาตกม้าตาย(ห่า) เอากับของหวาน ร้านจินหม่านโหลวนี่ก็เกือบจะเข้าข่ายครับ คือแปะก๊วยที่ได้มันยังไม่เทพเท่ากับอาหารคาวในมื้อนี้ที่กินมา คือมันธรรมดา ๆ ไปหมด ไม่ว่าจะเม็ดแปะก๊วยที่ไม่ได้ อวบอิ่ม เนื้อเต่ง กินแล้วไปเด้ง ๆ สู้ลิ้นในปาก และตัวน้ำที่แบบร้านเทพ ๆ ทำมาได้หวาน หอม อร่อยกว่านี้นะ





มื้อนี้ ค่าเสียหายรวม 1,460 บาท ไปกัน 2 คนอาจจะแพงไปนิด แต่เมื่อคิดถึงอาหารแพง 2 จานที่มีอยู่ในมื้อนี้ด้วย ก็น่าจะเรียกได้ว่าถูก, คุ้มแทนซะมากกว่า ร้าน จินหม่านโหลว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ไม่น่าจะมีคนรู้จักเท่าไรก่อนหน้านี้ ใครอ่าน ๆ รีวิวผมแล้วก็อยากให้ไปลองจริง ๆ ครับ อาหารเค้าอร่อย ราคาไม่แพงจริงอะไรจริง แต่ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าถ้าไม่ได้ไปเวลาคนน้อย ๆ แบบผม (ตอนผมไปมีผมอยู่โต๊ะเดียว) จะต้องรออาหารนานมั้ย และอุปสรรคอื่น ๆ อีกเช่น ที่จอดรถไม่มี, คนไม่คุ้นแถวนี้(แบบผม) ก็อาจจะหลง ๆ ทางได้ โอย อุปสรรคเยอะครับร้านนี้ผมว่า แต่เมื่อผ่านพ้นมันไปได้ เผลอ ๆ รางวัลที่รออยู่อาจจะทำให้คุณยอมฝ่าอุปสรรคเหล่านี้อีกหลายรอบเพื่อได้มันมาอีกครั้งก็เป็นได้นะครับ

ปล. วันอาทิตย์ เพื่อนผมบอกว่าร้านนี้คนเต็มทะลักเดือดไปถึงชั้น 2


--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Osaka Ohsho Thonglor Review

Osaka Ohsho - Osaka Japanese Restaurant at 55 Tower Thonglor Bangkok

โอซาก้า โอโช ร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารโอซาก้า ตึก 55 ทาวเวอร์ ทองหล่อ 




Overall Score  6.5/10
Taste   3/5
Ambiance  3/5
Service  3/5
Value   4/5

Osaka Ohsho - Japanese Restaurant on BumRes.com



ร้าน Osaka Ohsho แห่งนี้ผมไม่แน่ใจว่าเปิดใหม่ หรือว่าเปิดมานานสักเท่าไร เพราะพี่ผมเป็นคนไปเจอมาแล้วก็พาครอบครัวผมไปกินกัน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตึก 55 ตึกเก่าในคราบใหม่ บริเวณต้น ๆ ซอยทองหล่อครับ ร้านนี้ตอนแรกก่อนที่จะเห็นเมนู ก่อนที่จะมาถึงร้าน ก็นึกว่าจะมีอะไรพิเศษแตกต่างจากร้านอื่น ๆ เพราะเห็นตั้งชื่อว่า Osaka จ๋าขนาดนี้ (คือแอบคิดว่าน่าจะมีเมนูอาหารแปลก ๆ ต่างจากร้านอื่น ๆ ที่น่าจะเป็นอาหารคันโต) ซึ่งผมก็คงจะเลอะเทอะไปเองเพราะเอาจริง ๆ อาหารญี่ปุ่นแต่ละท้องถิ่นเท่าที่ไปมา มันก็ไม่ได้จะแตกต่างอะไรกันมากมาย เหมือนอาหารไทยเราสักเท่าไร มันแค่จะมีอาหารเด่น ๆ ของแต่ละท้องถิ่นที่ในภูมิภาคนั้นมีขายกันเยอะ ๆ หรือมีวัตถุดิบเยอะ ๆ ก็แค่นั้น

อาหารของร้าน Osaka Ohsho นี่ก็จะเป็นแนวอาหารญ๊่ปุ่นผสม ๆ กับอาหารจีนก็ไม่ผิดนักครับ แต่จะเป็นจีนที่กระเดียดไปทางญี่ปุ่นสักครึ่งค่อนตัวมากกว่า ไม่เหมือนกับร้าน Dalian @ 39 Boulevard ที่จะเป็นอาหารจีนกระเดียดมาทางญี่ปุ่นแทน อาหารก็จะมีพวกข้าวผัด, ราเมน, ของทอดกินเล่น แล้วก็มีอาหารชุดแบบไม่อลังการที่จะไปเรียกว่า Kaiseki อะไรแค่นี้เท่านั้น คืออาหารน้อยครับ และก็จะเป็นอาหารง่าย ๆ ราคาประหยัด แบบถ้าเทียบกับอาหารบ้านเราก็เป็นพวกร้านอาหารตามสั่งของญี่ปุ่น อารมณ์ประมาณนั้น

มื้อนี้อาหารจานแรกที่ได้เป็น Kakiage (ผักหลากชนิดชุบแป้งทอด) - 120 บาท หรือก็คือประมาณผักเทมปุระแค่นั้นเองครับ คือผมจำได้ว่าเคยกินเจ้าเมนูนี้มาก็หลายทีล่ะ ส่วนใหญ่ที่กินจะเป็นแบบทำทิ้งไว้แล้ว หายร้อนแล้ว หายกรอบแล้ว แทบจะทุกครั้ง แต่กับครั้งนี้ดีหน่อยตรงที่มาแบบร้อน ๆ กรอบ ๆ เพิ่งทำกันเสร็จใหม่ ๆ เลย ซึ่งก็มีดีแค่นี้จริง ๆ ครับ เพราะกินแล้วมันก็แค่ผักกับแป้งทอด แค่นั้น






อาหารอย่างที่ 2 เป็น Ohsho chuka soba (บะหมี่น้ำสูตรต้นตำรับปี 1972) - 150 บาท อันนี้ก็คือบะหมี่จีนก็ว่าได้ครับ ก็เป็นบะหมี่น้ำโชยุ กับเส้นราเมนเรียวเล็ก และก็หน่อไม้, ถั่วงอก และหมูชาชู เป็นราเมนธรรมด๊า ธรรมดา ตามชื่อ chuka soba ที่เป็นราเมนยุคเก่า ใช้วิธีการทำง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนปัจจุบัน รสชาติจานนี้ก็ราเมนโชยุอ่ะครับ หากินได้ทั่ว ๆ ไป ดีกว่าฮะจิบังหน่อย แต่ถ้าไม่คิดไรมาก กินฮะจิบังเผลอ ๆ ก็พอจะกล้อมแกล้มแทนกันได้ อาหารอย่างที่ 3 จริง ๆ เป็นเจ้าราเมนนี้เหมือนกัน แต่แค่สั่งเป็นชุดเลยมีอะไรเพิ่มเติมมาในชุดอีกเล็กน้อย ซึ่งก็คือชุด Osho chu soba set (ชุดบะหมี่น้ำสูตรต้นตำรับปี 1972) - 270 บาท สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือตัวข้าวผัด หรือ ชาฮั่ง และก็สลัด ทั้ง 2 อย่างนี้ก็สมชื่อครับ เป็นแค่ "ของแถม" จริง ๆ ข้าวผัดรสชาติบ้าน ๆ มาก รสชาติประหนึ่งว่ากินรองท้องแค่นั้น ส่วนสลัดก็ธรรมดา ๆ เหมือนมีมาให้กินเพิ่มกากในกระเพาะอาหารเช่นกัน








อาหารอย่างที่ 4 นั้นเป็น Freshy Set (หมูทงคัสสึชุบไข่จานร้อน + เต้าหู้ผสมไก่สับชุบแป้งทอด + บุกเส้นซอสเทมปุระเย็น + ผักโขมเย็นราดซอสมิโซะ + ข้าวสวยญี่ปุ่น + ซุปเต้าเจี้ยวใส่สาหร่าย)  - 360 บาท เซ็ทนี้เป็นอาหารหลักของผมเอง (อ่านว่า จานอื่น ๆ ดอยคนอื่นกินเอา)  พระเอกหลักของชุดอาหารของผมก็คือเจ้าหมูทอดนึ่งกับไข่ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แตกต่างจากที่เคย ๆ กินมากับพวก Katsudon ทั้งหลายเล็กน้อยครับ คือตัวหมูชุบแป้งทอดก็มาตรฐานดี หากินได้ทั่วไป แต่ไอ้ที่แปลกคือตัวไข่ครับ ไข่มันมาแบบเนียน ๆ เป็นแผ่นเดียวกันทั้งจาน และก็รสชาติมันแบบจืด ๆ กินแล้วให้ความรู้สึกถึงไข่ตุ๋นแบบที่แม่ผมชอบทำให้กินตอนเด็ก ๆ หรือไม่ก็ไข่ตุ๋นตามร้านตามสั่งทั่วไป คือมันไม่ใช่ไข่รสชาติและหน้าตาที่จะมากับหมูชุบแป้งทอดแบบทุกที่ที่ผมเคยเจอครับ ซึ่งก็แปลกดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้รสชาติดีอะไรขึ้นมานัก ส่วนพวก sidedish อื่น ๆ ก็ตามชื่ออีกเช่นกันครับ เอาวางไว้ข้าง ๆ ไม่ต้องกินก็ได้ หรือจะกินเพื่อให้อิ่มท้องก็ดี ไม่ค่อยประทับใจครับ

อาหารจานสุดท้ายนั้นได้เป็นอาหารที่ควรจะมาจานแรกกับ Gyoza - 100 บาท ผมไม่แน่ใจว่าเกี๊ยวซ่านี่มันดังที่ Osaka หรือว่ามีขายกันเยอะรึเปล่า แต่ทำไมความรู้สึกว่าพอนึกถึง Osaka ก็จะนึกถึง Takoyaki กับ Gyoza ก็ไม่รู้ครับ ก็เจ้าเกี๊ยวซ่านี่ก็น่าจะเรียกได้ว่าดีกว่าเกี๊ยวซ่าร้านส่วนใหญ่ที่กินมาช่วงหลัง ๆ ล่ะครับ กรอบนอก เนื้อหมูฉ่ำ ๆ แฉะมาข้างใน อร่อยดี




สรุปมื้อนี้ ค่าเสียหายรวม 1,177 บาท ร้าน Osaka Ohsho - 55 Tower นี่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมติดใจสักเท่าไรเลยครับ ไม่ว่าจะอาหารที่บ้าน ๆ เหลือเกิน ทั้งรสชาติ, ความแปลกใหม่ หรือราคา (ไม่ได้แปลว่าถูกครับ แปลว่าราคาเท่า ๆ ร้านญี่ปุ่นกลาง ๆ ร้านอื่น) , บรรยากาศร้านหรือการบริการ (ที่จริง ๆ ตกหล่นไปนิดด้วยซ้ำ) แต่แบบถ้าใครมาทองหล่อ อยากกินอาหารญี่ปุ่นที่มีกลิ่นอายจีนนิด ๆ ในบรรยากาศร้านที่ดูดีกว่าพวกร้านลูกครึ่งจีน - ญี่ปุ่น แบบนี้หน่อยละก็ ร้าน Osaka Ohsho นี่ก็น่าจะตอบโจทย์ได้อยู่เหมือนกันนะ


--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...