BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2
Showing posts with label Japanese Restaurants. Show all posts
Showing posts with label Japanese Restaurants. Show all posts

Monday, March 24, 2014

Mio Sushi Bangkok Review

Mio Sushi - ร้านอาหารญี่ปุ่น โรล ซูชิ เกษตร-นวมินทร์ Festival Walk



Overall Score  8/10
Taste   4/5
Ambiance  3/5
Service  3.5/5
Value   4/5

Mio Sushi - Japanese Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)



ร้าน Mio Sushi House ณ community mall ย่านเกษตร-นวมินทร์นามว่า Festival Walk นั้นชื่อร้านมาจากคำว่า Maki Inspiring Option หรือ แรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ Maki ในรูปแบบต่าง ๆ และเพิ่มความหลากหลายให้กับลูกค้านั่นเอง ร้านนี้บอกตรง ๆ ว่าตัวผมเองควรจะสังเกตเห็นหลายทีล่ะเพราะมา festival walk นี่ก็บ่อย ขับเส้นประเสริฐมนูกิจนี่ก็หลายครั้ง ทั้ง ๆ ที่ร้าน Mio Sushi House แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าแท้ ๆ แต่กลับทำไมไม่เคยเห็นก็ไม่รู้ทั้ง ๆ ที่ร้านนี้เองก็เปิดมาได้เกือบ ๆ ปีนึงแล้ว

บรรยากาศของร้านนี้ก็จะเป็นร้านเล็ก ๆ บรรยากาศสบาย ๆ มีที่นั่งอยู่ไม่มากนัก รองรับลูกค้าได้พร้อม ๆ กันแค่ประมาณ 20 คน (โดยประมาณ) แค่นั้น ซึ่งสาเหตุหลักนั้นมาจากการที่คนครัวของร้านนี้จะมีแค่ 2 คนคือเชฟ + เชฟผู้ช่วยเท่านั้น ซึ่งอาหารแนว maki/roll นั้นอย่างที่รู้ ๆ กันว่าต้องใช้เวลาในการประดิษฐ์ค่อนข้างนานถ้าเกิดว่าโต๊ะเยอะไปก็จะทำไม่ทันกันได้ง่าย ๆ เลย (ผมเคยหงุดหงิดเรื่องรอ roll นี่มาหลายร้านล่ะครับ จำได้เลย)






อาหารของร้าน Mio Sushi House แห่งนี้แม้ว่าชื่อร้านจะฟังดูว่าเป็นร้าน Sushi แต่เอาจริง ๆ แล้วอาหารของร้านนี้จะเน้นไปที่ roll ซะมากกว่าเนื่องจากว่าเชฟของร้านนี้เคยเป็นพ่อครัวอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ Chicago อยู่หลายปีและหลายร้านสั่งสมประสบการณ์มานานก่อนที่จะกลับมาเปิดร้านอาหารของตัวเองที่ไทย ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นที่อเมริกานั้น 90% จะเป็นร้านอาหารที่เน้น roll เป็นหลักเนื่องจากว่าคนอเมริกาไม่สามารถกินของดิบ หรืออะไรได้เหมือนคนไทย, คนญี่ปุ่นนัก เนื่องด้วยเหตุนี้เชฟของทางร้านนี้เลยถนัดไปที่ roll มากกว่า

signature roll ของทางร้านมีให้เลือกเยอะมากประมาณ 20 อย่าง เป็น roll ที่ทางเชฟของร้านคิดขึ้นมาใหม่(เกือบ)หมดเพื่อให้สอดคล้องกับคนไทยและวัตถุดิบที่หาได้ในไทย ราคา roll ของที่นี่ก็ราคาไม่ค่อยแพงครับอยู่ที่ 200 - 300 บาทโดยประมาณ ส่วนอาหารอย่างอื่นก็มีให้เลือกอยู่พอสมควร sushi, maki, sashimi มีให้เลือกมาอีกพอสมควรสำหรับใครที่อยากจะกินอะไรอย่างอื่นนอกจาก roll บ้าง

Festival Walk (กุ้งเทมปุระ, ครีมชีส, อโวคาโด, ไข่กุ้ง, ซอสพริกสูตรพิเศษ, หอมซอย, เกล็ดเทมปุระและซอสสูตรพิเศษ - 250 บาท) : เป็น roll ที่โรยมาด้วยเกล็ดเทมปุระส่วนไส้ในนั้นจะเป็น avocado, ไข่กุ้ง และกุ้งเทมปุระที่ยัดรวม ๆ กันมา โรลรสชาติดีครับ ตอนแรกแอบนึกว่ามันจะแห้ง ๆ รึเปล่าแต่พอกินเข้าไปคำแรกแล้ว ซอสที่ให้มานิดหน่อยกับไส้ในของ roll ก็เพียงพอที่จะทำให้ roll แต่ละคำชุ่มฉ่ำและรสชาติดีได้ล่ะครับ







Salmon Sashimi (4 ชิ้น 160 บาท) : เป็น Salmon sashimi แบบมาตรฐาน นี่แหละแต่ทางเชฟเสิร์ฟมาสวย ๆ หน่อยเป็นคล้าย ๆ ช่อดอกไม้ แซลมอนก็สดดีครับ มาแปลกกว่าที่อื่นหน่อยตรงที่จะไม่ได้ให้หัวไชเท้าขาวมาแต่จะให้บีทรูทมาแทนรสชาติก็ไม่ต่างจากหัวไชเท้าขาวมากนักครับแต่มันสวยดี ส่วนตัวแซลมอนก็สดดีครับ

Crispy Salmon (150 บาท) : เป็นข้าวปั้นที่ยัดไส้มาด้วย avocado, ครีมซอสและแซลมอน ห่อสาหร่ายมาแล้วเอาไปชุบแป้งทอดและโรยมาด้วยผงแป้งเทมปุระอีกที จานนี้ก็คล้าย ๆ จาน Festival Walk จานแรกนะครับแต่คือผิวสัมผัสจะต่างกันนิดนึง ไส้ในนุ่มกว่าส่วนด้านนอกกรอบกว่า ก็อร่อยไปอีกแบบ







Hamachi Nigiri (120 บาท) : ได้ฮามาจิส่วนท้องมา เนื้อแอบเด้ง ๆ กว่าส่วนหลังพอสมควรก็เป็นซูชิหน้าฮามาจิที่ได้ texture แปลกดี

Forget Me Not (350 บาท) : จานนี้ทางร้านเขียนคำบรรยายเอาไว้แบบนี้ "สัมผัสนุ่มละมุนของแซลมอนชิ้นอวบที่วางไว้บนมากิทอดกรอบไส้ปูอัดครีมชีสรสกลมกล่อมและความกรอบสดชื่นของแตงกวา เพิ่มรสเปรี้ยวแซ่บเผ็ดซ๋าของสไปซี่ทูน่าด้านบนและแฝงรสหวานชื่นภายใน เพื่อเตือนความทรงจำไว้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร รักเราก็ยังจะมีความหวานเสมอ ดังนั้นอย่าลืมกันนะ" ซึ่งจากที่ผมกินก็ตามนั้นเลยครับ อร่อยดี มากิทอดกรอบด้านล่าง + แซลมอนชิ้นใหญ่ ๆ ด้านบนที่ sear มาเล็กน้อย + ซอสรสเผ็ด + แตงกวาฉ่ำ ๆ กินแล้วแบบโอ้โห หลายหายรสชาติเหลือเกิน แต่รสโดยรวมออกมาดีนะครับ กินเพลินมาก






สรุป ร้าน Mio Sushi House - ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านเล็ก ๆ เน้น Roll ในย่านเกษตรนวมินทร์แห่งนี้ก็เป็นร้านที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองค่อนข้างมากเลย signature dishes ของทางร้านไม่ซ้ำใครและราคายังไม่แพงอีกต่างหาก ใครอยากหา roll อร่อย ๆ ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ของเชฟที่เคยฝึกปรือฝีมืออยู่ที่อเมริกาอยู๋นาน ได้กิน roll แท้ ๆ จากต้นตำรับ (roll ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นนะ มันคืออาหารอเมริกัน) ก็มาจัดกันได้เลยครับกับร้าน Mio Sushi House แห่งนี้ นี่เองงงง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Sunday, March 23, 2014

Mekiki No Ginji K-Village Review

Mekiki No Ginji - K-Village ร้านอาหารญี่ปุ่น Review



Overall Score  8/10
Taste   4/5
Ambiance  4.5/5
Service  4/5
Value   4.5/5

Mekiki No Ginji - Japanese Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)


Mekiki No Ginji เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ในห้าง K-Village ร้านนี้รู้สึกว่าะจเปิดมาได้ประมาณครึ่งปีโดยประมาณ เปิดแทนที่ร้าน Kuu เดิมและตั้งอยู่ติดกับร้าน Wine Connection เลย ร้านนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ Okinawa เกาะตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ลักษณะเด่นของร้านนี้คือจะตกแต่งร้านด้วยถังปลาเริ่มกันตั้งแต่ถังปลาขนาดใหญ่ด้านหน้าร้านที่เป็นที่ของตกแต่งและเป็นที่นั่งเก๋ ๆ ด้วย , ที่นั่งด้านในที่จะมีถังปลาขนาดเล็กลงมาที่เป็นทั้งของตกแต่งและที่นั่งแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวในตัวเอง , ที่นั่งของทางร้านมีทั้งส่วน open-air ที่จะวางโต๊ะเหมือนอยู่ในสวน, อยู่ริมชายหาดญี่ปุ่น และที่นั่งด้านในที่จะมีทั้งส่วน bar ที่จะเป็นที่นั่งในลักษณะ Robatayaki กลาย ๆ และมีแบ่งเป็นชั้น 1 และชั้น 2 อย่างลงตัว บรรยากาศของร้านนี้จะคล้าย ๆ ร้านในเครือญาติที่ตั้งอยู่ที่ Asiatique นามว่า Ibushi Ginjiro พอสมควร แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยแต่ภาพรวมเหมือนกันมากครับ บอกตรง ๆ ว่าผมชอบบรรยากาศของร้านนี้มากครับ ถ่ายรูปกันมันส์มือ, นั่งมองร้านเพลินตามาก







อาหารของร้าน Mekiki No Ginji แห่งนี้จะเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบหลากหลายผสมผสาน โดดเด่นที่การนำวัตถุดิบท้องถิ่นชื่อดังของเมืองต่าง ๆ / ย่านต่าง ๆ มาประกอบรวมร่างเป็นเมนูของร้านอย่างลงตัว เมนูอาหารมีตั้งแต่เหนือสุด Hokkaido ไปจนถึงล่างสุด Okinawa วัตถุดิบตัวไหนที่ย่านไหนเด่น วัตถุดิบตัวไหนที่ภูมิภาคนั้นโด่งดัง ร้าน Mekiki No Ginji แห่งนี้ก็ยกมาให้เราเลือกสรรกันค่อนข้างจะครบ และนอกจากเมนูปกติของทางร้านที่มีให้เลือกกันค่อนข้างหลากหลายแล้ว ทางร้านยังมีเมนูพิเศษประจำวัน, เมนูพิเศษประจำเทศกาลด้วย อย่างตอนที่ผมไปก็จะมีเทศกาลปูขนจากฮอกไกโด ในราคาที่แบบประหยัดกว่าร้านอื่น ๆ ที่ผมเคยเจอมา ให้เลือกเอาปูขนไปทำอะไรกันได้หลายอย่างเลย

อ้อ ร้านนี้ทางร้านเค้าฝากเตือนมาครับว่าถ้าจะไปรับประทานแนะนำว่าให้จองโต๊ะกันล่วงหน้าก่อนเพราะว่าลูกค้าค่อนข้างจะเต็มทุกวัน ซึ่งสาเหตุที่เต็มนั้นผมเดาได้ไม่ยากครับ อย่างแรกเลยคืออาหารของร้านนี้ไม่ค่อยแพงนักและก็มีอาหารแปลก ๆ หลายตัวที่ไม่เหมือนร้านอื่นทำให้ลูกค้าที่มากินสามารถเลือกสั่งได้แบบไม่ซ้ำซากจำเจ ส่วนอย่างที่สองก็คงเป็นเรื่อง Happy Hour ของทางร้านที่สามารถสั่งเบียร์สด, highball และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางแก้วในราคาแก้วที่ 2 แค่ 50 บาทเท่านั้น (แก้วแรก 120 บาท) และเมื่อบวกกับบรรยากาศร้านที่โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยก็ไม่น่าแปลกล่ะเนอะที่ร้านนี้จะเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าในระยะเวลาไม่นาน

Mekiki No Goten Oke Mori Sashi - 299 บาท : ซาซิมิจานนี้โดดเด่นหลายอย่างครับ อย่างแรกคือราคา ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ว่า 299 บาทจะได้ซาซิมิที่อลังการขนาดนี้ อย่างที่สองก็เรื่องความอลังการนี่แหละครับ เสิร์ฟมาได้แบบสวยงามโอเว่อร์มากยังกะซาซิมิราคา 2,000 - 3,000 บาทก็ไม่ปาน ส่วนปลา/seafood ที่ใส่มาในชุดนี้ก็จะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบในแต่ละวันอย่างวันที่ผมไปก็จะเป็นกุ้งหวาน (amaebi), แซลมอน, Hamachi, ปลาเนื้อขาวที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรน่าจะเป็นปลากะพง (suzuki) จานนี้ทางร้านบอกว่าทุกโต๊ะที่มาต้องสั่งกันหมด อืม ผมก็ว่างั้นสั่งกันคนละเซ็ทกินเป็น appetizer ได้สบาย ๆ เลย









หอยนางรมกับผักโขมราดซอสหอยเม่นเสิร์ฟกระทะร้อน (Kaki uni sauce yaki - 199 บาท) : หอยนางรมขนาดกลาง ๆ ที่นำไปย่างมาแล้ววางโปะลงมาบนกผักกวางตุ้งที่ต้มมาจนนุ่ม ทั้งหมดนี้มีการราดซอสไข่หอยเม่นลงมาจนท่วม ทำให้แต่ละคำที่กินเข้าไปนี่มีหลายรสชาติหลาย texture มาก ทั้งความหอมของซอส, ความนุ่มและแตกในปากของหอยนางรม โดยมีผักกวางตุ้งมาช่วยเพิ่มความกรุบกรอบให้กับจาน

Aburi salmon press sushi (Salmon oshi sushi - 249 บาท) : แซลมอนซูชิแบบบีบอัด ใช้เครื่องกดให้ออกมาเป็นรูปซูชิ แบบที่บ้านเราไม่ค่อยจะมีขายแบบนี้กันสักเท่าไร ตัวผมเองเคยกิน oshi sushi มาบ้างส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบ รู้สึกว่ามันไม่อร่อยเท่าแบบปั้นมือหรือ nigiri sushi สักเท่าไร แต่คือของร้าน Mekiki No Ginji แห่งนี้ทำมาได้อร่อยกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากเลย ข้าวนุ่ม, ปลาแซลมอนนุ่มมัน เพิ่มความอร่อยด้วยมายองเนสที่ราดลงมา คือแบบแต่ละคำที่กินนี่ค่อนข้างใหญ่ครับแต่ด้วยความนุ่มไปหมดนี่แหละเลยทำให้กินได้ง่ายดีแท้









เนื้อวากิวสุกี้ยากี้ (Wagyu Sukiyaki - 499 บาท) (เมนูพิเศษเฉพาะ วันจันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) : ก็เป็นสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่นมาตรฐานครับ จัดเซ็ทมาสวย ๆ ให้น่ากินกว่าปกติหน่อย เราสามารถทำเองก็ได้หรือจะให้พนักงานทำให้ก็ได้ จานนี้ค่อนข้างธรรมดาไม่ค่อยต่างจากร้านอื้นมากนักในเรื่องเนื้อวากิวหรือเครื่องสุกี้ยากี้ แต่สิ่งที่แบบโดดเด่นเลยก็คือตัวน้ำสุกี้ยากี้ครับ พวกผม 3 คนเห็นตรงกันว่าเป็นน้ำสุกี้ที่อร่อยมาก ๆ one of the best ของพวกผมเลย

สรุป ร้าน Mekiki No Ginji แห่งนี้ผมรู้สึกว่าทางร้านทำการบ้านมาดีมากครับ ทั้งความหลากหลายของอาหาร, promotion ดึงดูดลูกค้า, บรรยากาศของร้านที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่แปลกเลยจริง ๆ ที่ทำไมร้านนี้ถึงประสบความสำเร็จได้นะระยะเวลาอันสั้น ใครอยากจะมาลองอาหารญี่ปุ่นราคาไม่แพง แต่พกความแปลกไม่เหมือนใครมาเต็มกระบี่ ก็มาจัดกันได้เลยครับ แต่อย่าลืมว่า จองโต๊ะกันมาก่อนนะครับ



--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Saturday, March 22, 2014

Kisara - Conrad Bangkok Review

Kisara - Japanese Restaurant at Conrad Bangkok Hotel Review



Overall Score  9/10
Taste   4.5/5
Ambiance  5/5
Service  5/5
Value   4/5

Kisara - Japanese Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)








Kisara เป็นชื่อห้องอาหารญี่ปุ่นของโรงแรม Conrad ที่เพิ่งจะเปลี่ยนชื่อนี้มาได้ไม่นาน (หรือนานแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมมากินตอนก่อนเปลี่ยนชื่อนั้นคือประมาณ 3 ปีที่แล้ว)  แต่ก่อนนั้นร้านนี้จะใช้ชื่อว่า ดื่มชารับประทานข้าว เอ๊ย "Drinking Tea Eating Rice" แต่เนื่องจากชื่อร้านยาวไปและไม่ค่อยบ่งบอกความเป็นญี่ปุ่นสักเท่าไรก็เลยมีการปรับเปลี่ยนชื่อมาเป็น "Kisara" แทน (น่าจะแปลว่าจานไม้นะครับไม่แน่ใจเหมือนกัน)

แม้ว่าชื่อร้านจะเปลี่ยนไปแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปหลายปีแต่หลาย ๆ อย่างของร้านนี้จากที่ผมรู้จักและได้มาสัมผัสเมื่อ 3 ปีก่อนกับเมื่ออาทิตย์ก่อนที่เพิ่งไปมานั้นก็แทบจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปเลย ห้องอาหารยังคงสวยงามเป็นสไตล์ญี่ปุ่นแบบเคร่งขรึมเช่นเคย ลูกค้าสามารถเลือกนั่งในห้องส่วนตัวที่จะตั้งชื่อเป็นชื่อญี่ปุ่นเก๋ ๆ ด้วยตัวอักษรคันจิตัวดียว, นั่งที่ teppanyaki counter เพื่อดูเชฟชาวญี่ปุ่นโชว์ลีลาการปรุงอาหารจานกระทะร้อนให้เรากันสด ๆ , นั่งที่ sushi bar เพื่อเลือกชี้ปลาที่เราอยากกินหรือสอบถามเชฟว่ามีปลาอะไรสด ๆ บ้างในวันนั้นเพื่อที่จะได้กิน sushi ที่อร่อยที่สุดได้ หรือจะเป็นที่นั่งธรรมดาที่จัดวางโต๊ะเอาไว้อย่างค่อนข้างจะ privacy สูงได้ด้วยเช่นเดียวกัน






เชฟของทางร้านนี้จะมี key chef อยู่ 2 คน คนแรกจะเป็นเชฟหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่จะดูอาหารโดยรวมของร้านและก็จะเน้นไปท่การทำ roll, sushi เป็นหลักส่วนอีก 1 เชฟนั้นจะเป็นเชฟสาวจากแดนอาทิตย์อุทัยที่จะดูแลด้าน teppanyaki เป็นหลัก คือพูดง่าย ๆ ก็คือร้าน Kisara - Conrad Bangkok แห่งนี้เค้าค่อนข้างให้ความพิถีพิถันกับตัวอาหารนั่นเองเลยต้องมีการจ้างเชฟมากฝีมือจากญี่ปุ่นมาดูแลโดยเฉพาะ (เชฟพูดอังกฤษได้ค่อนข้างดีครับ ชวนคุย ถามไถ่อะไรกันได้เต็มที่)

อาหารของทางร้านนี้ก็จะมีค่อนข้างครบครัน ไม่ค่อยเหมือนห้องอาหารญี่ปุ่นตามโรงแรม 5 ดาวส่วนใหญ่ที่ผมเจอมาที่จะมี selection ให้เลือกน้อยกว่านี้ค่อนข้างเยอะ อาหารของทางร้านนี้สามารถแบ่งได้เป็น lunch set ที่มีให้เลือกมากมาย เยอะสูสีกับเมนู a la carte ก็ไม่ปาน , teppanyaki หรือกระทะร้อน ที่เราสามารถกินแบบ a la carte ก็ได้หรือจะกินแบบ course ที่ทางเชฟสาวชาวญี่ปุ่นจัดเอาไว้ให้แล้วเรียบร้อย , Sushi ที่จะมีทั้งแบบ a la carte , set หรือแบบ all-you-can-eat ที่จะมีเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ (ไว้จะมารีวิวให้ชมกันครับ เมื่อ 3 ปีก่อนที่ผมมาที่นี่ก็มากินแบบนี้นี่แหละ) และก็อาหารญี่ปุุ่นทั่ว ๆ ไปทั้งแบบ set และ a la carte






สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างตกใจเมื่อดูเมนูอาหารของร้าน Kisara แห่งนี้ก็คือ "ราคา" ครับ ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างถูกกว่าที่ผมคิดเอาไว้ สูสีกับพวกร้านอาหารญี่ปุ่น premium หรือเกือบ ๆ premium ทั้งหลายในกรุงเทพฯ ที่ผุดตัวกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ดอยู่ในตอนนี้ คือเมื่อเทียบกับห้องอาหารญี่ปุ่น 5 ดาวที่อื่นแล้ว ราคาของที่นี่ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่ามากเลย โดยเฉพาะตัว set lunch (ไม่แน่ใจว่าทางโรงแรม Conrad มีบัตรของโรงแรมเองที่จะใช้ลดค่าอาหารอีกด้วยมั้ยนะ ถ้ามีนี่ก็ยิ่งถูกเข้าไปใหญ่) ซึ่งเมื่อราคาเท่า ๆ กับร้านนอกโรงแรมแต่ได้การบริการระดับโรงแรม 5 ดาว, บรรยากาศอันสุดแสนจะ คลาสสิคแบบเคร่งขรึมแบบนี้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มกว่าไปกินนอกโรงแรมเยอะเลยเนอะ (ซึ่งลูกค้าของร้าน ณ วันที่ผมไปก็คงเห็นด้วย วันที่ผมไปนี่มีลูกค้ามาทานมื้อเที่ยงกันค่อนข้างเยอะ occupy สัก 70% ได้ถือว่าเยอะมาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมที่อื่นที่ผมเคยไปมา)

อาหารในมื้อนี้ก็ขอแบ่งการรีวิวเป็น set lunch 3 อย่างและก็ a la carte ละกันนะครับจะได้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ (set lunch ให้บริการ 11.30 - 14.30 น.ทุกวัน)

Unagi Hitsumabushi Gohan Set (Sliced grilled eel, egg omelet and oba leaves topped with steam rice assorted sashimi, salad egg custard, miso soup, pickles and dessert - 680 บาท) (set lunch) เลือก  sashimi/tempura : Hitsumabushi (櫃まぶし) คือชื่อเรียกของข้าวหน้าปลาไหลที่หั่นมาเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็ก ๆ และจะมีขั้นตอนการกินเป็น 3 step แตกต่างจาก ข้าวหน้าปลาไหลปกติ (Unadon) คือ step แรกเราจะกินในชามปกตินี่แหละ , step 2 จะกินกับ condiment ที่ให้มาด้วยกัน, step 3 จะกินเหมือนกับ step 2 แต่จะเพิ่มการราดน้ำชาลงไป ส่วน step 4 ก็จะกินตาม 1 ใน 3 แบบที่เราชอบที่สุด วิธีการกินข้าวหน้าปลาไหลแบบนี้มีต้นกำเนิดมาจาก Nagoya และหากินได้ค่อนข้างยากในบ้านเรา ก็เป็นวิธีที่ทำให้เราได้รสชาติความหลากหลายของข้าวหน้าปลาไหลดีนะครับ











Matsuzaka Beef Tataki Set (Seared Matsuzaka beef with ponzu sauce assorted sashimi, salad, egg custard, steamed rice, miso soup, pickles and dessert - 2,250 บาท) : เนื้อมัตซึซากะที่นำไป sear ที่ผิวนอกมาพอให้เกรียมเล็กน้อยแต่ด้านในยังคง rare อยู่นำไปแล่มาบาง ๆ ตามสไตล์ tataki แล้วก็เสิร์ฟมาพร้อมกับกระเทียม, หัวไชเท้า และน้ำซอสเปรี้ยวนิด ๆ เนื้อมัตสึซากะนั้นแน่นอนว่าอร่อย้ดวยตัวมันเองอยู่แล้ว กินเปล่า ๆ ก็อร่อย หรืออยากจะเปลี่ยนรสชาติด้วยเครื่องเคียงที่ทางร้านให้มาด้วยก็อร่อยเช่นเดียวกันครับ






Sushi Zanmai Set (Chef's selection of sushi sashimi and sushi roll, salad, egg custard, miso soup and dessert - 900 บาท) & udon/soba : จานนี้ก้จะเป็น assort sushi & sashimi หรือรวมมิตร ซูชิกับปลาดิบอย่างย่อม ๆ ครับ เนื้อปลาที่ได้ไม่ได้เป็นปลาที่พิเศษ แปลกประหลาดอะไรมาก มี hamachi, akami, salmon, unagi, ebi, suzuki และก็ salmon skin roll ทั้งหมดนี้ก็โอเคครับสดกำลังดี ปั้นมาขนาดพอดีคำ set นี้เสิร์ฟมาพร้อมกับอุด้งร้อน ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนรสชาติไปมาได้จากเย็น ๆ มาเป็นร้อน ๆ สลับไปสลับมม

ทั้ง 3 set ที่สั่งไปจะมี ไข่ตุ๋น, ข้าวสวย หรือสลัดมาให้ พวก side dish พวกนี้ใช้ของคุณภาพดีมากครับช่วยทำให้ main หลักของ set อร่อยขึ้นแบบชัดเจนเลย

a la carte ในมื้อนี้

Shirao Karaage (Crispy Japanese ice fish - 370 บาท): อาหารทานเล่นระหว่างรอจานอื่น ทางร้าน Kisara ทอดปลาเงินมาแบบเป็นสไตล์เทมปุระ คือกรอบนิดเดียวกินเข้าไปแล้วความกรอบแทบจะหายไปอย่างรวดเร็วเหลือแต่ความนุ่มและรสชาติเค็มนำจากเกลือ จานนี้กินกันได้เพลิน ๆ เลยครับ ถ้ามีเป็นกะละมังก็คงจะกินกันได้หมดกะละมังประมาณนั้นเลย







Kaizo Salad (Garden vegetable and seaweed salad - 300 บาท) : สลัดหลากสีที่แบบสีสันจัดจ้านมาก ๆ ทั้งตัวน้ำจิ้มเองที่มีให้เลือกถึง 5 ชนิด คือ wasabi, cocktail, miso, น้ำมันงา, ส้ม yuzu และตัวผักที่แบบใช้ผักที่สีสันสดใสและจัดเรียงมาแบบสดใสมาก ๆ เช่นเดียวกัน น้ำสลัดค่อนข้างจะหลากหลายรสชาติดี ตัวผักก็สดอร่อยดี เป็นสลัดที่แปลก แหวกแนวไม่เหมือนใครทำให้ตื่นตื่นตื่นใจได้ดีครับ

Gindara Teriyaki (Grilled black cod with choice of salt grill, teriyaki - 680 บาท): จานนี้อร่อยมาก เนื้อปลา gindara (ปลาหิมะ) fillet ชิ้นใหญ่ หนา มาแบบชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสเทอริยากิรสชาติดีที่อาบชะโลมเนื้อปลาจนทั่ว เนื้อปลาชิ้นหนาแต่ละคำที่กินก็เลยได้ความนุ่มละมุนที่ไปละลายในปาก โอย อร่อยจริง ๆ ไม่ได้กินปลาหิมะย่างราดซอสอร่อยแบบนี้นานล่ะครับ








Dragon Roll (Grilled eel and cucumber roll covered with avocado - 380 บาท): roll ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในบ้านเรา (หรือทั่วโลกรึเปล่าด้วยก็ไม่รู้) ร้าน Kisara แห่งนี้ทำมาพอดีคำดีครับ แต่ละคำที่กินนี่คือนุ่มไปหมด, ซอสที่ราดมาก็หวานกำลังดี ปั้นมาขนาดพอดี ๆ คำกินง่าย กินคล่องมากเลยจานนี้

Salmon Skin Roll (salmon and crispy salmon skin roll - 320 บาท) : เป็น roll ที่ใช้ไข่กุ้งเคลือบผิวนอกส่วนไส้ในจะเป็นเนื้อปลาแซลมอนกับหนังปลาแซลมอน จานนี้รู้สึกว่าหลาย ๆ ร้านก็มีขายเช่นเดียวกัน รสชาติจะค่อนข้างหลากหลายในแต่ละคำที่กินเข้าไป ได้ความมันแบบกรุบ ๆ จากไข่กุ้ง, ความกรอบจากหนังปลาและความมันแบบนุ่ม ๆ จากเนื้อปลาแซลมอน ผสมผสานกันอย่างลงตัว




Matcha Cream Brulee (Green tea cream brulee - 160 บาท) : เป็นเครมบรูเล่ที่พิเศษกว่าที่อื่นดีครับมาเป็นรสชาเขียว อร่อยไปอีกแบบ หวานน้อยกว่าเครมบรูเล่ปกติ แต่ก็อร่อยดี








Matcha Ice Cream (160 บาท): อร่อย เข้มข้น รสชาติชาเขียวแบบเน้น ๆ กินแล้วฟินดีครับ

สรุป มื้ออาหารญี่ปุ่นแบบจัดหนักที่ห้องอาหารญี่ปุ่น Kisara - Conrad Bangkok แห่งนี้ค่อนข้างประทับใจเลยล่ะครับ อาหารรสชาติดี จัดเสิร์ฟกันมาอย่างสวยงามมีสไตล์, บรรยากาศร้านเคลิบเคลิ้มชวนฝันเหมาะแก่การมานั่งสวีทหรือมาเลี้ยงรับรองหรือมานั่งชิลคนเดียวก็ได้ และยิ่งบวกกับราคาอาหารที่ถูกว่าคุ้มค่าเกินตัวแบบนี้แล้ว โอว ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมวันที่ผมไปลูกค้าถึงเกือบเต็มร้าน ใครที่ทำงานอยู่ตึก All Seasons Place หรืออยู่แถว ๆ ถนนวิทยุนี้ ถ้าเบื่อ ๆ กับอาหารเที่ยงที่กินกันอยู่ทุกวันก็มาลองอาหารญี่ปุ่นดี ๆ สักมื้อดูก็ได้นะครับ เผลอ ๆ ราคาอาจจะแพงกว่านิดเดียวแต่ได้ความอร่อย ความสบายใจ ความ refresh ในการไปทำงานต่อมากกว่าเดิมเยอะก็เป็นได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...