BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2
Showing posts with label Need Translation. Show all posts
Showing posts with label Need Translation. Show all posts

Monday, June 17, 2013

Sousaku Bangkok Review

Sousaku - Fusion Sushi Bar - Ari Soi 2

ซูซาคุ ร้านซูชิ ซาซิมิ อารีย์ ซอย 2




Overall Score  9/10
Taste   4.5/5
Ambiance  4/5
Service  4/5
Value   4.5/5

Sousaku - Sushi Bar on BuMRes.com (For more picture, menu and info)



ร้าน Sousaku ในรีวิวฉบับนี้ก็เป็นร้านซูชิน้องใหม่ ที่เพิ่งจะเปิดมาได้ไม่นาน ร้าน  Sousaku แห่งนี้ก็เป็นร้าน Sushi Bar ขนาดเล็กที่ตกแต่งร้านด้วยบรรยากาศแบบปูนเปลือยขัด พร้อมลวดลายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ สวย ๆ เก๋ ๆ อยู่หลายตัว บรรยากาศร้านอาจจะไม่ได้เรียบหรู สวยเก๋ ให้ความเป็นญี่ปุ่น zen ๆ อะไรแนวนั้นสักเท่าไร แต่ผมและผองเพื่อนก็ชอบบรรยากาศที่แปลกแหวกแนวสำหรับร้าน Sushi ร้านนึงแบบนี้เหมือนกันนะครับ

ด้วยความที่เป็นคนชอบในการกินอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sushi ตัวเจ้าของร้าน ซูซาคุ ที่ชื่อร้านเป็นว่า creation หรือการรังสรรค์แห่งนี้ ก็เลยคลอดตัวร้านซูชิที่มีความเป็นตัวของตัวเองในด้านเมนูอาหารออกมา คือตอนก่อนหน้าจะมากินนี่ผมไม่ได้คิดหรอกว่าจะมาเจอเมนูซูชิแปลก ๆ fusion อะไร คิดว่าก็คงเป็นอีกหนึ่ง sushi bar ที่พบเจอได้ทั่วไปในกรุงเทพนี่แหละ แต่เปล่าเลยครับ ด้วย concept ของทางร้านที่ว่า "The Creation of Simplicity" หรือการสร้างสรรค์แห่งความเรียบง่ายนี้ ก็เลยทำให้ซูชิหลาย ๆ หน้าของร้านนี้เป็นซูชิที่นำเอาวัตถุดิบในบ้านเรา วัตถุดิบบ้าน ๆ เอามาทำให้กลายเป็นซูชิที่น่ากินกว่าปกติได้อย่างลงตัว และกอปรกับการที่ตัวเจ้าของร้านนั้นเคยมีประสบการณ์ด้านร้านอาหารมาก่อนแล้ว 2 ปีด้วย เมนูแต่ละอย่างที่ออกมาของร้านนี้จึงไม่ได้เป็นเมนูที่ lame ๆ หรือแบบเห็นแล้ว กินแล้ว คิดว่า "ทำอะไรออกมาเนี่ย" อะไรแบบนั้นเลยสักเมนูเดียว (ที่พวกผมลอง)






อีกสิ่งนึงที่ผมรู้สึกว่าโดดเด่นมากก็คือ ราคาอาหารของร้าน Sousaku - อารีย์ซอย 2 แห่งนี้ค่อนข้างจะถูกกว่าร้าน Sushi ในระดับเดียวกันพอสมควรเลย คือแบบถ้าตั้งมาถูกและคุณภาพไม่ดี ไม่อร่อยนี่ก็เรื่องนึง แต่นี่เรียกได้ว่าถูกและก็อร่อยด้วยนี่สิ ก็เลยยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่ ส่วนตัวเมนูของร้านนี้ที่ผมบอกว่ามีเมนูพิเศษ ๆ เป็น Fusion Sushi ที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนนั้น จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้แปลกอะไรมาก เคยเห็นของร้านอื่นมาบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าถามว่าร้านนี้เด่นตรงไหนก็คงเป็นเรื่องราคา และการเอาวัตถุดิบแบบไทย ๆ มาประยุกต์เข้ากับตัวอาหารของเค้านี่แหละครับ

อาหารใน set นี้ก็จะประกอบด้วยอาหารที่ค่อนข้างหลากหลาย ก็คงต้องขอเริ่มต้นด้วยอาหาร highlight ของทางร้านก่อนกับ Sousaku's Omakase ที่ ถ้าหลาย ๆ คนได้ยินคำว่า Omakase ก็คงจะคิดว่าเป็นคอร์สเมนูที่แพง ๆ อลังการ ๆ แบบที่ร้านอื่นเป็น แต่เปล่าเลยครับ ตัว Omakase ของทางร้าน Sousaku นี้ราคาแบบจับต้องได้มาก แค่ 469 บาทเท่านั้น โอเค แม้ว่าทางร้านจะไม่ได้ใช้ปลานำเข้า ปลาญี่ปุ่น อะไรมากมายในเซ็ท, ไม่ได้ใช้ของแพง ๆ มากมายในเซ็ท แต่คือด้วยการคัดเลือกตัววัตถุดิบจากหลาย ๆ supplier จนได้วัตถุดิบแต่ละชิ้นเหมาะสมกับความต้องการของทางร้าน และการได้กิน Sushi, Sashimi แบบ Omakase จริง ๆ มาทีละชิ้น ๆ ที่จะทำให้ความอร่อยของ Sushi เพิ่มมากขึ้นกว่าแบบปั้นทิ้งเอาไว้นาน ๆ แล้ว บางที ปลาที่ไม่แพงเหล่านี้ แต่ตั้งใจทำออกมาแบบนี้มันก็ดีกว่าปลาชนิดเดียวกันแต่เป็นแบบ set แบบชัดเจนแล้วล่ะครับ

ตัว Omakase course  ของร้านนี้ในเมนูจะเขียนไว้ตามนี้ Sousaku's Omakase on Plate / 8pcs (เรียงคำให้ทานแบบ Omakase ตั้งแต่วัตถุดิบรสชาติอ่อนและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เป็นชุดข้าวปั้นที่ค่อนข้างจะเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยหัวใจของซูชิญี่ปุ่นอยู่อย่างครบถ้วน : Makuroban / Akami / Salmon / Hokkigai / Hotate / Saba / Unagi / Tamagoyaki) - 469 บาท : ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เป็นของคุณภาพจริง ๆ ครับ โอเค ไม่ได้อร่อยเท่าของร้านแพง ๆ อะไรพวกนั้นอยู่แล้ว แต่แค่ 469 บาทแล้วได้ของคุณภาพขนาดนี้แล้ว ใครที่มาผมก็อยากแนะนำให้ได้ลองกันครับ (ที่ผมชอบที่สุดใน set นี้คือตัว Unagi ครับเนื้อชิ้นหนา คำโต และย่างมาเด้ง ๆ กรอบ ๆ แต่ภายในยังนุ่มกำลังดีมาก)









อาหารหมวดต่อไปที่อยากจะเขียนถึงก็คงเป็นพวก Sushi ที่ทางร้านนำเสนอในวันนั้นละกัน

Negi + Akami + Quail (ทูน่าสับ ต้นหอม ไข่นกกระทา ไม่มันเท่า negi tori แน่นอน แต่คำนี้อร่อยมากในราคาเบา ๆ - 69 บาท : เจ้าเมนูไข่นกกระทา ที่เอามาเสิร์ฟกับหน้าอื่น ๆ ในแบบ gunkan maki (ซูชิเรือรบ ที่เอาสาหร่ายมาพันข้าว) นี้ ผมก็เคยกินมาหลายร้านนะ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยกินแบบที่ mix กับต้นหอม, ไข่แซลมอนและทูน่าสับแบบนี้รึเปล่า คำนี้ อร่อยดีครับ ที่เด่นมาก ๆ เลยคือ ราคา 69 บาท! ส่วนใหญ่เห็นเจ้าหน้าตาประมาณนี้ทีไร 200 บาทอัพทุกที









Hotate + Fresh Uni (เจอการจับคู่ระหว่างหอยเชลล์และไข่หอยเม่นสด ความมันคามหวานที่ต่างกัน สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างดี - 149 บาท : Hotate ของร้าน Sousaku แห่งนี้อร่อยมาก ๆ ครับ เนื้อหวานนุ่ม สดอร่อย และยิ่งมีไข่หอยเม่น (ที่แม้จะไม่หวานและสดมาก) มาช่วยเพิ่มความมันความหวานเข้าไปด้วยอีก ฟินครับฟิน

3 Gyu เนื้อสามคำ (Special gyu / Striploin / Australian Ribeye เอาเนื้อสามอย่าง สามแบบ สามรส เปรี้ยวหวานเค็ม มาจัดเป็นชุดให้ผู้ที่รักการทานเนื้อ - 259 บาท) : จานนี้บอกตรง ๆ ว่าเป็นเมนูที่สร้างสรรค์มาก กับการเอาเนื้อไทย ๆ มาทำเป็นซูชิแบบนี้ ตัวเนื้อสันนอกนั้นจะเป็นเนื้อ Thai French age 60 days อร่อยดี, ลิ้นวัวก็มาตรฐาน ส่วนเนื้อลาย พวกผมว่ามันมันเกินไปหน่อย แต่รวม ๆ แล้วถูกและคุ้มค่าดีกว่า ประหยัดกว่ากินเจ้าเนื้อมัตสึซากะคำละ 250 - 300 บาทเป็นไหน ๆ





Salmon K-1 แซลมอนย่างไฟ fusion กันไป มีหอมญี่ปุ่นย่าง ท็อปด้วยซอสปลาไหลหวานเค็ม - 59 บาท : คำนี้อร่อยล้ำและถูกเกินราคามากครับ จริง ๆ ปลาแซลมอนของร้านนี้ผมว่าจะเขียนตั้งแต่ใน Omakase ล่ะ คือเนื่องจากทางร้านเลือกใช้ Norway Salmon ที่แบบเนื้อจะมัน ๆ นุ่ม ๆ อยู่แล้ว และยิ่งเอามาเผาไฟให้เกิดความหอม และมีไขมันละลาย ๆ ออกมาหน่อย บวกกับโปะไข่กุ้งและมายองเนสเข้าไปอีกแบบนี้ คำนี้พอกินเข้าไปแล้ว นุ่ม ละลายในปาก อร่อยมาก ๆ เลย

Negi + Salmon + Ikura Don (Inspired by เจ้าหนูซูชิ ข้าวหน้าปลาแซลมอน และไข่แซลมอน และหัวหอมสับ - 360 บาท) : ด้ง หนึ่งเดียวในมื้อนี้ อร่อยดีครับ จานนี้เนื้อแซลมอนสับไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่พอมาผสมผสานกับไข่แดง, ไข่ปลาแซลมอน, ไข่กุ้ง และหอยเม่นที่ให้มาด้วยกัน และยิ่งกินกับข้าวญี่ปุ่น หอม ๆ แล้วด้วยแล้ว จานนี้เป็นด้งที่อร่อย คุ้มค่าเกินราคาจริง ๆ ผมกับเพื่อน 2 คนกินแล้วฟินกันเลยล่ะ









โรลในมื้อนี้ก็จะมี 2 จานครับ เป็น  Crispy Salmon Skin Roll + Spicy Wasabi Sauce (เอาหนังแซลมอนทอดกรอบมาก มาโรลกับแซลมอนสด และซอสเผ็ดผสมวาซาบิ แนะนำให้รีบกินเร็ว ๆ จะได้กรอบนาน - 260 บาท) และ  Sandwich Maki - 260 บาท ทั้ง 2 อันนี้ก็เป็นโรลที่อร่อยอีกเช่นกัน อร่อยแบบเรียบง่าย ไม่ต้องใช้อะไรแพง ไม่ต้องใช้อะไรวิริศมาหรา และก็ตั้งราคาแบบเบา ๆ ให้ลูกค้ากินอย่างสบายกระเป๋า ด้วย คือบอกตรง ๆ ว่าอร่อยกว่า roll ของหลาย ๆ ร้านที่กินมา อร่อยกว่า roll อันละ 300 - 400 บาทหลายจานที่เคยกินมาเลยล่ะครับ

สรุป ร้าน Sousaku - The Creation of Simplicty แห่งนี้ ผมอาจจะเขียนชมไป จนหลายคนอาจจะคิดว่าใกล้จะร้องเสียงฮี้ ๆ แล้วรึยัง อันนี้ผมกับเพื่อน 2 คนก็ท้าอยากให้ไปลองกันดูครับ คือ อย่างน้อยที่แน่ ๆ ว่าร้านนี้เหนือกว่าร้านอื่นแบบชัดเจนเลยก็คือเรื่องราคานี่แหละ เห็นร้านนี้ตั้งราคาแล้ว แอบคิดว่าไอ้พวกที่ขายแพง ๆ แต่คุณภาพแย่กว่านี้นี่มันจะหน้าเลือดไปไหน ไม่มีจรรยาบรรณของการเป็นร้านอาหารดี ๆ เลยหรือไง ยังไงก็ไปลองร้านนี้กันได้นะครับถ้าไม่เชื่อ อย่างน้อยถ้าไม่ถูกปาก แต่กระเป๋าตังค์ก็ไม่แฟบเหมือนหลาย ๆ ร้านล่ะครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Saturday, June 15, 2013

Fuzio Italian Restaurant Review

Fuzio - Rooftop Italian Restaurant at Ekamai, Bangkok

ฟูซิโอ - ร้านอาหารอิตาเลียน วิวสวย โรแมนติค เอกมัย




Overall Score  7/10
Taste   3.5/5
Ambiance  4.5/5
Service  4.5/5
Value   2/5

Fuzio - Italian Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)



ร้าน Fuzio - Stylish Italian Cuisine แห่งนี้ก็เป็นร้านที่บรรยากาศและตำแหน่งของร้านค่อนข้างจะได้เปรียบร้านอื่น ๆ อยู่พอสมควรเพราะว่าตั้งอยู่ ณ ชั้น 7 อาคาร Showroom Mini กลางซอยเอกมัยเลย ร้านนี้ก็เป็นร้านที่ค่อนข้างเก่าแก่เปิดมาได้ 7 ปีแล้ว และเมื่อประมาณสัก 2 ปีก่อน ทางร้านก็ได้มีการ renovate ตัวเอง จากเดิมที่เป็นร้านขนาดใหญ่บิ๊กเบิ้มเต็มชั้น 7 ของตึก ก็ทำการแบ่งครึ่งออกมาเป็นร้าน Fuzio กับร้าน The Garrett Secret Bistro Bar - ร้านอาหารสไตล์อเมริกันอีกหนึ่งร้าน ซึ่งทั้ง 2 ร้านนี้ character ก็ค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควรทั้งตัวอาหารที่เป็นอิตาเลียน กับอเมริกัน , ตัวบรรยากาศร้านที่จะออกแนวหรู ๆ กับ บ้าน ๆ และร้าน Fuzio จะไม่มี terrace หรือ al fresco dining ในขณะที่ของ The Garrett นี่ตัว terrace นี่ขายดีมาก ๆ โดยเฉพาะหน้าหนาว

ตัวอาหารของที่ Fuzio แห่งนี้ก็จะเป็นอาหารอิตาเลียนแนว modern ๆ หน่อย เพื่อให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าของทางร้านที่จะเป็นคนรุ่นใหม่ ๆ หน่อย และเหมาะกับบรรยากาศของร้านที่เหมาะกับการมาออกเดท หรือกินมื้อพิเศษ อาหารของทางร้านก็จะมีให้เลือกไม่ค่อยเยอะเท่าไร แต่ก็มีครบทุกหมวดหมู่ของอาหารอิตาเลียน ส่วนราคาอาหารก็ค่อนข้างแพง ตามประสาร้านในโอกาศพิเศษแบบนี้ ก็ถ้ามากินกันแบบจริงจัง ๆ หน่อย พร้อมสั่งไวน์มาสักขวดนึงจาก wine list และ wine cellar ที่มีไวน์ให้เลือกมากมาย หลากหลายราคาตั้งแต่ 800 บาทยัน 40,000 บาทแล้วล่ะก็ ค่าอาหารโดยเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ที่ 1,500 - 2,000 บาทโดยประมาณล่ะมั้งสำหรับร้านนี้ และนอกเหนือจากตัวอาหารเย็นที่ราคาค่อนข้างสูงแล้ว ร้าน Fuzio แห่งนี้ก็มีตัว set lunch ราคาประหยัด (กว่ามื้อเย็น) เหมือนร้านอิตาเลียนอื่น ๆ ด้วย โดยจะเป็นอาหาร 2 course ราคา 590 บาท และก็สามารถสั่งของหวานเพิ่มในราคา 90 บาทและเลือกจากรายการของหวานใด ๆ ก็ได้ในเมนู (ซึ่งปกติจะอยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ 200 บาท) ก็แบบเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ค่อนข้างจะคุ้มค่าเลยทีเดียว







มื้อนี้เริ่มต้นด้วย Pan Seared Goose Liver Foie Gras with Glazed Imported Pear, Berry and Peach Puree (80g) - 850 บาท : หรือตับห่านตกแต่งมาอย่างสวยงามกับผลไม้นานาชนิดนั่นเอง จานนี้น่าจะเป็นอาหารที่มี Foie Gras เป็นองค์ประกอบที่สวยที่สุดที่ผมเคยเจอมาเลยก็ว่าได้ครับ ส่วนรสชาตินั้น ตัวตับห่านค่อนข้างมาตรฐานไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้ละลายในปากอะไรมาก เหมือนกับตับห่านของพวกร้าน Steakhouse ชื่อดังในกรุงเทพร้านอื่น ส่วนตัวผลไม้ สาลี่, พีช, เบอรี่ต่าง ๆ ก็อร่อยดี สดดี จะเน้นรสเปรี้ยว ๆ หน่อยเพื่อให้ตัดกับตัวตับห่าน ก็เข้าใจคิดดีครับ







จานที่สองนั้นเป็น Australian Beef Aged Black Angus Graind Fed (150 days) -Rib Eye - 1,350 บาท (450 baht / 100 g) - Garlic Herb Butter and Gravy Sauce : ก็เป็นเนื้อเสต็กออสเตรเลียที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากเพราะว่า grain fed  มาแค่ 150 วัน (บางร้าน 400 วันก็มี) แต่ว่าทางร้าน Fuzio ก็สามารถทำให้เนื้อที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากนี้ อร่อยขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด แม้ว่าเนื้อจะเป็นส่วน cut ที่บางไปเมื่อพิจารณาว่าเป็นเสต็กชิ้นนึง (เหมือนว่าเนื้อออสเตรเลียจะ cut มาหนาประมาณนี้ทั้งนั้นเลย) แต่มันก็ได้ความ juicy , ความนุ่ม กำลังดีเลย อืม ทางร้านเสิร์ฟพร้อมกับเกลือ 2 แบบ เกลือธรรมดา กับเกลือ pink salt ซึ่งก็เอามาโรย ๆ ทา ๆ กินกับเนื้อก็อร่อยขึ้นดี หรือจะกินกับซอสที่ทางร้านทำให้มาก็อร่อยเช่นกัน

จานที่ 3 นั้นเป็น Original Spaghetti with Mud Crab in Garlic, Olive Oil, Chili, Parsley and Rockets - 620 บาท : ก็เป็นสปาเก็ตตี้สไตล์ผัดมาแห้ง ๆ และเน้นความจัดจ้านของรสชาติจากพริกและกระเทียมแทน ปกติแล้วผมจะเป็นพวกไม่โสภาสถาพรกับพาสต้าแห้งสักเท่าไร เพราะเจอร้านที่ทำมาอร่อย ๆ ค่อนข้างน้อย (ส่วนใหญ่จะ fail)  แต่เจ้าพาสต้าแห้งมีกระดองปูวางโปะมานี่อร่อยใช้ได้เลยครับ เส้น แห้ง แต่ก็หนึบ และตัวกระเทียมกับพริกก็ใส่มากำลังดี ทำให้ได้รสชาติแบบชัดเจนดี ตัวเนื้อปูก็ให้มาตามขนาดของกระดองปูที่ให้มา คือไม่ได้เยอะ แต่ก็พอกินกับเส้นไปได้จนหมดจาน






ของหวานในมื้อนี้เป็น Molten Chocolate Cake (Chocolate Genache Center, Chocolate Gelato - 220 บาท) หรือ Chocolate Lava นั่นเอง จานนี้ค่อนข้างธรรมดา ๆ ครับ กินแล้วไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรมาก เหมือนกับว่าตัวช็อคโกแลตไม่ได้ใช้ของดีอะไรมาก กินแล้วไม่ได้หอม ไม่ได้เข้มข้นสักเท่าไร และผมว่า chocolate lava มันควรจะเข้ากันกับไอศครีม vanilla มากกว่านะ พอแบบทั้งไอศครีมทั้งเค้กมาเป็น chocolate หมดแล้ว ผมรู้สึกว่ามันกลายเป็นรสชาติที่ซ้ำซ้อนกันเกินไป เข้มไป ประมาณนั้น

สรุป ร้าน Fuzio - Stylish Italian Cuisine แห่งนี้ก็เป็นร้านอิตาเลียนที่โดดเด่นด้วยเรื่องบรรยากาศของร้านที่เป็น panorama กลาย ๆ ใจกลางย่านเอกมัย - ทองหล่อ ที่หาไม่ค่อยได้สักเท่าไร, การบริการของทางร้านก็สมกับราคาที่จ่ายไป บริการได้ทุกระดับประทับใจ ส่วนตัวอาหาร ก็เป็นอาหารแนว modern ๆ ที่ทำรสชาติมาได้ค่อนข้างถูกปากคนไทย เพราะว่ากลุ่มลูกค้าของร้านนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนไทยอยู่แล้ว (ซึ่งจะแตกต่างจากร้านอิตาเลียนบางร้านที่ลูกค้าเป็นกลุ่มคนต่างชาติ รสชาติเลยอาจจะไม่ค่อยโดนเท่าไร) ก็ถ้าใครกำลังมองหาร้านบรรยากาศดี อาหารสวย ไว้สำหรับมากินมื้อพิเศษ โรแมนติค สักมื้อแล้วล่ะก็ ร้าน Fuzio แห่งนี้เป็นอะไรที่ใช่เลยล่ะครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Thursday, June 13, 2013

Anotai Restaurant Review

อโณทัย ร้านอาหารไทย อาหารมังสวิรัติ อาหารเพื่อสุขภาพ สโคน เค้ก ของหวาน พระราม 9

Anotai - Thai Restaurant  Vegetarian & Organic Food Bakery and Scone - Rama IX, Bangkok




Overall Score  4/10
Taste   2/5
Ambiance  3/5
Service  3/5
Value   3/5

Anotai - Vegetarian & Organic Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)




ร้านอาหารแนวสุขภาพ หรือ organic , vegetarian ที่เน้นอาหารจากผัก และใช้เครื่องปรุงที่ไม่มีส่วนประกอบจากสัตว์ ในเมืองไทยเราก็มีร้านแนวนี้ไม่ค่อยเยอะสักเท่าไร เมื่อเทียบกับประเทศแถบตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา (แต่ไฉนคนอเมริกันถึงอ้วนเยอะก็ไม่ทราบนะครับ) (เหมือนกับคนเอเชียเอาจริง ๆ แล้วจะไม่ได้เป็นพวกกินอาหารมังสวิรัติกันสักเท่าไรครับ เพราะอาหารส่วนใหญ่ก็มีผักเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว อันนี้คือเทียบจากปริมาณของร้านแนวนี้ที่ผมเคย ๆ เจอมาตามประเทศต่าง ๆ ที่เคยไปนะครับ) ร้านในรีวิวฉบับนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารสุขภาพ, อาหารมังสวิรัติในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรของเรากับร้าน Anotai หรือ อโณทัย นั่นเอง

ร้านนี้ชื่อร้านนั้นมาจากตัวชื่อเจ้าของร้าน คุณ อโณทัย เฉกเช่นร้านอาหารฝรั่งหลาย ๆ ร้านที่จะใช้ชื่อเจ้าของร้านมาเป็นชื่อร้าน (แต่ร้านแบบไทย ๆ เราเจอร้านแนวนี้น้อยครับว่ามั้ย?) ตัวร้านนั้นเป็น Townhouse, Townhome ตั้งอยู่ในซอยรพ.พระราม 9 คือถ้ามาจากทางถนนพระราม 9 ซอยนี้ก็จะอยู่ก่อนถึงสี่แยกอสมท.เล็กน้อย แล้วพอเลี้ยวซ้ายเข้าไปข้ามสะพานไปจะเจอซอยเล็ก ๆ ที่เหมือนจะเลี้ยวเข้าไปในเวิ้ง ๆ นึงก็เลี้ยวเข้าไปแล้วก็จะเจอร้าน Anotai นี่ตั้งอยู่ในเวิ้งนี้ หรือถ้าจะมาจากทางจตุรทิศ, RCA ก็มาได้เช่นกันครับ เลยรพ.พระราม 9 มาเล็กน้อยก็เลี้ยวซ้ายเข้าเวิ้งตามนั้น





บรรยากาศของร้านนี้ผมไม่แน่ใจว่าตกแต่งแนวไหน แต่น่าจะเป็นแนวจีน ๆ สมัยเก่าก็คงไม่ผิดนัก ทั้งตัวเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ, เก้าอี้, ตู้ ต่าง ๆ นา ๆ เป็นแนวไม้มุกแบบจีน ๆ หมด และแค่นั้นไม่พอ ทางร้านยังมีป้ายตัวอักษรจีน ๆ แปะไว้อยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่แปลกดีเหมือนกัน ร้านนี้ก็จะแบ่งได้เป็น 2 ชั้น ชั้นล่างจะเป็นโซนที่วางพวกเบเกอรี่, เค้ก และพวกชา ให้ดูให้สั่งกินกัน พร้อมโต๊ะอาหารบางส่วน ส่วนชั้นสองก็จะเป็นส่วนครัวแบบ open เล็กน้อยพร้อมโต๊ะอาหารอีกจำนวนนึง รวม ๆ แล้วร้านนี้ก็เป็นร้านขนาดไม่ใหญ่มาก และออกแนวเป็นร้านคาเฟ่ก็คงไม่ผิดนักนะถ้าถามผม

ตัวอาหารของร้านนี้ก็จะเป็นอาหารไทยแบบเพื่อสุขภาพ, มังสวิรัติ ปนกับพาสต้ามังสวิรัติเล็กน้อยครับ อาหารมีทั้งพวก appetizer หรือจะเป็นกับข้าว หรือแบบข้าวจานเดียว หรืออาหารพวกเส้น คือมีครบหมวดใหญ่ ๆ แบบที่ควรจะมีหมดอ่ะครับ ส่วนราคาก็แอบแพงหน่อย (เมื่อคิดว่าเป้นอาหารที่ไม่ได้มีเนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบ) คืออยู่ที่ประมาณจานละ 150 บาทโดยประมาณ (ทางร้านมี service charge อีก 10%) ส่วนพวกเค้กและของหวานของร้าน อโณทัย - พระราม 9 แห่งนี้ก็จะเป็นสไตล์ตะวันตกครับ แต่ก็จะเป็นเค้กมังสวิรัติ อีกเช่นกัน (คือว่ายังไงดี คือเป็นประมาณเค้กพวกใช้ผักแปลก ๆ อ่ะครับ) ส่วนของหวานมาตรฐานก็จะมี บราวนี่สุดแพง ก้อนละ 85 บาท และของขึ้นชื่อของทางร้าน Scone หรือ สโคน นั่นเอง (Scone ของร้านนี้ดังมากจนร้านไปเปิดร้านชื่อ Scone ที่ขายแต่สโคนโดยเฉพาะที่ Central World กันเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งที่ผมมากินร้านนี้ในตอนเที่ยงแบบนี้ก็เพราะว่าคุณแฟนอยากจะมาลองสโคนของร้านนี้ด้วยเช่นกัน)  นอกเหนือจากตัวอาหารแล้ว เครื่องดื่มของร้านนี้ก็จะมีครบครัน มีชาและกาแฟหลากหลายแบบมาก ๆ เหมาะแก่การสั่งมาจิบกินคู่กับของหวานและขนมตามสไตล์อังกฤษดีครับ

อาหารอย่างแรกที่ได้นั้นเป็น เต้าหู้ห่อสาหร่ายทอด + วาซาบิมายองเนส (Nori wrapped tofu with wasabi mayo dip - 145 บาท) : จานนี้เป็นอาหารแนะนำของทางร้าน (ดูจากเว็บอื่นอีกที -*-) ก็ธรรมดา ๆ ครับ เต้าหู้ทอดมากรอบ ๆ หน่อย พันสาหร่ายเพื่อเพิ่มรสชาติให้มีสองรสเพิ่มขึ้น ส่วนซอสวาซาบิมายองเนส ก็พอได้รสวาซาบิมากแต่ยังไม่ค่อยเด่น ก็เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีล่ะครับ






ยำผักหวานบ้าน (Pak Wan Salad with spicy dressing - 145 บาท) : จานนี้อร่อยที่สุดในมื้อล่ะครับ ผักหวาน หวานสมชื่อ และให้มาเยอะดี ทางร้านยำมาแบบผู้ดี ๆ หน่อยครับ เปรี้ยวนิด ๆ หวานหน่อย ๆ เผ็ดนิด ๆ และก็ใส่เป็นประมาณไส้กรอก, แฮม เทียม (ที่เทียมรึเปล่าไม่แน่ใจ แต่ผมกับแฟนกินแล้วแยกไม่ได้ คิดว่าเป็นเนื้อจริง ๆ) ก็โอเคเลยล่ะครับ ใครมากินก็น่าจะชอบจานนี้กันทั้งนั้น

สปาเก็ตตี้ไส้กรอกครีมซอสมะเขือเทศ (Spaghetti with sausage (TVP) and tomato cream sauce - 155 บาท) : จานนี้ Fail ครับ น่าเกลียดมาก คือแบบเขียนว่าเป็นครีมซอส แต่เอาจริง ๆ แล้วมันเหมือนน้ำแกงมากกว่าจะเป็นซอสครับ เพราะมันไม่มีความหนืด ความเหนอะ ของความเป็นซอสเลย คือเหมือนจะไม่ได้ใส่มะเขือเทศเลย หรือปั่นมาน้อยมาก ใส่มาน้อยมาก จนไม่มี paste ของมะเขือเทศเลย และรสชาติก็แบบแหม่ง ๆ รสบ้าอะไรก็ไม่รู้ เหมือนกินเส้นสปาเก็ตตี้กับน้ำแกง ไม่ได้เรื่องเลย ผมกับแฟนกินกันไปคนละคำสองคำแล้วก็เขี่ยจานนี้ออกไปห่าง ๆ อย่างสวยงาม






ผัดพริกขิงถั่วฝักยาวราดข้าว (Stir fried longbean with ginger and chilli paste served over rice - 120 บาท) : อันนี้ก็ไม่อร่อยอีกแล้วครับ โอเค ตัวถั่วฝักยาว, แบบสดดี กรอบนุ่มในตัวเองดี แต่รสชาติการผัดนี่แบบบ้าอะไรก็ไม่รู้ มีแต่ความหวาน และก็น้ำพริกเผาก็แบบไม่ค่อยใส่มาเท่าไร และยิ่งกินกับข้าวกล้อง ข้าวธัญพืชที่ทางร้านให้มาแบบไม่ร้อนด้วยแล้วยิ่ง fail เข้าไปใหญ่ คือจานนี้ไปกินฝีมือพวกร้านข้าวราดแกงตามโรงอาหารมหาวิทยาลัย, ร้านห้องแถว อร่อยกว่าทุกร้านเลยล่ะผมฟันธง

ผัดเผ็ดมะเขือยาวเต้าเจี้ยว (Stir-fried aubergine with chilli and basil in bean paste - 140 บาท) : จานนี้เป็นอีกจานที่ Fail มากครับตั้งชื่อมาว่าผัดเผ็ด แต่บ่องตง (บอกตรง ๆ) ว่ามันไม่มีความเผ็ดเลยสักนิดเดียวเลยครับ คือมันเหมือนเป็นมะเขือยาวเอาไปผัดมากับไข่แค่นั้น ไม่มีพริก ไม่มีความเผ็ดเลย (แล้วตั้งชื่อแบบนี้มาทำไม?) ส่วนตัวรสชาติ คล้าย ๆ กินอาหารคนไข้ครับ จืด ๆ เลี่ยน ๆ มันนิด ๆ หรือง่าย ๆ คือไม่มีรสชาตินั่นเอง คือแบบแม้ผมจะชอบมะเขือยาวแค่ไหน ฝืนกินไปได้แค่ไหน สุดท้ายก็ไม่สามารถทนความเลี่ยน ไร้รสชาติได้จริง ๆ ครับ









มื้อนี้ปิดท้ายด้วย Scone ของหวานที่ตั้งใจจะมากินโดยเฉพาะ โดยที่ร้านนี้จะขายเป็น  set ครับ เริ่มต้นที่ 125 บาท เป็น Scone 2 ก้อน กับตัวครีมและตัวแยม และถ้าเพิ่มอีก 50 บาทก็จะได้กาแฟมาแก้วนึง และถ้าเพิ่มอีก 70 บาทก็จะได้เป็นชามาหม้อนึงแทนครับ แต่ถ้าใครไม่อยากสั่งเป็น set อยากสั่ง scone เปล่า ๆ ก็จะอยู่ที่ชิ้นละ 45 บาทนั่นเอง (ผมว่ามันเป็นอะไรที่แพงมากเลยนะ สำหรับราคาสโคนหนึ่งชิ้น เพราะมันคือของหวานที่ไม่มีบ้าอะไรเลยนอกจากแป้ง,เนยและน้ำตาล) สโคนของร้าน Anotai - อโณทัย พระราม 9 แห่งนี้ก็อร่อยสมคำร่ำลือจริง ๆ ครับ ถ้าผมพูดว่าเป็น Scone ที่อร่อยที่สุดในชีวิตเลยก็คงไม่ผิดนักครับ อร่อยจริง ๆ และยิ่งกินกับชา Earl Grey ที่สั่งไปด้วยแล้วยิ่งฟินสุด ๆ ครับ (วันที่ไปทางร้านมีให้เลือก 6 รสคือ Butter, Blueberry, Cranberry, Lemon zest, Lavender และ Rose) ก็ได้สั่งมาลองทั้งหมด 3 รสด้วยกัน คือ Butter, Lavender และ Lemon Zest ซึ่งรสเนยก็หอมเนยมากๆ รสลาเวนเดอร์ก็จะมีดอกลาเวนเดอร์แห้งผสมอยู่ในเนื้อแป้ง เช่นกันกับรสผิวมะนาวก็มีผิวมะนาวขูดฝอยผสมมาในเนื้อแป้ง เวลากินแล้วมีกลิ่นหอมอบอวลอยู่ในปาก เยี่ยมมากครับ

สรุป ร้าน Anotai - อโณทัย ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ, อาหารมังสวิรัติ อาหาร Organic แห่งนี้ ผมรู้สึกว่าเป็นร้านที่ผมไม่ค่อยชอบตัวของคาวของเค้าเลยสักนิดครับ รสชาติของคาวไม่อร่อยเลย และก็ราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับอะไรหลาย ๆ อย่างของทางร้าน (การบริการ, ทำเล, คุณภาพวัตถุดิบ) ร้านนี้สำหรับผมก็คงมีแค่ตัว Scone เท่านั้นที่ผมรู้สึกว่า ถ่อมากินก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี (เค้กอย่างอื่นไม่รู้ดีแบบนี้รึเปล่า ไว้อาจจะมาลองคราวหน้า) แต่ก็นะ Scone ก็แพงอยู่ดี อืม ถ้าใครกำลังมองหาร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ไม่ค่อยมีนักในเมืองไทย สำหรับพา พ่อแม่ หรือผู้สูงอายุมาลองแล้วละก็ ร้านนี้ก็น่าจะโอเคอยู่ครับ

หมายเหตุ คือตัวผมนี่บอกตรง ๆ ว่ากินอาหารแนวนี้มาหลายร้านก็ไม่เคยอร่อย จนเลิกคาดหวังไปแล้ว แต่มีทีนึงเคยได้ไปกินร้าน ณ อรุณ มา ความคิดดังกล่าวก็ถูกพังทลายลงไป เพราะมันอร่อยมาก คือมันแล้วแต่คนปรุงจริง ๆ


--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...