Chef Bar - American and Australian Restaurant, Bangkok Review
เชฟ บาร์ - ร้านอาหารอเมริกัน ออสเตรเลียน เบอร์เกอร์ สเต็ก รีวิว สุขุมวิท 23
Overall Score 6/10
Taste 3/5
Ambiance 3/5
Service 2/5
Value 4/5
Chef Bar - Australian Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ร้าน Chef Bar แห่งนี้ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้จักกันเพราะว่าร้านนี้ก็เป็นแค่ร้านอาหรเล็ก ๆ ร้านนึงในย่านอโศก/ซอยประสานมิตร(สุขุมวิท 23) แค่นั้น แต่ถ้าไปดูร้านนี้ใน tripadvisor.com นี่เราก็จะมองร้านนี้ไปอีกแบบนึงได้เลยเพราะว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ร้าน Chef Bar แห่งนี้เค้าติดอันดับต้น ๆ ของร้านอาหารในกรุงเทพมาตลอด ตัวผมเองก็มีความสงสัยใคร่รู้มานานแล้วว่าร้านนี้มันมีดีอะไร ผมเคยพยายามมาร้านนี้ก่อนหน้านี้ 3 ทีแต่ชวดหมดทุกครั้งกว่าจะได้กินนี่ก็ล่อเข้าไปครั้งที่ 4 เข้าไปล่ะ ครั้งแรกผมมาร้านกำลังจะปิด (ร้านปิด 3 ทุ่ม) เชฟปิดป้ายไว้หน้าร้านว่าไม่ต้อนรับแขกแล้ว, ไปครั้งที่ 2 เป็นวันอาทิตย์นึกว่าร้านจะเปิดส่วนใหญ๋ร้านอาหารมีน้อยมากที่จะปิดวันอาทิตย์, ไปครั้งที่ 3 มั่นใจมาก ๆ ว่าร้านต้องเปิดแน่นอนเพราะไปบ่ายวันเสาร์ แต่ไปถึงร้านกลับปิด.. ซะอย่างงั้น (มารู้เอาตอนหลังวันที่ไปกินว่าวันนั้นเชฟป่วยพอดี) ซึ่งครั้งที่ 4 ที่กว่าจะได้กินนี่เพื่อความชัวร์ผมก็เลยโทรมาถามก่อนเลยว่าเปิดมั้ย พอเปิดปุ๊บก็รีบบึ่งมากินเลยทันที
Thai people may not familiar of this very tiny restaurant (or should we call this tiny bar instead?) name "Chef Bar". However, if someone happen to browse for Bangkok restaurant on Tripadvisor.com, they might come across of this restaurant for somehow. I have been seeing this restaurant (bar) fluctuate on the top 10 restaurant on Tripadvisor.com for a few month and wonder what on earth is this shop be? I need to come here 4 times before I can have a decent meal here. The first time the shop was almost close and the chef put the closed/not taking order in front of the shop. The second time I came on Sunday and the shop was close. Pretty strange because most restaurants in town are open on Sundays. The third time I was so confident that I could have a meal here because I came on their operation hours, yet, the metal door was pull down to welcome me and said the shop was closed accidentally. Finally, my forth time was the charm. This could probably the most-attempt-for-a-meal restaurant in my whole life. -_-"
ร้าน Chef Bar แห่งนี้เป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านนึง แต่เอาจริง ๆ แล้วผมน่าจะบอกว่าเป็นร้านที่เล็กที่สุดในกรุงเทพฯที่ผมเคยกินก็ว่าได้ เพราะแบบครึ่งร้านเป็นครัวของเชฟไปแล้ว ส่วนอีกครึ่งนึงก็เป็นที่นั่งแบบ bar และมีโต๊ะอีก 3 โต๊ะที่ตั้งกันแบบแออัด ๆ กัน ทางผู้ช่วยเชฟบอกว่าร้านนี้ปกตินี่คือคนจะเต็มตลอด เต็มจนต้องรอคิว เลยไม่รับจองโต๊ะและไม่ง้อลูกค้าสักเท่าไร แต่เนื่องจากวันที่ผมไปนั้นเป็นวันก่อนวันสิ้นปีพอดีก็เลยไม่ค่อยมีคนสักเท่าไร ก็ถือว่าโชคดีไปล่ะมั้ง เพราะไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าเกิดมากินข้าวที่ร้านนี้ตอนลูกค้านั่งกันเต็ม ๆ ร้านแล้วมันจะแออัดคับแคบขนาดไหน และขนาดวันที่ผมไปไม่มี order ก่อนหน้าผมเลยสักออร์เดอร์เดียวผมยังต้องนั่งรออาหารอยู่สักพักนึง (15 นาทีได้) ถ้าลูกค้าเต็มร้านนี้ไม่ต้องรอกันเป็นชั่วโมงเลยเหรอ? (ก็นะเชฟทำแต่ละจานกันสด ๆ ไม่มีทำเตรียมเอาไว้ ร้าน Chef Bar แห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยที่เชื่อมซอยสุขุมวิท 23 กับสุขุมวิท 21 (อโศก) อยู่ตรงข้าม Prasarnmit Plaza หาไม่ค่อยยากส่วนที่จอดรถก็จอดเอาในซอยประสานมิตรกันได้เลย
Chef Bar is sure a very tiny restaurant. In fact this place might be the smallest dining place I have ever dine in. Half of this place is used as kitchen, the other half is used as tables and bar area for customers. The helper told me that during the normal day, Chef Bar always packed with Thai and foreigner customers. So they don't take reservation. Luckily, I came here on 30 December, most of Bangkokian people went out of town so I and my girlfriend are their only customers. I cannot imagine the pictures of this place packed with people because even just me and my girlfriend there, I already feel uncomfortable already. Chef also sure took time to prepare his dishes. We ordered 3 dishes, yet, we need to wait for 15 minutes. I believe that during the crowded day, customers would probably wait for almost an one hour for their dishes for sure. Chef Bar locate on the alley connect Sukhumvit 23 and Sukhumvit 21 together. Parking can be found on the Sukhumvit 23 alley with ease.
อาหารของร้าน Chef Bar แห่งนี้ก็มีให้เลือกน้อยตามขนาดของร้านอันแสนจะคับแคบไปด้วย อาหารจะมี special menu ที่จะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลอยู่ 5-6 รายการ และก็จะมี regular menu อีกประมาณ 10 รายการ แค่นั้น ร้านอาหารที่เมนูน้อย ๆ แบบนี้นี่ผมชอบครับ เพราะว่ามันเหมือนกับผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่าเมนูเหล่านี้คือเมนูสุดเจ๋งของข้านะอะไรประมาณนั้น ราคาอาหารของร้านนี้ก็ถือว่ามาตรฐานเมื่อพิจารณาถึงร้านอื่น ๆ ในย่านอโศกแบนี้และยิ่งถือว่าถูกเมื่อคิดว่าอาหารที่ขาย ๆ ราคาเท่านี้คือ steak, burger ที่ส่วนใหญ่ราคาจะแพงกว่านี้ 50% ขึ้นไปแทบทั้งนั้นเลย เครื่องดื่มของร้านนี้ก็มีไม่มากแต่ก็เรียกได้ว่ามีครบทุกหมวดหมู่ กาแฟ, ชา, เบียร์, ไวน์ทั้งแบบขวดและแบบ by glass มีครบหมด เอ้อ ก็เป็นอะไรที่แปลกดีเหมือนกันนะครับ
The selection of food here also limited like their spot. There were 5-6 special seasonal menu and 10 regular menu. I really like shops with limited food selection because I believe that the food are already filtered. Only the best are list on the menu or something like that. The food price here is pretty comparable to other restaurants in this area. 300 - 500 baht per person should be the average cost per head. Nevertheless, if we consider that Chef Bar's food are mostly hamburger and steak, their price are considerably low instead.
ผมก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประวัติของเชฟคนนี้มากนัก รู้สึกว่าเชฟเค้าจะชื่อ Roland และเคยเป็นเจ้าของร้านชื่อดังที่ออสเตรเลียมาก่อนและด้วยเหตุอันใดก็ไม่รู้เมื่อ 10 เดือนก่อนก็มาเปิดร้าน Chef Bar แห่งนี้ที่นี่เข้า และ 10 เดือนที่ผ่านมากระแสตอบรับก็ค่อนข้างดีเลยมีแผนจะย้ายร้านไปร้านที่ใหญ่ขึ้นแต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากและก็ยังหาทำเลไม่ได้ โอย พร่ำเพ้อเยอะเข้าเรื่องอาหารเลยละกัน มื้อนี้มีแค่ 3 อย่างครับ เพราะถูกผู้ช่วยเชฟเค้าปรามเอาไว้ว่าอาหารจานใหญ่น้า เดี๋ยวจะกินไม่หมดเอาน้า
I don't know much about the past hisory of rather old Australian chef. I believe that his name is Roland and he once the owner of popular restaurant in Australian before he come opened this shop, Chef Bar, in Bangkok 10 months ago. The past 10 months of Chef Bar has been pretty successful and they plan relocate the shop to the new location with a little bigger space which they don't know yet where the new place will be.
Robbin's Island Pasture Fed Wagyu Burger - topped with wild mushroom raguot, torched goat's cheese - served with smoked salted chips, beetroot side salad and chef's tomato sauce (420 บาท): แค่อ่านชื่อเมนูก็คงจะพอนึกภาพเมนูนี้ได้แล้วล่ะมั้ง เบอร์เกอร์เป็นเบอร์เกอร์ขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อเบอร์เกอร์นี่แบบหนา chunky สุด ๆ ส่วนความอร่อยของเบอร์เกอร์นี่ผมว่ายังไม่ค่อยโดนนัก ยังไม่ค่อย juicy ถึงขีดสุดและก็ยังไม่ค่อยแบบมีกลิ้นไหม้ ๆ ของเนื้อหอม ๆ มาแตะจมูกนัก , ตัวชีสแพะกับรากูต์เห็ดผมว่าไม่ค่อยเข้ากันกับเบอร์เกอร์โดยรวมเท่าไร, ตัว bun ปิ้งมาแบบค่อนข้างแข็งผมว่ามันแข็งไปหน่อยไม่ค่อยเข้ากับตัวเบอร์เกอร์อีกเช่นกัน, ตัว potato wadges ที่ให้มาอร่อยดีครับสมกับเป็น wadges ทำมือสด ๆ , ตัวผักที่ให้มาก็สดดีฉ่ำดี อร่อยดี เหมือนจะคัดพิเศษมาอีกเช่นกัน คือรวม ๆ แล้วแค่ตัวซอสกับเบอร์เกอร์นี่แหละครับที่ผมว่าทำให้จานนี้ไม่ได้กลายเป็นเบอร์เกอร์ที่สุดยอด
Robbin's Island Pasture Fed Wagyu Burger - topped with wild mushroom
raguot, torched goat's cheese - served with smoked salted chips,
beetroot side salad and chef's tomato sauce (420 baht): You can just imagine this dish just by reading its menu name I assume. The patty was quite amazingly big and chunky. The taste of the patty was not good enough. Not juicy and not have a scent of burn beef. Goat cheese and mushroom raguot which the chef use as topping sauce inside the burger also not go well with the too crispy bun and this chunky burger. I think that the sauce was too much and they overshadow the real protagonist, the patty. Side dishes were pretty good. Both wadges and a variety of fresh vegetables were truly awesome. All in all, this dish could be one of the best burger I have ever tried easily if the chef choose sauce more wisely.
Braise beef & garlic herbed roasted mushroom pie (290 บาท): พายอันนี้ผมชอบที่สุดในมื้อนี้เลยล่ะครับ ไส้ในที่เป็นเห็ดกับเนื้อตุ๋นนี่ให้มาแบบเยอะเต็มไส้พายเลย และก็มาแบบร้อน ๆ ควันฉุย ๆ ตัวแป้งพายก็แบบแข็ง ๆ นุ่ม ๆ ผสมผสาน texture กันอย่างลงตัวดี ตัวผัก, wadges ก็คุณภาพเยี่ยมระดับเดียวกันกับจานเบอร์เกอร์ก็เลยทำจานนี้น่าจะเป็นพายสุดยอดที่สุดที่ผมเคยกินมาเลย
Braise beef & garlic herbed roasted mushroom pie (290 บาท): This was my most favorite dish of this meal. The inner part are full with braise beef and mushroom like the menu name indicated. They also come hot, the steam are flow out massively out of the inner area after we open it. The pie crust also crispy and soft which I don't know how the chef manage to do this. Vegetables and wedges are in the same high quality league with the burger dishes. This pie might be the best pie I have ever tried, I'd easily say.
Cape Grimm black angus rump steak 200 GM - sweet potato wedges, cauliflower, leek & fresh sage puree, crispy speek - (550 baht): จานนี้แพงที่สุดในมื้อนี้แต่ดันไม่อร่อยที่สุด คือเอาจริง ๆ แล้วตอนก่อนจะสั่งผมก็ตะหงิด ๆ อยู่แล้วล่ะว่าจะสั่งดีมั้ยเพราะกินเบอร์เกอร์ของออสเตรเลียมาทีไรไม่เคยจะเจออะไรสักกะที (ไวน์ออสเตรเลียด้วย) สเต็กที่ได้ได้มาชิ้นหนาดี, medium rare ตามที่สั่ง, เนื้อส่วน rump นี่ก็คือประมาณส่วนที่อยู่ถัดจาก sirloin ไปทางด้านหลังหน่อยจะไม่ค่อยมีมันและก็จะเหนียวกว่าหน่อย (ก็เลยทำให้ถูกกว่าด้วย) ซึ่งเนื้อนี้ทางร้านบอกว่าเป็น pasture fed ผมก็เพิ่งรู้ว่ามันมีการเลี้ยงวัวด้วยนมด้วย แต่ไฉนพอกินเข้าไปคำแรกแล้วมันแสนจะเหม็นหญ้าเหมือน grass fed แบบนี้เหนอ เนื้อไม่นุ่ม ออกแนวเหนียวด้วยซ้ำ juicy ก็ไม่เท่าไร และก็ตัวซอสกะหล่ำปลีที่ให้มาด้วยกัน (กะหล่ำปลีผสมอะไรก็ไม่รู้) ก็ไม่ได้ทำให้เนื้อมันอร่อยขึ้นเล้ยสักนิด รวม ๆ แล้วสเต็กจานนี้มีดีแค่ราคาครับอย่างอื่นไม่ work เลยสักอย่าง
Cape Grimm black angus rump steak 200 GM - sweet potato wedges, cauliflower, leek & fresh sage puree, crispy speek - (550 baht): This dish was the most expensive one yet the worst tasty one. At first, I was not willing to order this because I have never had a good experience with Australian beef (Australian wine as well). We got a pretty thick steak, medium rare like we ordered, the rump part are the part adjacent to sirloin part to the tail of the cow. This part contain less fat and harder to chew compare to the sirloin part. I also just knew that there are pasture fed beef in this whole wide world but then again, why the first bit of this steak are full of glass aroma? The meat was not tender, pretty hard to chew I'd say. The cauliflower sauce that chef seem to proud with it also not do any good to the overall taste of the dish. The cheap price are only pro of this dish in my opinion.
Beer Lao Dark (100 บาท): เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ชอบในมื้อนี้อร่อยดีเข้ากับอาหารดีและก็หาซื้อยากดีร้าน Chef Bar แห่งนี้ขายไม่แพงเลยแค่ 100 บาทเอง
Beer Lao Dark (100 บาท): Another good thing in this meal. Hard to find and Chef Bar also offered pretty cheap price compare to others.
สรุป ร้าน Chef Bar ร้านอาหารออสเตรเลียชื่อดัง(บน Tripadvisor) ย่านอโศกแห่งนี้สำหรับผมก็ไม่ได้เป็นมื้อที่ประทับใจอะไรมากนักครับ เราไม่ได้เห็นการทำครัวของเชฟเหมือนกับชื่อร้านที่ตอนแรกผมนึกว่าแบบจะนั่งที่บาร์มองเชฟปรุงอาหารเอาได้, อาหารรอค่อนข้างนานแต่ราคาก็ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณที่ได้รับ ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุด "รสชาติอาหาร" ก็มีทั้งไม่อร่อยและอร่อยระคนกัน แต่ไม่อร่อยนั้นเอาชนะไปด้วยจำนวน 2:1 จาน อืม ผมก็กินตาม Tripadvisor มาหลายร้านแล้วเน้อ เห็นมีอยู่ร้านเดียวที่อร่อยสมดาวจริง ๆ นั่นก็คือ Seven Spoons แต่ก็ไม่เป็นไรครับก็จะพยายามกินตามเว็บนี้ต่อไป เพราะอย่างน้อยก็จะได้รู้กันไปว่าลิ้นคนไทยมันไม่เหมือนลิ้นคนฝรั่งจริง ๆ
The meal at this famous (on Tripadvisor) Australian restaurant in Asoke area was not quite a memorable meal as I plan. We cannot see chef cooking his food like I thought I could have and like the shop name suggest. The food took so long to be served and the price is pretty reasonable especially consider the portion we got. The most important thing "taste" also come with the mixture of delicious and not-so-delicious dishes. And the not-so-delicious also win with 2:1 dishes as well. I have been follow high rate Tripadvisor for quite sometimes. So far there is only one shop that meet my expectation, Seven Spoons. Despite this appointment, I will continue following the high rate restaurant from Tripadvisor. At least I know that foreigner palette and Thai (Asian) palette are sure not alike.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Bangkok is renowned for its gourmet food at reasonably low prices. This blog covers a wide range of restaurants in Bangkok and occasionally in other provinces (Chiang Mai, Pattaya, Phuket). From street vendors to luxurious restaurants - From mouthwatering dishes to eye widening meals, all can be found here. This blog will take you to experience the exotic food you rarely find in your area. Feel free to leave comments or suggestion. Please visit http://www.bumres.com for more information.
Showing posts with label American (Burger - Steak - etc.) Restaurants. Show all posts
Showing posts with label American (Burger - Steak - etc.) Restaurants. Show all posts
Monday, January 13, 2014
Friday, November 29, 2013
Alles Gute Bangkok Review
Alles Gute - ร้านอาหารฝรั่ง อาหารตะวันตก นานาชาติ เบอร์เกอร์ สเต็ก พัฒนาการซอย 53 รีวิว
Overall Score /10
Taste /5
Ambiance /5
Service /5
Value /5
Alles Gute - International Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
Alles Gute นั้นรู้สึกจะแปลว่าโชคดีในภาษาเยอรมัน และก็เป็นคำดี ๆ ที่ร้าน ๆ นึงในซอยพัฒนาการ 53 (เมืองทอง 3) นำมาตั้งเป็นชื่อร้านด้วยกับร้าน Alles Gute - Food Coffee & Bistro ที่ตั้งอยู่บริเวณปากซอยพัฒนาการ 53 โซนที่คับคั่งไปด้วยร้านอาหารต่าง ๆ มากมายแห่งนี้นี่เอง ร้านนี้ก็ดูเป็นร้านที่ค่อนข้างจะจริงจังอยู่เหมือนกันนะครับ ไล่เรียงกันไปตั้งแต่เมนูของร้านที่ทำมาดูดีและมีให้เลือกเยอะมาก ๆ มีทั้งอาหารไทย, อาหารยุโรป, อาหารอเมริกัน และก็มีเมนูของหวาน + เครื่องดื่มแยกไปอีกเล่ม รวมถึงยังมีใบ prmotion พิเศษอีกใบต่างหากอืม ตัวร้านเองก็มีเว็บไซต์ของร้านซึ่งผมก็เข้าไปเช็คผ่าน ๆ ก็ดูดี เนื้อหาครบถ้วนอีกเหมือนกัน และร้านนี้ก็เปิดทำการมาได้ 8 ปีด้วยแล้วอีก ก็น่าจะเป็นร้านดังได้เหมือนกันถ้าเค้าดัง (งงมั้ยครับ?) แต่ทำม้ายทำไมผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยก็ไม่รู้ ฮ่า ๆ
มื้อนี้เรียกได้ว่าเป็นมื้อตบให้เต็มกระเพาะน่าจะเหมาะสมกว่าที่จะเรียกว่าเป็นมื้อจริงจัง เพราะมื้อนี้กินกันต่อทันทีหลังจากกินก๋วยเตี๋ยวเรือของร้านฝั่งตรงข้ามเสร็จ (เล็งไว้ตั้งแต่ก่อนกินก๋วยเตี๋ยวเรือ เห็นรูปเบอร์เกอร์ชิ้นโตแปะอยู่หน้าร้าน) ตัวผมมาตบให้เต็มด้วยเบอร์เกอร์ส่วนแฟนผมมาตบให้เต็มด้วยของหวานนั่นเอง อ้อ อาหารของร้านนี้เค้ามีให้เลือกเยอะมากนะครับเน้นไปที่อาหารตะวันตกเป็นหลัก ส่วนราคาก็กลาง ๆ จานละ 150 - 300 บาทโดยประมาณอะไรงี้
Alles Gute's Burger (Grilled beef burger in a bun topped with caramelized onion-mushroom, bacon and cheese - เบอร์เกอร์เนื้อท็อปด้วยเห็ดผัดหอม เบคอน และชีส - 235 บาท): สิ่งแรกที่ผิดหวังเลยสำหรับเบอร์เกอร์จานนี้ก็คือ "ทางร้านไม่ได้ประกบมาให้" คือแบบการที่กินเบอร์เกอร์แบบไม่ได้ประกับและใช้มือกินสำหรับผมแล้วมันก็เหมือนกับ "กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ก็เหมือนตีกะหรี่ไม่ดูดนม" อะไรแบบนั้นอ่ะครับ มันไม่ใช่อ่ะ มันไม่ใช่ฟีลจริง ๆ แต่คือถ้าตัดเรื่องนี้ไป เบอร์เกอร์ชิ้นนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเบอร์เกอร์ที่ให้เครื่องมาครบครันมา patty ชิ้นหนานุ่ม medium ค่อนไปทาง well-done, เบคอนทอดมากรอบเกรียม, chaddar cheese ให้มาเยอะและก็เยิ้ม ๆ กำลังดี, เห็ดออรินจิที่ให้มาก็ช่วยเสริมรสชาตได้ดี คือรวม ๆ แล้วเป็นเบอร์เกอร์ที่รสชาติใช้ได้ก้อนนึง คุ้มค่าคุ้มราคาก้อนนึงล่ะครับ (ตอนหลังผมค่อย ๆ ทลายเครื่องจนเหลือไม่กี่อย่างและประกินได้ในที่สุดครับ ฮ่า ๆ)
Chocolate Lava + Vanilla Icecream (250 บาท): จานนี้บอกตรง ๆ ว่าพอเห็นราคาในบิลแล้วแอบช็อค พระเจ้าช่วยราคาแพงยังกะพวกร้านอิตาเลียนหรู ๆ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ อะไรแบบนั้นเลย แพงกว่า After You แพงกว่าร้านคาเฟ่บ้าน ๆ แทบจะทุกร้าน ทั้ง ๆ ที่ร้าน Alles Gute แห่งนี้ก็เป็นแค่ร้านห้องแถวบ้าน ๆ ร้านนี้นะเนี่ย ฮ่วย (ตอนแรกที่สั่งไม่เห็นราคานึกว่าจะแค่ 120 - 150 บาทครับ) ตัว chocolate fondant ผิวสัมผัสแปลกดีมันเนียน ๆ เด้ง ๆ หนึบ ๆ ไม่เหมือนกับปกติที่จะเป็นเนื้อเค้กที่จะฟู ๆ แห้ง ๆ คือแบบแปลกดีครับ แต่เป็นแปลกในแบบที่แฟนผมนางไม่ค่อยชอบเท่าไร ส่วนตัวรสชาตินี่หวานเค็มลงตัวอร่อยครับ ส่วนไอศครีมวานิลลาที่ให้มาด้วยกันก็ธรรมดา ๆ มาตรฐาน ไม่มีอะไรมากครับ
มื้อเติมเต็มกระเพาะของผมที่ร้าน Alles Gute แห่งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตัดสินอะไรร้านนี้เค้าได้รึเปล่าเพราะสั่งกันไปแค่ 2 อย่างจากเมนูร่วม ๆ 100 รายการของทางร้านเค้าเองก็ไว้ว่าง ๆ อาจจะไปอีกล่ะครับ มีเมนูเมดิเตอร์เรเนียนแปลก ๆ หลายอย่างที่ผมยังไม่เคยกิน แต่ก็นะ มางวดหน้าน่าจะต้องเล็งราคาไว้ดี ๆ ล่ะน่ะแหม่
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Overall Score /10
Taste /5
Ambiance /5
Service /5
Value /5
Alles Gute - International Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
Alles Gute นั้นรู้สึกจะแปลว่าโชคดีในภาษาเยอรมัน และก็เป็นคำดี ๆ ที่ร้าน ๆ นึงในซอยพัฒนาการ 53 (เมืองทอง 3) นำมาตั้งเป็นชื่อร้านด้วยกับร้าน Alles Gute - Food Coffee & Bistro ที่ตั้งอยู่บริเวณปากซอยพัฒนาการ 53 โซนที่คับคั่งไปด้วยร้านอาหารต่าง ๆ มากมายแห่งนี้นี่เอง ร้านนี้ก็ดูเป็นร้านที่ค่อนข้างจะจริงจังอยู่เหมือนกันนะครับ ไล่เรียงกันไปตั้งแต่เมนูของร้านที่ทำมาดูดีและมีให้เลือกเยอะมาก ๆ มีทั้งอาหารไทย, อาหารยุโรป, อาหารอเมริกัน และก็มีเมนูของหวาน + เครื่องดื่มแยกไปอีกเล่ม รวมถึงยังมีใบ prmotion พิเศษอีกใบต่างหากอืม ตัวร้านเองก็มีเว็บไซต์ของร้านซึ่งผมก็เข้าไปเช็คผ่าน ๆ ก็ดูดี เนื้อหาครบถ้วนอีกเหมือนกัน และร้านนี้ก็เปิดทำการมาได้ 8 ปีด้วยแล้วอีก ก็น่าจะเป็นร้านดังได้เหมือนกันถ้าเค้าดัง (งงมั้ยครับ?) แต่ทำม้ายทำไมผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยก็ไม่รู้ ฮ่า ๆ
มื้อนี้เรียกได้ว่าเป็นมื้อตบให้เต็มกระเพาะน่าจะเหมาะสมกว่าที่จะเรียกว่าเป็นมื้อจริงจัง เพราะมื้อนี้กินกันต่อทันทีหลังจากกินก๋วยเตี๋ยวเรือของร้านฝั่งตรงข้ามเสร็จ (เล็งไว้ตั้งแต่ก่อนกินก๋วยเตี๋ยวเรือ เห็นรูปเบอร์เกอร์ชิ้นโตแปะอยู่หน้าร้าน) ตัวผมมาตบให้เต็มด้วยเบอร์เกอร์ส่วนแฟนผมมาตบให้เต็มด้วยของหวานนั่นเอง อ้อ อาหารของร้านนี้เค้ามีให้เลือกเยอะมากนะครับเน้นไปที่อาหารตะวันตกเป็นหลัก ส่วนราคาก็กลาง ๆ จานละ 150 - 300 บาทโดยประมาณอะไรงี้
Alles Gute's Burger (Grilled beef burger in a bun topped with caramelized onion-mushroom, bacon and cheese - เบอร์เกอร์เนื้อท็อปด้วยเห็ดผัดหอม เบคอน และชีส - 235 บาท): สิ่งแรกที่ผิดหวังเลยสำหรับเบอร์เกอร์จานนี้ก็คือ "ทางร้านไม่ได้ประกบมาให้" คือแบบการที่กินเบอร์เกอร์แบบไม่ได้ประกับและใช้มือกินสำหรับผมแล้วมันก็เหมือนกับ "กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ก็เหมือนตีกะหรี่ไม่ดูดนม" อะไรแบบนั้นอ่ะครับ มันไม่ใช่อ่ะ มันไม่ใช่ฟีลจริง ๆ แต่คือถ้าตัดเรื่องนี้ไป เบอร์เกอร์ชิ้นนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเบอร์เกอร์ที่ให้เครื่องมาครบครันมา patty ชิ้นหนานุ่ม medium ค่อนไปทาง well-done, เบคอนทอดมากรอบเกรียม, chaddar cheese ให้มาเยอะและก็เยิ้ม ๆ กำลังดี, เห็ดออรินจิที่ให้มาก็ช่วยเสริมรสชาตได้ดี คือรวม ๆ แล้วเป็นเบอร์เกอร์ที่รสชาติใช้ได้ก้อนนึง คุ้มค่าคุ้มราคาก้อนนึงล่ะครับ (ตอนหลังผมค่อย ๆ ทลายเครื่องจนเหลือไม่กี่อย่างและประกินได้ในที่สุดครับ ฮ่า ๆ)
Chocolate Lava + Vanilla Icecream (250 บาท): จานนี้บอกตรง ๆ ว่าพอเห็นราคาในบิลแล้วแอบช็อค พระเจ้าช่วยราคาแพงยังกะพวกร้านอิตาเลียนหรู ๆ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ อะไรแบบนั้นเลย แพงกว่า After You แพงกว่าร้านคาเฟ่บ้าน ๆ แทบจะทุกร้าน ทั้ง ๆ ที่ร้าน Alles Gute แห่งนี้ก็เป็นแค่ร้านห้องแถวบ้าน ๆ ร้านนี้นะเนี่ย ฮ่วย (ตอนแรกที่สั่งไม่เห็นราคานึกว่าจะแค่ 120 - 150 บาทครับ) ตัว chocolate fondant ผิวสัมผัสแปลกดีมันเนียน ๆ เด้ง ๆ หนึบ ๆ ไม่เหมือนกับปกติที่จะเป็นเนื้อเค้กที่จะฟู ๆ แห้ง ๆ คือแบบแปลกดีครับ แต่เป็นแปลกในแบบที่แฟนผมนางไม่ค่อยชอบเท่าไร ส่วนตัวรสชาตินี่หวานเค็มลงตัวอร่อยครับ ส่วนไอศครีมวานิลลาที่ให้มาด้วยกันก็ธรรมดา ๆ มาตรฐาน ไม่มีอะไรมากครับ
มื้อเติมเต็มกระเพาะของผมที่ร้าน Alles Gute แห่งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตัดสินอะไรร้านนี้เค้าได้รึเปล่าเพราะสั่งกันไปแค่ 2 อย่างจากเมนูร่วม ๆ 100 รายการของทางร้านเค้าเองก็ไว้ว่าง ๆ อาจจะไปอีกล่ะครับ มีเมนูเมดิเตอร์เรเนียนแปลก ๆ หลายอย่างที่ผมยังไม่เคยกิน แต่ก็นะ มางวดหน้าน่าจะต้องเล็งราคาไว้ดี ๆ ล่ะน่ะแหม่
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Tuesday, November 12, 2013
Pink Tender Bangkok Review
Pink Tender - European Restaurant and Causual Dining Review
พิงค์ เทนเดอร์ ร้านอาหารตะวันตก สเต็ก สปาเก็ตตี้ พาสต้า บางนา รีวิว
Overall Score 8.5/10
Taste 4/5
Ambiance 4/5
Service 4/5
Value 4.5/5
Pink Tender - European Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ถ้านึกถึงสีชมพูที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ทุกท่านนึกถึงอะไรกันบ้างครับ? สำหรับตัวผมเองแล้ว ก็นึกไม่ค่อยจะออกสักเท่าไรเพราะสีชมพูนั้นเป็นสีที่ค่อนข้างจะพบเจอได้ยากอยู่เหมือนกันในตัวอาหาร เพราะว่ามันไม่ค่อยพบเจอในผักหรือผลไม้ทั่วไป เนื้อปลาเหรอ? ก็ไม่ค่อยจะมีสีชมพูสักเท่าไร ออกแนว ขาว หรือไม่ก็แดงไปเลย ส่วนเนื้อสัตว์? ก็ไม่ค่อยจะมีนักเพราะว่าเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ที่เรากินกันก็จะเป็นเนื้อสุก ๆ ที่โปรตีน denature และกลายเป็นสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีแดงไปหมดแล้ว แต่ถ้าพูดถึงสีชมพูและมีคำว่าสเต็กพ่วงมาด้วย ทุกท่านก็น่าจะนึกออกกันว่ามันหมายถึงเนื้อแบบ medium rare, medium หรือเนื้อเสต็กในแบบที่เหมาะสมที่สุดในการกินเสต็ก ซึ่งพอกินเนื้อแบบนี้แล้วก็จะได้ความนุ่ม ความฉ่ำของเนื้อที่สุดและเป็นที่มาของชื่อร้าน นุ่มละมุนชมพูสะพรั่ง หรือ Pink Tender ในรีวิวฉบับนี้นี่เอง
ร้าน Pink Tender แห่งนี้เป็นร้านที่อาหารจะเน้นไปที่อาหารตะวันตก-ยุโรปแบบกินกันได้ง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมาก (tagline ของร้านเลยตั้งว่า casual dining) ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงพิกัดของร้านที่ตั้งอยู่ในซอยข้าง Central Bangna แห่งนี้แล้ว ผมว่าร้านแนวอาหารตะวันตกแบบ modern ๆ หน่อยในย่านนี้ก็น่าจะเป็น rare item เลยก็ว่าได้ เวลาที่เราพูดถึงร้านแนว ๆ นี้กัน (ร้านอาหารตะวันตก, pasta, steak, อาหารสวย ๆ หน่อย) เราก็คงจะนึกถึงกันแต่ย่านทองหล่อ, พร้อมพงษ์ หรือ สีลมเป็นหลัก ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วผมก็เบื่อเหมือนกันที่ทำไมร้านใหม่ ๆ แนวนี้จะต้องไปกระจุกตัวกันแถว ๆ นั้น ซึ่งหลัง ๆ นี้ก็เริ่มเห็นว่ามีร้านแนวนี้เริ่มกระจายตัวออกมาจากย่านนั้นกันบ้างแล้ว (เช่นเดียวกันกับร้าน Sushi) ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับนักกินทั้งหลายเนอะ
อาหารของร้านนี้ก็ตามที่กล่าวไป จะเป็นอาหารตะวันตกแนวเรียบง่าย ๆ หน่อยมีหมวดหมู่ให้เลือกครบครัน salad, appetizer, soup, pasta, main course, dessert อาหารแต่ละหมวดหมู่ของทางร้าน Pink Tender แห่งนี้จะมีให้เลือกไม่ค่อยเยอะนัก ตามประสาร้านอาหารแนว homemade ที่เน้นคุณภาพมากกว่าความหลากหลายของอาหาร ซึ่งจากประสบการณ์ของผมแล้ว เราที่เมนูไม่เยอะ ๆ แบบนี้มักจะทำอาหารออกมาได้ดี พิถีพิถันอะไรหลาย ๆ อย่างออกมาแล้วกว่าจะออกมาเป็นเมนูของทางร้านเมนูหนึ่ง และเนื่องด้วยทำเลของทางร้าน (ด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจ) ที่ตั้งอยู่ชานเมืองแบบนี้ อาหารของทางร้านก็เลยราคาค่อนข้างสบายกระเป๋ากว่าร้านแนวคล้าย ๆ กันนี้ในเมืองพอสมควรเลย ชอบ ๆ อ้อและสำหรับคนที่ชอบ craft beer (เบียร์ไม่ mainstream) ร้าน pink tender แห่งนี้ก็มีวางจำหน่ายหลายยี่ห้อเหมือนกันครับ เข้าคู่กับอาหารฝรั่งของทางร้านได้อย่างลงตัว
สิ่งหนึ่งที่ผมแอบคิดเอาไว้ก่อนมาร้านนี้คือ ร้านจะเป็นสีชมพูเหมือนกับชื่อร้านรึเปล่าว้า?? แต่พอไปถึงก็แอบผิดหวังนิดนึงตรงที่ร้านเป็นอาคารสีขาว ๆ ชั้นเดียวเรียบง่าย ๆ ธรรมดา ๆ หลังนึง (คือจะว่าไปผมก็คิดไปได้เนอะว่าร้านจะทาสีเป็นสีชมพู ฮ่า ๆ) ตัวร้านนั้นมีขนาดไม่ค่อยใหญ่นัก มีโต๊ะประมาณสัก 10 - 15 โต๊ะได้และก็จะมีส่วนบาร์เครื่องดื่มเล็ก ๆ และครัวแบบกึ่ง ๆ open-kitchen เล็กน้อยให้เราเห็นการทำงานของคนครัวกัน บรรยากาศของร้าน Pink Tender แห่งนี้ก็คล้าย ๆ typical ร้านยุคใหม่ที่เปิดตัวกันช่วงหลัง ๆ นั่นเองครับ เรียบง่ายแต่ก็จัดวางพื้นที่อย่างลงตัว
สลัดปลาหมึกย่างเตาถ่านหอมกรุ่น (Grilled squid salad - 150 บาท): เป็นสลัดปลาหมึกที่แบบปลาหมึกเด่นมากจริง ๆ ครับจานนี้ (ร้านอื่นส่วนใหญ่ให้เด็กน้อยปลาหมึกชิ้นเล็ก ๆ มา) ปลาหมึกให้มาเยอะ และก็ย่างมาแบบร้อน ๆ หอม ๆ น่ากินสุด ๆ ส่วนผักที่มาด้วยกันก็มีอยู่ 3 ชนิดคือ cos, red coral, green oak ส่วนตัวน้ำสลัดในจานนี้ก็เหมือนจะเป็นแค่ balsamic นิด ๆ หน่อย เน้นให้กินความสดของผักและปลาหมึกย่างกรุบ ๆ เด้ง ๆ เป็นหลัก อร่อยมากครับจานนี้ชอบ
โฟกราส์ซอสสามรส (Foie Gras, raspberry, organe, balsamic and rocket - 490 บาท): ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่คือตับห่านหรือตับเป็ด (แยกยากจริง ๆ) จานนี้หน้าตาสวยงาม เก๋ไก๋ เป็นตับห่าน/เป็ด ไปทอดมาพอให้สุกเล็กน้อย fat ยังไม่ไหลออกไปมาก และก็ตกแต่งมาด้วยซอส 3 รส โดยตัว raspberry มาแบบเป็นขยุ้มหน่อย ส่วน balsamic กับ orange จะเป็นแบบทาเป็นวง ๆ มารอบจ่าย และก็โรยมาด้วยใบร็อคเก็ตอีกเล็กน้อย ออกมาเป็นอาหารหน้าตาสวยงามน่ารับประทาน ส่วนรสชาติ ก็อร่อยได้มาตรฐานดีครับ ตับยังไม่ค่อย juicy มากนัก, ซอสเปรี้ยว ๆ กำลังดีตัดรสตับได้ดี และยิ่งราคาเท่านี้ (ในเมือง 800 บาทขึ้นไป) คุ้มค่าสำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารเพิ่มน้ำหนักจานนี้นักล่ะครับ
สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศใบโหระพารสเผ็ด (Arabiata spaghetti - 180 บาท): สปาเก็ตตี้แบบเรียบง่าย ที่ทำออกมาให้อร่อยยาก ทางร้านเลือกเส้นสปาเก็ตตี้ที่เบอร์ค่อนข้างน้อย จนเส้นเล็กคล้าย ๆ จะเป็นแองเจิ้ลแฮร์กลาย ๆ ซึ่งเส้นแบบนี้ผมว่าเป็นอะไรที่เข้ากับซอสเยิ้ม ๆ อย่าง arabiata ดีเพราะมันดูดซอสขึ้นมาได้เยอะ ซึ่งซอสจานนี้ก็แบบ arabiata ดีมากครับ เผ็ดนิด ๆ มะเขือเทศเด่น ๆ หน่อย และมีโรย parmesan cheese มาอีกเล็กน้อย อร่อยครับ
เส้นอุด้งผัดพร้อมกุ้งลายเสือย่าง (Udon tiger prawn - 260 บาท): พาสต้าแนวใหม่ที่ใช้เส้นอุด้งแบบไม่ใหญ่มากมาทำ ทำให้ได้ texture ที่ต่างจากกินพาสต้าปกติที่กิน ๆ มาเหมือนกันนะครับ มันลื่น ๆ smooth ๆ ดี ซึ่งตัวรสชาริของเส้นอุด้งนั้นจะมัน ๆ หอม ๆ หน่อยเพราะนำไปผัดกับมันกุ้งมา ส่วนตัวกุ้งลายเสือที่ให้มาด้วยกันถึง 3 ตัวและย่างมาค่อนข้างสมบูรณ์แบบนั้นก็ช่วยทำให้ความอร่อยของจานนี้อร่อยมากขึ้นได้อย่างลงตัว
ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ริซอตโต้พร้อมปลาหมึกและกุ้งลายเสือย่าง (Risotto - riceberry paddy rice, grilled squid and tiger prawn - 240 บาท): Risotto แนวใหม่อีกเช่นกันที่นำข้าวกล้องมาทำ ก็แปลกตาดี ไม่เหมือนที่ไหน และวางโปะมาด้วย ปลาหมึกย่างและกุ้งลายเสือย่าง ตัวปลาหมึกและกุ้งนี่หายห่วงครับ อร่อยเหมือนจานอื่น ๆ (ร้าน Pink Tender เค้า grill ดีครับ) แต่ผมว่าเจ้าตัวข้าวกล้องนี่มันไม่ค่อยเหมาะกับ risotto เท่าไรอ่ะ มันแบบแห้ง ๆ สาก ๆ ไม่ได้นุ่ม ๆ เละ ๆ เหมือน risotto แบบที่พวกผมคุ้นเคยกัน และก็ตัวข้าวนั้นมีการนำไปผัดกับ lobster bisque ด้วยซึ่งผมว่ากลิ่นกุ้งมันแรงไปนิด กินแล้วไม่ค่อยหอมชีส เหมือน risotto ที่เคย ๆ กินมา
หมายเหตุข้าวกล้องของทางร้านเค้าเขียนโฆษณาไว้แบบนี้ครับ "ข้าวกล้องออร์แกนิคไรซ์เบอรี่ เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเป็นข้าวเจ้าสี่ม่วงเข้มรูปร่างเมล็ดเรียวยาวข้าวกล้องมีความนุ่มนวลมาก คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากมาย"
อกไก่นุ่มฉ่ำเสิร์ฟพร้อมซอสโหระพาเห็ด (Slow cooked chicken breast with pesto sauce - 220 บาท): จานนี้บอกตรง ๆ ว่าเห็นทีแรกแล้วไม่ค่อยอยากกินสักเท่าไรเพราะว่า โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยชอบอกไก่นัก มันเป็นเนื้อส่วนที่ไม่มีความอร่อยเลย แห้ง ๆ แก๋แด๋ ๆ แต่ของร้านนี้พอกินเข้าไปแล้วก็อืม นุ่มกว่าที่คิด ฉ่ำกว่าที่คิดครับ (แต่แน่นอนก็ยังไม่เท่ากับเนื้อสะโพกของร้านส่วนใหญ่อยู่ดี) ส่วนผักที่ให้มาก็หลากหลายดี อร่อยดี เข้าคู่กับอกไก่ได้เป็นอย่างดี
พิงค์แฮบเบอร์เกอร์ไก่ เสิร์ฟพร้อมไข่ลวก มันฝรั่งทอด หอมใหญ่ทอด (Pink tender burger beef/pork - 200 บาท): จานนี้อาจจะพิเศษสักหน่อยเนื่องจากปกติทางร้านจะมีแต่เนื้อวัวและเนื้อหมู และจานนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นจานที่เป็นตัวแทนของร้านดีมากเพราะว่าตัว bun นั้นทางร้านนำไปใส่น้ำทับทิมมาจนกลายเป็นสีชมพูเหมือนกับชื่อร้าน และก็ตัว bun ก็นุ่ม อร่อยดีครับ ส่วนตัวเนื้อไก่ทางร้านให้เป็นส่วนสะโพกชิ้นใหญ่ ๆ ที่ทอดมา ซึ่งพวกผมอยากกินเบอร์เกอร์แบบเบอร์เกอร์จริง ๆ (ใช้มื้อกิน) ก็เลยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้แบบกัดได้สะดวก แล้วก็ค่อยกิน ซึ่งพอกินแบบนี้แล้วก็อร่อยดีครับ เนื้อไก่นุ่มดี ซอสที่ทามาข้างในก็อร่อยดีอีกเช่นกัน เป็น burger ที่อร่อยคุ้มราคาดีครับ
เสต็กเนื้อริบอายออสเตรเลียน (Ribeye steak with butter anchovy - Australian grain fed 120 days - 550 บาท): จานนี้เป็นเสต็กที่ทำมาแตกต่างจาก traditional steak เล็กน้อยคือจะนำเนื้อไปหั่นโชว์ความเป็นสีชมพูมาเลย (อันนี้ทางร้านบอกว่าจงใจเพื่อให้เข้ากับ concept ของร้าน) ซึ่งมันก็เก๋ไก๋สวยงามดีนะครับ แต่ว่าสเต็กจานนี้ยังไม่ค่อยถึงขั้นที่พวกผมคาดหวังกันเอาไว้นัก เพราะว่าเนื้อมันบางไปหน่อย บางเกินกว่าที่จะเป็นเนื้อเสต็กชั้นดี (แต่ก็พอเข้าใจว่า fillet ของ Australian ชอบแล่มาความหนาประมาณนี้) ทำให้มันไม่ค่อยมีความ juicy มากนัก ส่วนตัวเนื้อวัวนั้นถ้าเทียบว่า grain fed มา 120 วัน และราคาเท่านี้ก็เหมาะสมดี แต่ผมว่าร้านสเต็กถ้าแบบอยากจะ present steak จริง ๆ ก็น่าจะเลือก grain fed 180 วันขึ้นไปมากกว่านะ (ถึงราคาจะสูงขึ้นแต่ก็แบบ steak lover น่าจะประทับใจกันมากกว่า)
ลิ้นวัวย่าง (Grilled OX tongue - 320 บาท): ลิ้นวัวชิ้นหนาบิ๊กเบิ้ม นำไปเคี่ยวมาจนนุ่มกำลังดีและราดซอสไวน์แดงผสม raspberry มา ส่วนตัว garnish ของจานนี้ก็คล้าย ๆ จานอื่นแต่จะมี sauerkraut และ mash potato เพิ่มขึ้นมา (mash potato อร่อยครับ) ตัวลิ้นวัวผมว่าทำมาค่อนข้างดีล่ะ นุ่มแบบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวอะไรมาก ไม่ต้องใช้มีดตัดใช้ช้อนตัดได้เลย แต่ว่าตัวซอสผมว่ามันไม่ค่อยเข้ากับตัวลิ้นสักเท่าไร ซอสแนวสตูว์น่าจะเหมาะกว่า
แพนนาคอตต้าเสาวรส (Panna cotta, passion fruit, almond foam - 150 บาท): เป็น panna cotta ที่ทำมาไม่ค่อยเหมือนกับที่อื่นนักคือมาแบบเป็น pudding ในจานใหญ่ ๆ แทน ส่วนตัวรสชาติ panna cotta ก็ไม่ได้เป็นวานิลลาเหมือนที่อื่น เป็นเสาวรสแทน ส่วนตัวที่คล้าย ๆ whipped cream นั้นจริง ๆ แล้วมันคือ almond espuma ซึ่งจะเป็น almond นำไปปั่นออกมาจนเป็นโฟมคล้าย ๆ วิบครีม ซึ่งทั้งสองอย่างเข้าขากันได้อย่างน่าประหลาดครับ ตัว pudding เปรี้ยวนิด ๆ และกินพร้อมกับ espuma ก็ได้กลิ่นหอมดี เป็นของหวานที่อร่อยและแนวดี
สรุป ร้าน Pink Tender - ร้านอาหารตะวันตกแนว casual dining ในย่านบางนาแห่งนี้ก็เป็นร้านที่พวกผมชอบกันพอสมควรเลยล่ะ อาหารราคาไม่แพง หน้าตาอาหารสวยงาม และให้ portion มาแบบคุ้มค่าเกินราคามาก ๆ ซึ่งอานิสงส์ในจุดนี้ก็น่าจะมาจากทำเลของร้าน บวกกับความรักในตัวอาหารของเจ้าของร้านที่อยากให้หลาย ๆ คนได้ลองอาหารฝรั่งอร่อย ๆ กันได้อย่างไม่มีขนหน้าแข้งหลุดร่วงกันไปเป็นหย่อม ๆ เหมือนร้านในตัวเมือง ใครอยากลองอาหารตะวันตกดี ๆ แบบไม่ต้องเดินทางฝ่ารถติดเข้าตัวเมืองก็มาลองกันได้เลยครับที่ร้าน Pink Tender แห่งนี้นี่เอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
พิงค์ เทนเดอร์ ร้านอาหารตะวันตก สเต็ก สปาเก็ตตี้ พาสต้า บางนา รีวิว
Overall Score 8.5/10
Taste 4/5
Ambiance 4/5
Service 4/5
Value 4.5/5
Pink Tender - European Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ถ้านึกถึงสีชมพูที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ทุกท่านนึกถึงอะไรกันบ้างครับ? สำหรับตัวผมเองแล้ว ก็นึกไม่ค่อยจะออกสักเท่าไรเพราะสีชมพูนั้นเป็นสีที่ค่อนข้างจะพบเจอได้ยากอยู่เหมือนกันในตัวอาหาร เพราะว่ามันไม่ค่อยพบเจอในผักหรือผลไม้ทั่วไป เนื้อปลาเหรอ? ก็ไม่ค่อยจะมีสีชมพูสักเท่าไร ออกแนว ขาว หรือไม่ก็แดงไปเลย ส่วนเนื้อสัตว์? ก็ไม่ค่อยจะมีนักเพราะว่าเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ที่เรากินกันก็จะเป็นเนื้อสุก ๆ ที่โปรตีน denature และกลายเป็นสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีแดงไปหมดแล้ว แต่ถ้าพูดถึงสีชมพูและมีคำว่าสเต็กพ่วงมาด้วย ทุกท่านก็น่าจะนึกออกกันว่ามันหมายถึงเนื้อแบบ medium rare, medium หรือเนื้อเสต็กในแบบที่เหมาะสมที่สุดในการกินเสต็ก ซึ่งพอกินเนื้อแบบนี้แล้วก็จะได้ความนุ่ม ความฉ่ำของเนื้อที่สุดและเป็นที่มาของชื่อร้าน นุ่มละมุนชมพูสะพรั่ง หรือ Pink Tender ในรีวิวฉบับนี้นี่เอง
ร้าน Pink Tender แห่งนี้เป็นร้านที่อาหารจะเน้นไปที่อาหารตะวันตก-ยุโรปแบบกินกันได้ง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมาก (tagline ของร้านเลยตั้งว่า casual dining) ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงพิกัดของร้านที่ตั้งอยู่ในซอยข้าง Central Bangna แห่งนี้แล้ว ผมว่าร้านแนวอาหารตะวันตกแบบ modern ๆ หน่อยในย่านนี้ก็น่าจะเป็น rare item เลยก็ว่าได้ เวลาที่เราพูดถึงร้านแนว ๆ นี้กัน (ร้านอาหารตะวันตก, pasta, steak, อาหารสวย ๆ หน่อย) เราก็คงจะนึกถึงกันแต่ย่านทองหล่อ, พร้อมพงษ์ หรือ สีลมเป็นหลัก ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วผมก็เบื่อเหมือนกันที่ทำไมร้านใหม่ ๆ แนวนี้จะต้องไปกระจุกตัวกันแถว ๆ นั้น ซึ่งหลัง ๆ นี้ก็เริ่มเห็นว่ามีร้านแนวนี้เริ่มกระจายตัวออกมาจากย่านนั้นกันบ้างแล้ว (เช่นเดียวกันกับร้าน Sushi) ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับนักกินทั้งหลายเนอะ
อาหารของร้านนี้ก็ตามที่กล่าวไป จะเป็นอาหารตะวันตกแนวเรียบง่าย ๆ หน่อยมีหมวดหมู่ให้เลือกครบครัน salad, appetizer, soup, pasta, main course, dessert อาหารแต่ละหมวดหมู่ของทางร้าน Pink Tender แห่งนี้จะมีให้เลือกไม่ค่อยเยอะนัก ตามประสาร้านอาหารแนว homemade ที่เน้นคุณภาพมากกว่าความหลากหลายของอาหาร ซึ่งจากประสบการณ์ของผมแล้ว เราที่เมนูไม่เยอะ ๆ แบบนี้มักจะทำอาหารออกมาได้ดี พิถีพิถันอะไรหลาย ๆ อย่างออกมาแล้วกว่าจะออกมาเป็นเมนูของทางร้านเมนูหนึ่ง และเนื่องด้วยทำเลของทางร้าน (ด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจ) ที่ตั้งอยู่ชานเมืองแบบนี้ อาหารของทางร้านก็เลยราคาค่อนข้างสบายกระเป๋ากว่าร้านแนวคล้าย ๆ กันนี้ในเมืองพอสมควรเลย ชอบ ๆ อ้อและสำหรับคนที่ชอบ craft beer (เบียร์ไม่ mainstream) ร้าน pink tender แห่งนี้ก็มีวางจำหน่ายหลายยี่ห้อเหมือนกันครับ เข้าคู่กับอาหารฝรั่งของทางร้านได้อย่างลงตัว
สิ่งหนึ่งที่ผมแอบคิดเอาไว้ก่อนมาร้านนี้คือ ร้านจะเป็นสีชมพูเหมือนกับชื่อร้านรึเปล่าว้า?? แต่พอไปถึงก็แอบผิดหวังนิดนึงตรงที่ร้านเป็นอาคารสีขาว ๆ ชั้นเดียวเรียบง่าย ๆ ธรรมดา ๆ หลังนึง (คือจะว่าไปผมก็คิดไปได้เนอะว่าร้านจะทาสีเป็นสีชมพู ฮ่า ๆ) ตัวร้านนั้นมีขนาดไม่ค่อยใหญ่นัก มีโต๊ะประมาณสัก 10 - 15 โต๊ะได้และก็จะมีส่วนบาร์เครื่องดื่มเล็ก ๆ และครัวแบบกึ่ง ๆ open-kitchen เล็กน้อยให้เราเห็นการทำงานของคนครัวกัน บรรยากาศของร้าน Pink Tender แห่งนี้ก็คล้าย ๆ typical ร้านยุคใหม่ที่เปิดตัวกันช่วงหลัง ๆ นั่นเองครับ เรียบง่ายแต่ก็จัดวางพื้นที่อย่างลงตัว
สลัดปลาหมึกย่างเตาถ่านหอมกรุ่น (Grilled squid salad - 150 บาท): เป็นสลัดปลาหมึกที่แบบปลาหมึกเด่นมากจริง ๆ ครับจานนี้ (ร้านอื่นส่วนใหญ่ให้เด็กน้อยปลาหมึกชิ้นเล็ก ๆ มา) ปลาหมึกให้มาเยอะ และก็ย่างมาแบบร้อน ๆ หอม ๆ น่ากินสุด ๆ ส่วนผักที่มาด้วยกันก็มีอยู่ 3 ชนิดคือ cos, red coral, green oak ส่วนตัวน้ำสลัดในจานนี้ก็เหมือนจะเป็นแค่ balsamic นิด ๆ หน่อย เน้นให้กินความสดของผักและปลาหมึกย่างกรุบ ๆ เด้ง ๆ เป็นหลัก อร่อยมากครับจานนี้ชอบ
โฟกราส์ซอสสามรส (Foie Gras, raspberry, organe, balsamic and rocket - 490 บาท): ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่คือตับห่านหรือตับเป็ด (แยกยากจริง ๆ) จานนี้หน้าตาสวยงาม เก๋ไก๋ เป็นตับห่าน/เป็ด ไปทอดมาพอให้สุกเล็กน้อย fat ยังไม่ไหลออกไปมาก และก็ตกแต่งมาด้วยซอส 3 รส โดยตัว raspberry มาแบบเป็นขยุ้มหน่อย ส่วน balsamic กับ orange จะเป็นแบบทาเป็นวง ๆ มารอบจ่าย และก็โรยมาด้วยใบร็อคเก็ตอีกเล็กน้อย ออกมาเป็นอาหารหน้าตาสวยงามน่ารับประทาน ส่วนรสชาติ ก็อร่อยได้มาตรฐานดีครับ ตับยังไม่ค่อย juicy มากนัก, ซอสเปรี้ยว ๆ กำลังดีตัดรสตับได้ดี และยิ่งราคาเท่านี้ (ในเมือง 800 บาทขึ้นไป) คุ้มค่าสำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารเพิ่มน้ำหนักจานนี้นักล่ะครับ
สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศใบโหระพารสเผ็ด (Arabiata spaghetti - 180 บาท): สปาเก็ตตี้แบบเรียบง่าย ที่ทำออกมาให้อร่อยยาก ทางร้านเลือกเส้นสปาเก็ตตี้ที่เบอร์ค่อนข้างน้อย จนเส้นเล็กคล้าย ๆ จะเป็นแองเจิ้ลแฮร์กลาย ๆ ซึ่งเส้นแบบนี้ผมว่าเป็นอะไรที่เข้ากับซอสเยิ้ม ๆ อย่าง arabiata ดีเพราะมันดูดซอสขึ้นมาได้เยอะ ซึ่งซอสจานนี้ก็แบบ arabiata ดีมากครับ เผ็ดนิด ๆ มะเขือเทศเด่น ๆ หน่อย และมีโรย parmesan cheese มาอีกเล็กน้อย อร่อยครับ
เส้นอุด้งผัดพร้อมกุ้งลายเสือย่าง (Udon tiger prawn - 260 บาท): พาสต้าแนวใหม่ที่ใช้เส้นอุด้งแบบไม่ใหญ่มากมาทำ ทำให้ได้ texture ที่ต่างจากกินพาสต้าปกติที่กิน ๆ มาเหมือนกันนะครับ มันลื่น ๆ smooth ๆ ดี ซึ่งตัวรสชาริของเส้นอุด้งนั้นจะมัน ๆ หอม ๆ หน่อยเพราะนำไปผัดกับมันกุ้งมา ส่วนตัวกุ้งลายเสือที่ให้มาด้วยกันถึง 3 ตัวและย่างมาค่อนข้างสมบูรณ์แบบนั้นก็ช่วยทำให้ความอร่อยของจานนี้อร่อยมากขึ้นได้อย่างลงตัว
ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ริซอตโต้พร้อมปลาหมึกและกุ้งลายเสือย่าง (Risotto - riceberry paddy rice, grilled squid and tiger prawn - 240 บาท): Risotto แนวใหม่อีกเช่นกันที่นำข้าวกล้องมาทำ ก็แปลกตาดี ไม่เหมือนที่ไหน และวางโปะมาด้วย ปลาหมึกย่างและกุ้งลายเสือย่าง ตัวปลาหมึกและกุ้งนี่หายห่วงครับ อร่อยเหมือนจานอื่น ๆ (ร้าน Pink Tender เค้า grill ดีครับ) แต่ผมว่าเจ้าตัวข้าวกล้องนี่มันไม่ค่อยเหมาะกับ risotto เท่าไรอ่ะ มันแบบแห้ง ๆ สาก ๆ ไม่ได้นุ่ม ๆ เละ ๆ เหมือน risotto แบบที่พวกผมคุ้นเคยกัน และก็ตัวข้าวนั้นมีการนำไปผัดกับ lobster bisque ด้วยซึ่งผมว่ากลิ่นกุ้งมันแรงไปนิด กินแล้วไม่ค่อยหอมชีส เหมือน risotto ที่เคย ๆ กินมา
หมายเหตุข้าวกล้องของทางร้านเค้าเขียนโฆษณาไว้แบบนี้ครับ "ข้าวกล้องออร์แกนิคไรซ์เบอรี่ เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเป็นข้าวเจ้าสี่ม่วงเข้มรูปร่างเมล็ดเรียวยาวข้าวกล้องมีความนุ่มนวลมาก คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากมาย"
อกไก่นุ่มฉ่ำเสิร์ฟพร้อมซอสโหระพาเห็ด (Slow cooked chicken breast with pesto sauce - 220 บาท): จานนี้บอกตรง ๆ ว่าเห็นทีแรกแล้วไม่ค่อยอยากกินสักเท่าไรเพราะว่า โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยชอบอกไก่นัก มันเป็นเนื้อส่วนที่ไม่มีความอร่อยเลย แห้ง ๆ แก๋แด๋ ๆ แต่ของร้านนี้พอกินเข้าไปแล้วก็อืม นุ่มกว่าที่คิด ฉ่ำกว่าที่คิดครับ (แต่แน่นอนก็ยังไม่เท่ากับเนื้อสะโพกของร้านส่วนใหญ่อยู่ดี) ส่วนผักที่ให้มาก็หลากหลายดี อร่อยดี เข้าคู่กับอกไก่ได้เป็นอย่างดี
พิงค์แฮบเบอร์เกอร์ไก่ เสิร์ฟพร้อมไข่ลวก มันฝรั่งทอด หอมใหญ่ทอด (Pink tender burger beef/pork - 200 บาท): จานนี้อาจจะพิเศษสักหน่อยเนื่องจากปกติทางร้านจะมีแต่เนื้อวัวและเนื้อหมู และจานนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นจานที่เป็นตัวแทนของร้านดีมากเพราะว่าตัว bun นั้นทางร้านนำไปใส่น้ำทับทิมมาจนกลายเป็นสีชมพูเหมือนกับชื่อร้าน และก็ตัว bun ก็นุ่ม อร่อยดีครับ ส่วนตัวเนื้อไก่ทางร้านให้เป็นส่วนสะโพกชิ้นใหญ่ ๆ ที่ทอดมา ซึ่งพวกผมอยากกินเบอร์เกอร์แบบเบอร์เกอร์จริง ๆ (ใช้มื้อกิน) ก็เลยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้แบบกัดได้สะดวก แล้วก็ค่อยกิน ซึ่งพอกินแบบนี้แล้วก็อร่อยดีครับ เนื้อไก่นุ่มดี ซอสที่ทามาข้างในก็อร่อยดีอีกเช่นกัน เป็น burger ที่อร่อยคุ้มราคาดีครับ
เสต็กเนื้อริบอายออสเตรเลียน (Ribeye steak with butter anchovy - Australian grain fed 120 days - 550 บาท): จานนี้เป็นเสต็กที่ทำมาแตกต่างจาก traditional steak เล็กน้อยคือจะนำเนื้อไปหั่นโชว์ความเป็นสีชมพูมาเลย (อันนี้ทางร้านบอกว่าจงใจเพื่อให้เข้ากับ concept ของร้าน) ซึ่งมันก็เก๋ไก๋สวยงามดีนะครับ แต่ว่าสเต็กจานนี้ยังไม่ค่อยถึงขั้นที่พวกผมคาดหวังกันเอาไว้นัก เพราะว่าเนื้อมันบางไปหน่อย บางเกินกว่าที่จะเป็นเนื้อเสต็กชั้นดี (แต่ก็พอเข้าใจว่า fillet ของ Australian ชอบแล่มาความหนาประมาณนี้) ทำให้มันไม่ค่อยมีความ juicy มากนัก ส่วนตัวเนื้อวัวนั้นถ้าเทียบว่า grain fed มา 120 วัน และราคาเท่านี้ก็เหมาะสมดี แต่ผมว่าร้านสเต็กถ้าแบบอยากจะ present steak จริง ๆ ก็น่าจะเลือก grain fed 180 วันขึ้นไปมากกว่านะ (ถึงราคาจะสูงขึ้นแต่ก็แบบ steak lover น่าจะประทับใจกันมากกว่า)
ลิ้นวัวย่าง (Grilled OX tongue - 320 บาท): ลิ้นวัวชิ้นหนาบิ๊กเบิ้ม นำไปเคี่ยวมาจนนุ่มกำลังดีและราดซอสไวน์แดงผสม raspberry มา ส่วนตัว garnish ของจานนี้ก็คล้าย ๆ จานอื่นแต่จะมี sauerkraut และ mash potato เพิ่มขึ้นมา (mash potato อร่อยครับ) ตัวลิ้นวัวผมว่าทำมาค่อนข้างดีล่ะ นุ่มแบบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวอะไรมาก ไม่ต้องใช้มีดตัดใช้ช้อนตัดได้เลย แต่ว่าตัวซอสผมว่ามันไม่ค่อยเข้ากับตัวลิ้นสักเท่าไร ซอสแนวสตูว์น่าจะเหมาะกว่า
แพนนาคอตต้าเสาวรส (Panna cotta, passion fruit, almond foam - 150 บาท): เป็น panna cotta ที่ทำมาไม่ค่อยเหมือนกับที่อื่นนักคือมาแบบเป็น pudding ในจานใหญ่ ๆ แทน ส่วนตัวรสชาติ panna cotta ก็ไม่ได้เป็นวานิลลาเหมือนที่อื่น เป็นเสาวรสแทน ส่วนตัวที่คล้าย ๆ whipped cream นั้นจริง ๆ แล้วมันคือ almond espuma ซึ่งจะเป็น almond นำไปปั่นออกมาจนเป็นโฟมคล้าย ๆ วิบครีม ซึ่งทั้งสองอย่างเข้าขากันได้อย่างน่าประหลาดครับ ตัว pudding เปรี้ยวนิด ๆ และกินพร้อมกับ espuma ก็ได้กลิ่นหอมดี เป็นของหวานที่อร่อยและแนวดี
สรุป ร้าน Pink Tender - ร้านอาหารตะวันตกแนว casual dining ในย่านบางนาแห่งนี้ก็เป็นร้านที่พวกผมชอบกันพอสมควรเลยล่ะ อาหารราคาไม่แพง หน้าตาอาหารสวยงาม และให้ portion มาแบบคุ้มค่าเกินราคามาก ๆ ซึ่งอานิสงส์ในจุดนี้ก็น่าจะมาจากทำเลของร้าน บวกกับความรักในตัวอาหารของเจ้าของร้านที่อยากให้หลาย ๆ คนได้ลองอาหารฝรั่งอร่อย ๆ กันได้อย่างไม่มีขนหน้าแข้งหลุดร่วงกันไปเป็นหย่อม ๆ เหมือนร้านในตัวเมือง ใครอยากลองอาหารตะวันตกดี ๆ แบบไม่ต้องเดินทางฝ่ารถติดเข้าตัวเมืองก็มาลองกันได้เลยครับที่ร้าน Pink Tender แห่งนี้นี่เอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Subscribe to:
Posts (Atom)

































































