Ewawon - Royal Korean Cuisine Review
อีวาวอน - ร้านอาหารเกาหลี ปิ้งย่าง นาคนิวาส เลียบทางด่วนรามอินทรา
Overall Score 10/10
Taste 5/5
Ambiance 4/5
Service 3/5
Value 5/5
Ewawon - Korean Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ร้านปิ้งย่างเกาหลีในบ้านเราถ้าเทียบกับปิ้งย่างญี่ปุ่นแล้วทุกคนก็คงทราบกันดีว่ามีให้เลือกไม่ค่อยเยอะเท่า ซึ่งถ้าเอาจริง ๆ แล้วปิ้งย่างของ 2 สัญชาตินี้ก็เป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไร ไม่ว่าจะตัวเนื้อ, ตัว side dish หรืออาหารจานซุป หรืออาหารจานข้าวที่เรียกได้ว่าถ้าไม่ได้พินิจพิเคราะห์กันโดยละเอียดก็คงจะแยกออกจากกันได้ยากพอสมควร (นอกเหนือจากที่ปิ้งย่างเกาหลีจะมีเครื่องเคียงสไตล์เกาหลีสิบกว่าอย่างให้กินพ่วงด้วย) ซึ่งรีวิวนี้เราก็จะพากันไปที่ร้านปิ้งย่างเกาหลีที่ผมได้รับคำแนะนำจากญาติผมมากันกับร้าน อีวาวอน หรือ Ewawon ที่อยู่ในซอยสหกรณ์ (นาคนิวาส 16) ซอยที่เป็นทางลัดเชื่อมระหว่างเลียบทางด่วนรามอินทรากับถนนนาคนิวาสและเป็นซอยที่มีคนขับรถผ่านกันค่อนข้างเยอะ, มีร้านอาหารตั้งอยู่ในซอยนี้กันค่อนข้างเยอะเลยซอยนึง
ร้าน Ewawon แห่งนี้ ก็เป็นร้านที่เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะดู premium มากเลย ไล่กันไปตั้งแต่ตัวร้านที่เป็นบ้านมาดัดแปลงเป็นร้านอาหารแบบดูดี ๆ , ชื่อร้านที่มีคำว่า Royale Cuisine ต่อท้าย รวมถึงเวลาเปิดปิดร้านที่มีการพักเบรคตอนบ่ายแบบร้าน premium ๆ ทั้งหลายแหล่ด้วย ซึ่งตอนก่อนหน้าที่ผมจะมากินที่ร้านนี้ผมก็แอบเตรียมใจเอาไว้แล้วเหมือนกันว่าจะต้องเสียค่าอาหารแพงแน่เลย แต่แบบพอเห็นราคาเมนูแล้ว เห็นว่าไม่มี vat + service charge ในเมนูด้วยแล้ว ก็แบบอืม ปริมาณอาหารก็คงจะไม่เยอะหรอกมั้ง แต่ไป ๆ มา ๆ พอเห็นปริมาณอาหารที่ยกมา ไม่ว่าจะจานเนื้อที่เป็นจานใหญ่มีเนื้อมากมายหลายชิ้น, จานที่เป็นซุปก็มาแบบเป็นกะละมัง แล้วก็แบบ เฮ้ย เป็นไปได้ยังไงกับราคาอาหารเท่านี้ เพราะว่าผมเองก็กินร้านปิ้งย่างเกาหลีในกรุงเทพฯมาหลายร้าน แทบทุกร้านนี่เรียกได้ว่าราคาแพงแบบน่าตกใจหมด ไปกินทีนึงนี่คนละ 1000 กว่าบาทนี่เป็นเรื่องปกติเลย พอเห็นราคาเห็นปริมาณแล้ว ก็เลยถึงบางอ้อว่าทำไมลูกค้าของร้านนี้ถึงเน้นขนัดกันได้ในทุกคราที่ผมขับรถผ่าน, ในว่านที่ผมไปก็ลูกค้านั่งกันเต็มร้านและแบบขนาดตอน 4 ทุ่มกว่าแล้วก็ยังมีลูกค้าเข้ามานั่งกินกันใหม่ ๆ รวมถึงมีลูกค้านั่งกันอยู่เต็มร้านอยู่เลยด้วย
อาหารของร้านนี้ก็จะแบ่งได้เป็นพวกปิ้งย่าง หมวดปิ้งย่างนี่ก็มีให้เลือกค่อนข้างจะเหมือน ๆ กับปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น มีเนื้อวัวส่วนต่าง ๆ ให้เลือกครบครันไม่ว่าจะเนื้อซี่โครง, ลิ้นวัว, เนื้อลาย มีเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ เช่นเนื้อไก่, เนื้อหมูครบครัน และอาหารที่ไม่ใช่ปิ้งย่างก็มีให้เลือกเยอะไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะซุปแบบต่าง ๆ , ข้าวแบบต่าง ๆ หรืออาหารกินเล่นสไตล์เกาหลี มีครบหมดเลยครับ มื้อนี้ผมไปกับแฟนแค่ 2 คนก็เลยสั่งกันไม่ค่อยเยอะเท่าไรมาไล่เรียงกันไปเลย
ซี่โครงเนื้อ (Grilled beef rip 200 บาท) : อร่อยไม่เท่าของญี่ปุ่นสักเท่าไรครับ เนื้อไม่มันเท่า และก็มีแบบติดซี่โครงมาจริง ๆ แค่ชิ้นเดียว แต่ถามว่าเลวร้ายไม่ก็ไม่นะครับ แค่สู้เนื้อจานอื่น ๆ ในมื้อนี้ไม่ได้แค่นั้นเอง
เนื้อย่าง (Grilled beef - 160 บาท) : เนื้อส่วนไหนไม่รู้ ผมเดาว่าน่าจะเป็นส่วนสันนอก จานนี้ก็อร่อยดีครับ ค่อนข้างมาตฐาน
ลิ้นวัว (Ox’s tongue - 120 บาท) : จานนี้ผมชอบมาก 120 บาทแต่ว่าให้ลิ้นวัวมาเยอะมาก ๆ ประมาณสัก 15 ชิ้นได้ และแต่ละชิ้นนี่ก็คุณภาพระดับเดียวกับพวกร้านอาหารญี่ปุ่นที่คิดกันจานละ 300 บาทแต่ว่าให้มาน้อยกว่านี้เลย จานนี้แนะนำจริง ๆ น่าลองเป็นอย่างยิ่ง อร่อยคุ้มค่าคุ้มราคา
เนื้อคอวัว (Cow’s neck - 180 บาท) : จานนี้ก็เยี่ยมครับ เป็นเนื้อที่ลายที่สุดในมื้อนี้แล้ว ลายอาจจะไม่ได้สวยมากเท่าพวกเนื้อแพงมาก ๆ ตามร้านปิ้งย่างญี่ปุ่น แต่กับ 180 บาท ได้เนื้อมาเยอะขนาดนี้ ลายสวยขนาดนี้ ชิ้นใหญ่ มัน นุ่ม อร่อย แบบนี้ อืม เป็นใครก็คงเลือกเนื้อคอวัวของร้าน Ewawon แห่งนี้กันทั้งนั้นล่ะครับ
ซุปไก่ตุ๋นโสม (Steam Chicken - 200 บาท) : จานนี้เป็นอีกหนึ่งจานที่ผมประทับใจมากคือแบบ 200 บาทได้ซุปมาแบบเป็นกะละมัง แบบกะละมังจริง ๆ เลย คือเท่าที่เคยกินซุปตามร้านหรู ๆ และราคา 200 บาทนี่ส่วนใหญ่จะให้มาชามเล็ก ๆ ประมาณสัก 1 ใน 4 ของที่นี่ได้ ไก่ให้ไก่มาทั้งตัวแม้ว่าจะเป็นไก่ตัวไม่ใหญ่แต่ก็เป็นไก่ทั้งตัว เนื้อไก่ถูกต้มมาจนเปื่อย นุ่มอร่อย ไร้ที่ติ ส่วนน้ำซุปนี่ ผมเคยกินซุปโสมที่เกาหลีมา บอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นไม่ชอบเลย ไม่ค่อยอร่อย จืดสนิท แต่ของร้านนี้เหมือนเค้าจะปรับรสชาติมาให้ถูกปากคนไทย รสค่อนข้างจัดจ้าน อร่อยดีมากเลยล่ะครับ (แฟนผมแอบเติมเกลือกับพริกไทยลงไปเพิ่มอีกหน่อยก็เลยยิ่งอร่อยฟิน)
ผักย่าง (Vegetables - 40 บาท) : ผักให้มาแบบคุณภาพดี ชิ้นใหญ่ ทั้งหอมใหญ่, แครอท, พริกหวาน, ข้าวโพด และขายแค่ 40 บาทแค่นั้น! ร้านอื่นที่ผมเคยเจอนี่เห็นขายกันจานละ 100 บาทและให้มาสักครึ่งนึงของร้านนี้ได้มั้ง
สรุป มื้อนี้จัดกันไปจนพุงแทบจะระเบิด 2 คนมีเบียร์ด้วยขวดนึง มีข้าวสวยด้วยถ้วยนึง เลขที่ออกออกมาแค่ 1,005 บาทแค่นั้น OMFG! จริง ๆ คือตอนก่อนเรียกเช็คบิลนี่ผมกะเอาไว้คร่าว ๆ ว่าประมาณ 1,500 บาท แต่นี่คือแบบเลข 5 สลับตำแหน่งไปอยู่ที่หลักหน่วย โอ้โห ชื่นใจจริง ๆ ครับกับความคุ้มค่าของร้านนี้ แม้ว่าความอร่อยจะไม่ได้เลอเลิศประเสริฐศรีอะไรมาก แต่กับราคาที่ถูกขนาดนี้ ผมขอเลือกร้าน Ewawon แห่งนี้เหนือกว่าร้านที่อร่อยกว่านี้นิดนึงแต่แพงกว่ากัน 2 เท่าได้ไม่ยากเลย มื้อนี้ติดอยู่แค่อย่างเดียวครับ การบริการของพนักงานค่อนข้างจะติดลบอยู่ แต่อันนี้ก็แอบพอจะเข้าใจเค้าเหมือนกันเพราะว่าลูกค้าเยอะมาก พนักงานมีกันไม่กี่คน แต่ละคนวิ่งวุ่นกันตลอด ไม่ได้อู้อะไรเลยจริง ๆ แต่แค่ทำไม่ทันกัน ก็นะ ต่อไปเวลานึกถึงเนื้อย่างเกาหลีผมคงจะนึกถึงร้านนี้เป็นอันดับต้น ๆ แล้วล่ะครับ ชอบจริง ๆ ให้ดิ้นตาย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Bangkok is renowned for its gourmet food at reasonably low prices. This blog covers a wide range of restaurants in Bangkok and occasionally in other provinces (Chiang Mai, Pattaya, Phuket). From street vendors to luxurious restaurants - From mouthwatering dishes to eye widening meals, all can be found here. This blog will take you to experience the exotic food you rarely find in your area. Feel free to leave comments or suggestion. Please visit http://www.bumres.com for more information.
Showing posts with label Author's Favorite (9 - 10 Score). Show all posts
Showing posts with label Author's Favorite (9 - 10 Score). Show all posts
Friday, October 25, 2013
Friday, October 18, 2013
บ้านเหนือน้ำ ปทุมธานี Review
บ้านเหนือน้ำ - ร้านอาหารไทย ริมน้ำ ปทุมธานี กุ้งแม่น้ำเผา อาหารทะเล อาหารไทย Review
Overall Score 9/10
Taste 4.5/5
Ambiance 4/5
Service 4/5
Value 4/5
บ้านเหนือน้ำ - ร้านอาหารไทย on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
สำหรับคนกรุงเทพแล้วเวลาที่นึกถึงกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ๆ เผามาแบบมันกุ้งเยิ้ม ๆ นี่ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกถึงพระนครศรีอยุธยากัน เพราะว่าจังหวัดเมืองหลวงเก่าเรานามนี้นั้น เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของคำว่า "กุ้งแม่น้ำ" ก็คงไม่ผิดนัก แต่จริง ๆ แล้วเท่าที่ผมได้กินกุ้งแม่น้ำมาหลาย ๆ ร้าน กลายเป็นว่าอยุธยานี่เป็นที่ที่ผมได้ไปกินกุ้งแม่น้ำมาน้อยที่สุดเลย กลายเป็นจังหวัดปริมณฑลกรุงเทพ ที่คั่นกลางระหว่างกรุงเทพกับอยุธยานามว่า ปทุมธานี ที่กลายเป็นร้านที่ผมได้ไปกินกุ้งแม่น้ำบ่อยครั้งกว่าแทน ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วจังหวัดปทุมธานีนี่ก็เป็นจังหวัดที่มีร้านกุ้งแม่น้ำร้านดัง ๆ หลายร้านเหมือนกันนะ อาจจะเพราะอยู่ ใกล้กรุงเทพฯดี คนจับกุ้งแม่น้ำขี้เกียจฝ่ารถติด ๆ เข้ากรุงเทพฯ อะไรงี้ และก็เผอิญอยู่ใกล้กับแหล่งจับกุ่งแม่น้ำของจังหวัดตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยก็เป็นได้
สำหรับร้านในรีวิวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีเมนูกุ้งแม่น้ำเผาเป็นเมนูเด่น เคียงคู่กันไปกับอาหารไทยหลากหลายชนิด ตามพิมพ์นิยมของร้านกุ้งแม่น้ำในบ้านเรา นามว่า "บ้านเหนือน้ำ" ร้านนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ ๆ กับถนน รังสิต-ปทุมธานี สำหรับผมที่เดินทางมาจากรามคำแหงก็ขึ้นทางด่วนแล้วก็ลากยาว มาตามทางด่วนสายบางปะอิน ออก exit รังสิตปทุมธานีแล้วก็ขับ ๆ มาตามทางข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนปทุมธานี-สามโคก แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าปทุมสัมพันธ เลี้ยวซ้ายเข้าเทอดปทุมขับ ๆ ไปตามทางก็จะเจอร้านอยู่ขวามือ อืม การเดินทางจากรามคำแหงของผมนี่ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างจะหลงทางได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ได้ใช้ google maps ช่วยนำทางมาตลอด แต่ว่าพอมี google maps แล้วก็เรียกได้ว่ามาถึงง่ายมาก ๆ ครับ ไม่มีหลงเลย
ร้านบ้านเหนือน้ำแห่งนี้เป็นร้านที่เปิดทำการกันมาหลายปีแล้ว ผ่านช่วงเวลาที่น้ำท่วมหนักเมื่อ 2 ปีก่อน (ทางร้านบอกว่าน้ำท่วมไปถึงเพดานชั้น 1) และผ่านร้อนผ่านฝนมาแล้วหลายครั้ง ร้านตกแต่งเป็นคล้าย ๆ บ้านริมน้ำแบบโบราณ เอ่อ คำว่าโบราณอาจจะดูเก่าไป เอาเป็นบ้านสมัยเก่าสัก 20 - 30 ปีก่อนละกัน แบ่งร้านเป็นหลายโซน ทั้งโซน terrace ริมน้ำ , โซน indoor dining ที่สามารถปิด/เปิด หน้าต่างออกมาเป็นห้องแอร์หรือห้องรับลมธรรมชาติก็ได้ ทางเดินเข้าร้านนั้นก็เก๋ไก๋ เป็นทางเดินแบบเดินผ่านสวนมา รื่นรมย์ ร่มรื่นย์ก่อนที่จะมานั่งรับลมแม่น้ำกันแบบชิลล์ ๆ อืม บางครั้งการมากินข้าวต่างจังหวัด แม้ว่าจะเป็นแค่จังหวัดปริมณฑลแบบนี้มันก็ให้ฟิลลิ่งแบบที่หาตามร้านในกรุงเทพฯ ไม่ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย
อาหารของร้าน "บ้านเหนือน้ำ" แห่งนี้ก็เป็นอาหารไทยแบบไทยแท้ ๆ ที่มีการนำเมนูไทยโบราณ, เมนูไทยท้องถิ่นแบบที่ไม่ค่อยจะมีขายที่ไหน เคียงคู่ไปกับอาหารไทยยอดนิยมที่พบเจอได้ทั่วไป อาหารมีให้เลือกค่อนข้างเยอะมากครับ ใคร ๆ มาก็น่าจะมีเมนูที่โดนใจกันบ้างไม่มากก็น้อย อาหารส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างมาตรฐานอยู่ที่ 100 - 300 บาทโดยประมาณ ถ้ามากินกันโดยเฉลี่ยแล้วก็คงประมาณ 600 - 1,000 บาทโดยประมาณ (ในสมมติฐานที่ว่าสั่งกุ้งแม่น้ำเผากันคนละตัว)
อาหารในมื้อนี้ก็มีอาหารคาว 7 อย่าง ของหวาน 2 อย่างครับ มาไล่เรียงกันไปเลยดีกว่า
กุ้งแม่น้ำเผา (grilled king river prawns - 1,550 baht/kg) : อาหารเรือธงของร้านบ้านเหนือน้ำ (และอีกหลาย ๆ ร้านในจังหวัดปทุมธานีแห่งนี้) กุ้งตัวใหญ่ประมาณ 3 ขีด (3 ตัวโล) ผ่าครึ่งมาให้เรา และมาแบบยั่วเนื้อขาว ๆ มันเยิ้ม ๆ กันแบบถ้าเปลี่ยนกุ้งเป็นผู้หญิงนี่ผู้ชายคงโดดตะครุบกันหมด แต่พอนี่เป็นกุ้งก็เลยเปลี่ยนจากโดดตะครุบเป็นจับยัดเข้าปากแทน โอย ฟิน ครับ ไม่รู้จะไปติอะไร ถึงแม้ว่าช่วงหลัง ๆ นี่ผมจะรู้สึกว่าทำไมกุ้งแม่น้ำมันแพงจัง(วะ) ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าตัวขนาดนี้กินกันอยู่ที่โลละ 600 บาทเอง แต่ก็นะ ก็ยังคงถูกกว่า Otoro อยู่ดี อร่อยพอ ๆ กันได้เนื้อเยอะกว่าด้วย กิน ๆ มันเข้าไปเถอะสนับสนุนคนไทย (เนอะ)
แกงส้มมะตาด (Matad sour soup - 150 บาท) : เมนูนี้แปลกดีครับ เกิดมาผมก็เพิ่งเคยรู้จักมะตาดเหมือนกัน คือตัวน้ำของแกงส้มนี่ก็ค่อนข้างเป็นน้ำแกงส้มมาตรฐานครับ เปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ ลงตัวดี มันได้ความแปลกใหม่ก็คือตัวมะตาดนี่แหละที่แบบมันคล้าย ๆ กินเปลือกผลไม้ลื่น ๆ เหนียว ๆ อะไรสักอย่าง กินไปคำแรกแอบไม่ชอบ แต่พอกินไป 3-4 คำก็เริ่มคุ้นเริ่มอร่อยขึ้นมาครับ และทางร้านยังใจดีใส่กุ้งมาให้ช่วยดับความฝาดของมะตาดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ลาบปลาตะเพียน ("Larb Pla" spicy minced fish salad - 220 บาท) : เมนูจานเด่น อีกหนึ่งจานของทางร้าน เป็นการเอาเนื้อปลาตะเพียนไปบดจนละเอียด จนก้างที่มีเยอะของปลาแม่น้ำชนิดนี้สามารถกินได้โดยไม่มีปัญหา และก็เอามายำเป็นลาบ ตัวรสชาติลาบนั้นค่อนข้างมาตรฐานได้ความแปลกใหม่ตรงเนื้อปลาตะเพียนที่มันจะแบบไร้มันหน่อยแต่ก็อร่อยดี
ซี่โครงหมูอบยอดผัก (Baked stew spare ribs with kale - 220 บาท) : ซี่โครงหมูนุ่มอร่อย ตุ๋นมาจนแบบเนื้อเปื่อยยุ่ย และตัวน้ำซอสก็รสชาติดี เค็ม นัว ดีมาก คะน้าที่ทางร้านให้มาก็เป็นคะน้าฮ่องกงของแท้ นุ่มไม่แพ้กันกับตัวซี่โครงหมู จานนี้ทำมาซะจนร้านอาหารจีนหลาย ๆ ร้านยังอายเลยนะครับเนี่ย
แกงคั่วสับปะรดไข่แมงดา (home style red curry with egg horseshoe crab - 220 บาท) : อีกหนึ่งเมนูจานแปลกที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ตัวน้ำแกงจะรสชาติคล้าย ๆ พะแนง แต่ว่าจะหวานน้อยกว่า เผ็ดมากกว่าหน่อย ตัวสับปะรดที่ให้มาไม่ค่อยเหลือรสชาติสับปะรดเพราะเจอรสน้ำแกงกลบไปหมด ทีเด็ดจริง ๆ ของจานนี้คือตัวไข่แมงดาที่แบบกินแล้วมันกรุบกรอบ เข้ากันดีกับน้ำแกงพอสมควรเลยนะเนี่ย
กระทงทอง (minced chicken sweet corn in crispy golden cup - 120 บาท) : จานนี้มี fail อย่างเดียวคือกระทงมันไม่กรอบ แต่ว่าด้านรสชาตินี่ผ่านฉลุยครบั อร่อยดี แต่ถ้าคิดว่ากระทงแบบไม่กรอบนี่เป็นสูตรของร้าน บ้านเหนือน้ำ แห่งนี้ ก็ตัดเรื่องความไม่กรอบออกไปก็จะกลายเป็นกระทงทองที่อร่อยดีทีเดียวเลย
ข้าวผัดผู้ว่า ("Mayor" fried rice - 100 บาท) : จานนี้ที่สั่งไปเพราะเห็นชื่อแล้วแปลกดีครับ ตอนแรกก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าผู้ว่าไหนสรุปก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่ากทม. สมัยสัก 20 - 30 ปีก่อนนั่นเอง (มีรายการทำอาหารของเค้าด้วยใช่มั้ยครับถ้าจำไม่ผิด?) ข้าวผัดจานนี้ก็คล้าย ๆ ข้าวผัดธรรมดาทั่ว ๆ ไปนี่แหละ มีใส่ ก้านผักคะน้าซอย, เนื้อกุ้งสับ(ไม่ละเอียด), เบคอน มากับข้าวที่ผัดมาแห้ง ๆ กำลังดี อร่อยดีครับ ชอบเลย
บัวลอยบังเอิญ (House special taro balls with ice cream - 80 บาท) : จานนี้ทางร้านบอกว่าเกิดจากความบังเอิญที่ทางพนักงานของทางร้านไปเห็นลูกค้าคนนึงนำไอศครีมไปเทใส่บัวลอย และก็แบบเห็นกินอย่างเอร็ดอร่อย ทางร้านก็เลยเอามาทำบ้าง ตอนผมเห็นนี่ก็แอบแปลกดีเหมือนกันครับ ซึ่งพอกินแล้วก็แบบ อืม เข้าใจว่าทำไมทางร้านถึง proudly present เมนูชนิดนี้ อร่อยมากครับ ไอศครีมเย็น ๆ หวาน ๆ กับ บัวลอย อุ่น ๆ เหนียว ๆ หนืด ๆ ผสมผสานกันอย่างลงตัว
เหนือน้ำบอล (Home made deep fried taro balls - 150 บาท) : หรือเผือกทอดเสิร์ฟพร้อม whip cream นั่นเอง จานนี้ก็อร่อยดีครับ แต่ไม่เท่ากับจานบัวลอยบังเอิญจานก่อนหน้า
สรุป พวกผมไปกัน 3 คน ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับร้านบ้านเหนือน้ำ - ปทุมธานี แห่งนี้กันมากนัก แต่พอจบมื้อนี้ ทุกคนก็ล้วนให้คะแนนเต็มแก่ร้านนี้กันหมด คือแบบ ร้านบรรยากาศดี, พนักงานบริการใช้ได้, อาหารรสชาติอร่อย ในราคามาตรฐาน แค่นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่หลาย ๆ ร้านอยากให้เป็นกันมากล่ะครับ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ทางร้านบอกว่าร้านนี้วันเสาร์-อาทิตย์นี่คนจะเต็มร้านเลย และถ้ายิ่งเป็นวันหยุดนักขตฤกษ์นี่ยิ่งหนัก ทางร้านถึงกับไม่รับจองกันเลยทีเดียว ก็ถ้าใครอยากจะมาอิ่มเอิบกับบรรยากาศชานเมือง เคล้าไปกับอาหารอร่อย ๆ แล้วล่ะก็ บ้านเหนือน้ำแห่งนี้ รับรอง น่าจะทำให้ท่านฟินกันได้ง่าย ๆ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Overall Score 9/10
Taste 4.5/5
Ambiance 4/5
Service 4/5
Value 4/5
บ้านเหนือน้ำ - ร้านอาหารไทย on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
สำหรับคนกรุงเทพแล้วเวลาที่นึกถึงกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ๆ เผามาแบบมันกุ้งเยิ้ม ๆ นี่ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกถึงพระนครศรีอยุธยากัน เพราะว่าจังหวัดเมืองหลวงเก่าเรานามนี้นั้น เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของคำว่า "กุ้งแม่น้ำ" ก็คงไม่ผิดนัก แต่จริง ๆ แล้วเท่าที่ผมได้กินกุ้งแม่น้ำมาหลาย ๆ ร้าน กลายเป็นว่าอยุธยานี่เป็นที่ที่ผมได้ไปกินกุ้งแม่น้ำมาน้อยที่สุดเลย กลายเป็นจังหวัดปริมณฑลกรุงเทพ ที่คั่นกลางระหว่างกรุงเทพกับอยุธยานามว่า ปทุมธานี ที่กลายเป็นร้านที่ผมได้ไปกินกุ้งแม่น้ำบ่อยครั้งกว่าแทน ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วจังหวัดปทุมธานีนี่ก็เป็นจังหวัดที่มีร้านกุ้งแม่น้ำร้านดัง ๆ หลายร้านเหมือนกันนะ อาจจะเพราะอยู่ ใกล้กรุงเทพฯดี คนจับกุ้งแม่น้ำขี้เกียจฝ่ารถติด ๆ เข้ากรุงเทพฯ อะไรงี้ และก็เผอิญอยู่ใกล้กับแหล่งจับกุ่งแม่น้ำของจังหวัดตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยก็เป็นได้
สำหรับร้านในรีวิวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีเมนูกุ้งแม่น้ำเผาเป็นเมนูเด่น เคียงคู่กันไปกับอาหารไทยหลากหลายชนิด ตามพิมพ์นิยมของร้านกุ้งแม่น้ำในบ้านเรา นามว่า "บ้านเหนือน้ำ" ร้านนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ ๆ กับถนน รังสิต-ปทุมธานี สำหรับผมที่เดินทางมาจากรามคำแหงก็ขึ้นทางด่วนแล้วก็ลากยาว มาตามทางด่วนสายบางปะอิน ออก exit รังสิตปทุมธานีแล้วก็ขับ ๆ มาตามทางข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนปทุมธานี-สามโคก แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าปทุมสัมพันธ เลี้ยวซ้ายเข้าเทอดปทุมขับ ๆ ไปตามทางก็จะเจอร้านอยู่ขวามือ อืม การเดินทางจากรามคำแหงของผมนี่ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างจะหลงทางได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ได้ใช้ google maps ช่วยนำทางมาตลอด แต่ว่าพอมี google maps แล้วก็เรียกได้ว่ามาถึงง่ายมาก ๆ ครับ ไม่มีหลงเลย
ร้านบ้านเหนือน้ำแห่งนี้เป็นร้านที่เปิดทำการกันมาหลายปีแล้ว ผ่านช่วงเวลาที่น้ำท่วมหนักเมื่อ 2 ปีก่อน (ทางร้านบอกว่าน้ำท่วมไปถึงเพดานชั้น 1) และผ่านร้อนผ่านฝนมาแล้วหลายครั้ง ร้านตกแต่งเป็นคล้าย ๆ บ้านริมน้ำแบบโบราณ เอ่อ คำว่าโบราณอาจจะดูเก่าไป เอาเป็นบ้านสมัยเก่าสัก 20 - 30 ปีก่อนละกัน แบ่งร้านเป็นหลายโซน ทั้งโซน terrace ริมน้ำ , โซน indoor dining ที่สามารถปิด/เปิด หน้าต่างออกมาเป็นห้องแอร์หรือห้องรับลมธรรมชาติก็ได้ ทางเดินเข้าร้านนั้นก็เก๋ไก๋ เป็นทางเดินแบบเดินผ่านสวนมา รื่นรมย์ ร่มรื่นย์ก่อนที่จะมานั่งรับลมแม่น้ำกันแบบชิลล์ ๆ อืม บางครั้งการมากินข้าวต่างจังหวัด แม้ว่าจะเป็นแค่จังหวัดปริมณฑลแบบนี้มันก็ให้ฟิลลิ่งแบบที่หาตามร้านในกรุงเทพฯ ไม่ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย
อาหารของร้าน "บ้านเหนือน้ำ" แห่งนี้ก็เป็นอาหารไทยแบบไทยแท้ ๆ ที่มีการนำเมนูไทยโบราณ, เมนูไทยท้องถิ่นแบบที่ไม่ค่อยจะมีขายที่ไหน เคียงคู่ไปกับอาหารไทยยอดนิยมที่พบเจอได้ทั่วไป อาหารมีให้เลือกค่อนข้างเยอะมากครับ ใคร ๆ มาก็น่าจะมีเมนูที่โดนใจกันบ้างไม่มากก็น้อย อาหารส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างมาตรฐานอยู่ที่ 100 - 300 บาทโดยประมาณ ถ้ามากินกันโดยเฉลี่ยแล้วก็คงประมาณ 600 - 1,000 บาทโดยประมาณ (ในสมมติฐานที่ว่าสั่งกุ้งแม่น้ำเผากันคนละตัว)
อาหารในมื้อนี้ก็มีอาหารคาว 7 อย่าง ของหวาน 2 อย่างครับ มาไล่เรียงกันไปเลยดีกว่า
กุ้งแม่น้ำเผา (grilled king river prawns - 1,550 baht/kg) : อาหารเรือธงของร้านบ้านเหนือน้ำ (และอีกหลาย ๆ ร้านในจังหวัดปทุมธานีแห่งนี้) กุ้งตัวใหญ่ประมาณ 3 ขีด (3 ตัวโล) ผ่าครึ่งมาให้เรา และมาแบบยั่วเนื้อขาว ๆ มันเยิ้ม ๆ กันแบบถ้าเปลี่ยนกุ้งเป็นผู้หญิงนี่ผู้ชายคงโดดตะครุบกันหมด แต่พอนี่เป็นกุ้งก็เลยเปลี่ยนจากโดดตะครุบเป็นจับยัดเข้าปากแทน โอย ฟิน ครับ ไม่รู้จะไปติอะไร ถึงแม้ว่าช่วงหลัง ๆ นี่ผมจะรู้สึกว่าทำไมกุ้งแม่น้ำมันแพงจัง(วะ) ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าตัวขนาดนี้กินกันอยู่ที่โลละ 600 บาทเอง แต่ก็นะ ก็ยังคงถูกกว่า Otoro อยู่ดี อร่อยพอ ๆ กันได้เนื้อเยอะกว่าด้วย กิน ๆ มันเข้าไปเถอะสนับสนุนคนไทย (เนอะ)
แกงส้มมะตาด (Matad sour soup - 150 บาท) : เมนูนี้แปลกดีครับ เกิดมาผมก็เพิ่งเคยรู้จักมะตาดเหมือนกัน คือตัวน้ำของแกงส้มนี่ก็ค่อนข้างเป็นน้ำแกงส้มมาตรฐานครับ เปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ ลงตัวดี มันได้ความแปลกใหม่ก็คือตัวมะตาดนี่แหละที่แบบมันคล้าย ๆ กินเปลือกผลไม้ลื่น ๆ เหนียว ๆ อะไรสักอย่าง กินไปคำแรกแอบไม่ชอบ แต่พอกินไป 3-4 คำก็เริ่มคุ้นเริ่มอร่อยขึ้นมาครับ และทางร้านยังใจดีใส่กุ้งมาให้ช่วยดับความฝาดของมะตาดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ลาบปลาตะเพียน ("Larb Pla" spicy minced fish salad - 220 บาท) : เมนูจานเด่น อีกหนึ่งจานของทางร้าน เป็นการเอาเนื้อปลาตะเพียนไปบดจนละเอียด จนก้างที่มีเยอะของปลาแม่น้ำชนิดนี้สามารถกินได้โดยไม่มีปัญหา และก็เอามายำเป็นลาบ ตัวรสชาติลาบนั้นค่อนข้างมาตรฐานได้ความแปลกใหม่ตรงเนื้อปลาตะเพียนที่มันจะแบบไร้มันหน่อยแต่ก็อร่อยดี
ซี่โครงหมูอบยอดผัก (Baked stew spare ribs with kale - 220 บาท) : ซี่โครงหมูนุ่มอร่อย ตุ๋นมาจนแบบเนื้อเปื่อยยุ่ย และตัวน้ำซอสก็รสชาติดี เค็ม นัว ดีมาก คะน้าที่ทางร้านให้มาก็เป็นคะน้าฮ่องกงของแท้ นุ่มไม่แพ้กันกับตัวซี่โครงหมู จานนี้ทำมาซะจนร้านอาหารจีนหลาย ๆ ร้านยังอายเลยนะครับเนี่ย
แกงคั่วสับปะรดไข่แมงดา (home style red curry with egg horseshoe crab - 220 บาท) : อีกหนึ่งเมนูจานแปลกที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ตัวน้ำแกงจะรสชาติคล้าย ๆ พะแนง แต่ว่าจะหวานน้อยกว่า เผ็ดมากกว่าหน่อย ตัวสับปะรดที่ให้มาไม่ค่อยเหลือรสชาติสับปะรดเพราะเจอรสน้ำแกงกลบไปหมด ทีเด็ดจริง ๆ ของจานนี้คือตัวไข่แมงดาที่แบบกินแล้วมันกรุบกรอบ เข้ากันดีกับน้ำแกงพอสมควรเลยนะเนี่ย
กระทงทอง (minced chicken sweet corn in crispy golden cup - 120 บาท) : จานนี้มี fail อย่างเดียวคือกระทงมันไม่กรอบ แต่ว่าด้านรสชาตินี่ผ่านฉลุยครบั อร่อยดี แต่ถ้าคิดว่ากระทงแบบไม่กรอบนี่เป็นสูตรของร้าน บ้านเหนือน้ำ แห่งนี้ ก็ตัดเรื่องความไม่กรอบออกไปก็จะกลายเป็นกระทงทองที่อร่อยดีทีเดียวเลย
ข้าวผัดผู้ว่า ("Mayor" fried rice - 100 บาท) : จานนี้ที่สั่งไปเพราะเห็นชื่อแล้วแปลกดีครับ ตอนแรกก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าผู้ว่าไหนสรุปก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่ากทม. สมัยสัก 20 - 30 ปีก่อนนั่นเอง (มีรายการทำอาหารของเค้าด้วยใช่มั้ยครับถ้าจำไม่ผิด?) ข้าวผัดจานนี้ก็คล้าย ๆ ข้าวผัดธรรมดาทั่ว ๆ ไปนี่แหละ มีใส่ ก้านผักคะน้าซอย, เนื้อกุ้งสับ(ไม่ละเอียด), เบคอน มากับข้าวที่ผัดมาแห้ง ๆ กำลังดี อร่อยดีครับ ชอบเลย
บัวลอยบังเอิญ (House special taro balls with ice cream - 80 บาท) : จานนี้ทางร้านบอกว่าเกิดจากความบังเอิญที่ทางพนักงานของทางร้านไปเห็นลูกค้าคนนึงนำไอศครีมไปเทใส่บัวลอย และก็แบบเห็นกินอย่างเอร็ดอร่อย ทางร้านก็เลยเอามาทำบ้าง ตอนผมเห็นนี่ก็แอบแปลกดีเหมือนกันครับ ซึ่งพอกินแล้วก็แบบ อืม เข้าใจว่าทำไมทางร้านถึง proudly present เมนูชนิดนี้ อร่อยมากครับ ไอศครีมเย็น ๆ หวาน ๆ กับ บัวลอย อุ่น ๆ เหนียว ๆ หนืด ๆ ผสมผสานกันอย่างลงตัว
เหนือน้ำบอล (Home made deep fried taro balls - 150 บาท) : หรือเผือกทอดเสิร์ฟพร้อม whip cream นั่นเอง จานนี้ก็อร่อยดีครับ แต่ไม่เท่ากับจานบัวลอยบังเอิญจานก่อนหน้า
สรุป พวกผมไปกัน 3 คน ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับร้านบ้านเหนือน้ำ - ปทุมธานี แห่งนี้กันมากนัก แต่พอจบมื้อนี้ ทุกคนก็ล้วนให้คะแนนเต็มแก่ร้านนี้กันหมด คือแบบ ร้านบรรยากาศดี, พนักงานบริการใช้ได้, อาหารรสชาติอร่อย ในราคามาตรฐาน แค่นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่หลาย ๆ ร้านอยากให้เป็นกันมากล่ะครับ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ทางร้านบอกว่าร้านนี้วันเสาร์-อาทิตย์นี่คนจะเต็มร้านเลย และถ้ายิ่งเป็นวันหยุดนักขตฤกษ์นี่ยิ่งหนัก ทางร้านถึงกับไม่รับจองกันเลยทีเดียว ก็ถ้าใครอยากจะมาอิ่มเอิบกับบรรยากาศชานเมือง เคล้าไปกับอาหารอร่อย ๆ แล้วล่ะก็ บ้านเหนือน้ำแห่งนี้ รับรอง น่าจะทำให้ท่านฟินกันได้ง่าย ๆ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Thursday, October 3, 2013
Mantra Restaurant & Bar Review
Mantra Restaurant & Bar - North Pattaya Review
มันตรา ร้านอาหารนานาชาติ พัทยาเหนือ เลียบหาด รีวิว
Overall Score 10/10
Taste 4.5/5
Ambiance 5/5
Service 5/5
Value 4/5
Mantra - Premium International Restaurant on BumRes.com (For more pictures, info and menu)
สำหรับผมเมื่อได้ยินคำว่า Mantra Restaurant & Bar โดยที่ยังไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนั้น ผมคิดเอาเองว่าร้านนี้ก็คงเป็นร้านอาหารไทยธรรมดา ๆ อีกร้านนึงนั่นแหละไม่มีอะไรพิเศษมาก แต่กับคนพัทยา หรือคนที่เคยได้มีโอกาสมายังร้านนี้แล้วก็คงจะได้แต่ยักไหล่กับความคิดของผมว่ามันหาใช่สิ่งที่ร้านอันสุดแสนจะเจ๋งแห่งนี้เป็นเลยสักนิดเดียว
ร้าน Mantra หรือ มนตรา, เวทมนตร์ แห่งนี้เพียงแค่ได้เดินไปในร้าน เราก็เหมือนกับถูกสะกดไว้ด้วยเวทมนตร์ได้อย่างไม่ยากเย็นกับบรรยากาศอันสุดแสนจะ chic และเก๋ไก่ด้วยสไตล์การตกแต่งแบบ modern Chinese ที่ผมยังไม่เคยพบเจอร้านไหนทำได้ไฉไลเท่าที่ร้านนี้เลย ร้านนี้เป็นร้านขนาดใหญ่ สามารถแบ่งได้เป็น 3 zone โดยประมาณ โซนแรกนั้นคือโซนบาร์ ขนาดใหญ่ และเป็นส่วนทางเข้าของร้านที่จะทำให้เราตกอยู่ในภวังค์ความงดงามและอลังการได้ไม่ยาก ด้วยบาร์ขนาดใหญ่, ที่นั่งเก๋ไก๋หลายจุด พร้อมเพดานโปร่ง ๆ สูง ๆ และพอเดินเข้าไปด้านในก็จะพบกับส่วนรับประทานอาหารหลัก ที่ใหญ่โต อลังการ และใส่ใจในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง พร้อม open kitchen กระจายตัวกันไปในทุกด้านของทางร้าน ทั้งครัวเย็น หรือ Sushi Bar , เตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่พร้อมบริเวณปรุงอาหารอิตาเลียน, ครัวอาหารจีนที่มีเข่งติ่มซำพร้อมเป็ดย่างตัวใหญ่ ๆ น่ากินห้อยเรียกน้ำลายของเรา และโซนสุดท้ายของทางร้านกับบริเวณชั้น 2 ของทางร้านบริเวณที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว, ความโรแมนติคเป็นพิเศษ โดยจะมีที่นั่งแบบ Opera สำหรับกรุ๊ปเล็ก ๆ , Sultan's Table สำหรับกรุ๊ปใหญ่ และที่นั่งแบบหลบเข้าไปในกำแพงสำหรับคู่รัก คือสำหรับผมแล้ว การแค่ได้เห็นบรรยากาศร้าน การได้เข้าไปอยู่ในร้านนี้โดยที่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสอาหารแต่อย่างใด ก็ทำให้ผมถูกสะกดด้วยมนตราไปเรียบร้อยแล้วล่ะ (เป็นหนึ่งในร้านที่สวยที่สุดที่ผมเคยเจอก็ว่าได้ หาร้านที่สวยขนาดนี้ในกรุงเทพ (หรือในโลก) ยังไม่ค่อยได้เลยมั้ง)
อาหารของร้านนี้ที่ตอนแรกผมคิดเอาไว้ว่าคงเป็นอาหารไทยธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นความคิดที่ค่อนข้างจะบ้องตื้นพอสมควรเลย เพราะว่าจริง ๆ แล้วอาหารของร้านนี้คือยกทุกครัวโลกมาไว้ที่ร้านก็คงไม่ผิดนัก อาหารไทย, อาหารญี่ปุ่น, อาหารจีน, อาหารอิตาเลียน, อาหารตะวันตก, อาหารอินเดีย ร้าน Mantra Restaurant & Bar แห่งนี้เค้ามีไว้พร้อมรองรับลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติของพัทยากันอย่างพร้อมสรรพ และเนื่องด้วยเป็นร้านอาหารที่อยู่ติดทะเล อาหารส่วนใหญ่ก็เลยจะเน้นไปที่อาหารทะเลเป็นหลักแต่ก็มีอาหารจากบนบกปน ๆ อยู่ด้วยเพื่อให้ครบครันเรื่องความหลากหลายของอาหารแบบสมบูรณ์แบบ
อาหารของทางร้านมีให้เลือกทั้งแบบ a la carte , แบบ set dinner ที่จะมีให้เลือก 3 แบบในวันที่ผมไป โดยจะเป็นอาหาร 6-7 course แบบ full course ที่ดูเมนู ดูราคาแล้วเหมือนจะคุ้มค่าน่าลองมาก ๆ ทางร้าน Mantra แห่งนี้ยังเพิ่มความคุ้มค่าของอาหารเข้าไปอีกด้วย Sunday Brunch ของทางร้านที่จะเป็นการรวบรวมเอาอาหารกว่า 300 ชนิดมาให้เราได้เลือกกินกันได้อย่างตามใจ ด้วยสนนราคา 1,690++ บาทแค่นั้น (และหลาย ๆ คนที่ผมรู้จักเค้าว่ากันว่า Sunday Brunch ของที่นี่คือสุดยอดของพัทยาด้วย เจ๋งกว่าหลาย ๆ ที่ในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ)
เครื่องดื่มของทางร้าน Mantra Restaurant & Bar แห่งนี้ก็อลังการไม่แพ้กัน ด้วยห้อง Wine Cellar ขนาดใหญ่ที่เราสามารถไปเดินดูเลือกไวน์มาดื่มด่ำกำซาบกันได้ตามใจ, เบียร์สด, spirit, whiskey, signature cocktail ที่หาดื่มที่ไหนไม่ได้, น้ำ(ผลไม้เป็นหลัก) สูตรพิเศษของทางร้านที่ทำออกมาแบบดูดีน่าดื่มกว่าน้ำผลไม้ธรรมดา ๆ อืม คือแบบดูเมนูอาหารของร้านนี้, เดินดู open kitchen ของร้านนี้, หยุดดูความอลังการของบาร์น้ำของร้านนี้แล้ว ผมก็ได้ข้อสรุปว่า คงไม่มีร้านไหนอีกแล้วที่จะเพียบพร้อมในเรื่องบรรยากาศ, ความหลากหลายของสัญชาติอาหาร และของเครื่องดื่มได้เท่าร้านนี้แล้วล่ะ อ้อ การบริการของร้านนี้ก็เรียกได้ว่า top-notch ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จากการที่ร้านนี้เป็นส่วนนึงของโรงแรม Amari Pattaya โรงแรม 4 และ 5 ดาว (คือมีตึกนึง 4 ดาว และตึกนึง (ตึกใหม่) 5 ดาวครับ) ในย่านพัทยาเหนือแห่งนี้ด้วย เรื่องการบริการของพนักงานเลยไม่ต้องสืบ บริการได้ดีมากจริง ๆ และไม่ใช่แค่การบริการแค่นั้นครับ ชุดของพนักงานนี่ก็แบบสวยงาม เก๋ไก๋ พนักงานแต่ละฝ่ายก็จะมีชุดกันคนละแบบ ออกแบบมาได้สวยงามเข้ากับบรรยากาศของทางร้านได้เป็นอย่างดี
หลาย ๆ ท่านคงพอจะเห็นภาพรวมของที่ Mantra Restaurant & Bar แห่งนี้กันไปแล้ว ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องอาหารและเครื่องดื่มของทางร้านที่พวกผมได้ไปลิ้มลองกัน ซึ่งมื้อนี้ก็ค่อนข้างจะจัดหนักจัดเต็มเหมือนกันด้วยเครื่องดื่ม 5 ชนิด และ อาหาร & ของหวาน 7 ชนิดครับ มาไล่เรียงกันไปดีกว่า
เครื่องดื่ม
- Cantaloup : กินแล้วสดชื่นมาก ไม่หวาน อร่อยสุด ๆ ไปเลย
- Lychee Soda : อร่อย สดชื่น หวานกำลังดี ซาบซ่า ซาบซ่าน
- Milk Pineapple : สับปะรดกับนมผสมกัน แปลกดี เปรี้ยวหอมมันลงตัว
- Mantratini : Cocktail ชื่อร้านเป็น Martini มาดัดแปลงเล็กน้อย ก็ หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ เหล้านิด ๆ กำลังดี
- Bangkok by night : แก้วนี้จำรสชาติไม่ได้ครับ -*- แต่ก็น่าจะโอเคแหละ เพราะไม่มีอะไรให้ติดใจ
อาหารและของคาวในมื้อนี้ก็มี 7 อย่างครับ
- Deep-fried prawns with sweet horseradish sauce (540 บาท) : สลัดสไตล์ฟิวชั่นนิด ๆ ประกอบด้วยกุ้งตัวใหญ่ ๆ 4 ตัวนำไปแกะเปลือกและทอดมาจนเกรียม ๆ กรอบ ๆ และมาพร้อมกับผักหลากหลายชนิด และผสมผสานเนื้อกุ้งและผักเข้าด้วยกันด้วยน้ำสลัดแบบ creamy ๆ ที่มีใส่วาซาบิมาเล็กน้อย อารมณ์จานนี้เอาจริง ๆ ก็คล้าย ๆ กุ้งทอดครีมสลัด อาหารยอดฮิตตามร้านอาหารไทยในช่วงหลัง ๆ นี้แต่จะแบบเลิศกว่า สวยงามกว่า อร่อยกว่า จากวาซาบิ, กุ้งตัวใหญ่ ๆ และผักสด ๆ ในจานนี่แหละครับ
- Mantra Quinteto (990 บาท) : คำว่า Quinteto นั้นแปลภาษาลาตินแปลว่า 5 เป็นคำที่ใช้พูดถึงจำนวน 5 แบบเก๋ ๆ คล้าย ๆ คำว่า เบญจ ในบ้านเรา ซึ่งจานนี้ตั้งชื่อมาแบบนี้ก็ไม่มีสาเหตุอื่นใดไปได้นอกจากการมีอาหาร 5 อย่างใส่มาในจานแบบเบญจภาคกันเลยทีเดียว ซึ่งอาหาร 5 อย่างนี้ก็ประกอบด้วย
- Mushroom crusted snow fish with passion fruit butter (1,250 บาท) : จานนี้สุดยอดที่สุดในสามโลกครับ เกิดมาผมก็เพิ่งจะเคยเห็นปลาหิมะที่ชิ้นใหญ่และหนาขนาดนี้ ทางพ่อครัวนำปลาหิมะไป sous-vide หรือไม่ก็ไปนึ่งก่อน เพื่อให้เนื้อปลานั้นสุกทั่วถึงกันทั้งก้อน จากนั้นก็นำไป sear ให้ผิวเกรียม ๆ มากำลังดี เพิ่มความหลากหลายของ texture ที่ทำให้กินไปแต่ละคำก็จะได้ความกรอบของผิว, ความนุ่มเนียนละมุนละไมของเนื้อปลา บวกกับการปรุงรสที่ปรุงมาแบบจีน ๆ ผสมกับฝรั่ง อร่อยแบบ..กินเท่าไรก็ไม่พอครับจานนี้
- ยำมะม่วงกุ้งแม่น้ำเผา (510 บาท) : กุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ สดอร่อย มันกุ้งเยิ้ม ๆ เต็มหัว เนื้อกุ้งแกะออกมาได้ง่าย ๆ หลุดกันมาทั้งยวง ตัวยำมะม่วงยำมาได้แบบเผ็ดจัดจ้านมาก ๆ เมื่อกินพร้อม ๆ กัน ทั้งกุ้งและยำมะม่วงก็ได้เป็นอะไรที่รสชาติค่อนข้างผสมผสานกันพอดี
- ขนมจีบปลาแซลมอน (290 บาท) : เป็นขนมจีบที่แนวสุด ๆ ครับ ชิ้นใหญ่กว่าขนมจีบทั่วไปสักเท่านึง เพราะเป็นการนำเอาปลาแซลมอนชิ้นใหญ่ ๆ มายัดไส้และห่อแป้งให้ออกมาหน้าตา (แค่) คล้าย ๆ ขนมจีบธรรมดา เนื่องจากว่าชิ้นใหญ่ เลยต้องแบ่งเป็น 2 คำ คำแรกที่กินเข้าไปนี่คือแบบ โอว ฟินครับ เนื้อปลาแซลมอน สด นุ่ม และให้มาเยอะ และได้อีกรสชาติจากเนื้อหมูสับที่ยัด ๆ มาด้วยนิดหน่อยด้วย ขนมจีบชิ้นเขื่องชิ้นนี้ไม่ต้องจิ้มจิ๊กโฉ่วแต่อย่างใดเนื่องจากว่าทางร้านราดน้ำซีอิ๊ว หวาน ๆ เค็ม ๆ อร่อยมาเรียบร้อยแล้ว
- บะหมี่เกี๊ยวราดซอสเสฉวน ( Szechuan noodle soup with pak choy & spicy pork sauce in chicken broth - 290 บาท): ถ้ามองเผิน ๆ จานนี้ก็อาจจะเหมือนบะหมี่เกี๊ยวแห้งธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ความจริงแล้ว ความพิเศษของจานนี้มันคือตัวซอสเสฉวนที่ราดมามาครับ พอคลุก ๆ ซอสให้เข้ากันกับเส้นบะหมี่, ผักคะน้าฮ่องกง, เกี๊ยวกุ้งแล้ว ก็จะได้เป็นบะหมี่ที่แบบสีดำ ๆ น่ากินขึ้นมา และพอกินเข้าไปก็ โอย ฟินอีกแล้วครับ ทุกอย่างในจานนี่คือของดีหมด โดยเฉพาะผักคะน้าฮ่องกงกรอบ อร่อยกว่า บางร้านในกรุงเทพที่กล้าขายกันจานละ 400 บาทแค่คะน้าฮ่องกงอย่างเดียวด้วยซ้ำครับ ทีเด็ดของจานนี้เอาจริง ๆ ผมว่าน่าจะเป็นตัวซอสเสฉวนนี่แหละที่ทำให้รสชาติมันออกมานัวขนาดนี้
- Apple Flan (380 บาท) : แป้งทาร์ต (แป้งฟลาน) บาง ๆ ผสมแอปเปิ้ลฝาน ที่ถูกวางทับมาด้วยไอศครีมวานิลลา และราดมาด้วยน้ำเชื่อมและโรยมาด้วย icing ของหวานสไตล์ฝรั่ง ๆ ที่มาช่วยเติมเต็มความเป็นนานาชาติของมื้อนี้ให้สมกับตัวร้านอาหารที่เป็นอาหารนานาชาติ จานนี้ อร่อยดีครับ แป้งแบบแข็ง ๆ กรอบ ๆ ดี ไอศครีมวานิลลาแม้จะไม่โดดเด่นมาก แต่ก็ถือว่าโอเค ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับตัวแป้งทาร์ตได้อย่างลงตัว
ผมว่าการที่ร้าน Mantra Restaurant & Bar ณ พัทยา แห่งนี้ ตั้งชื่อร้านมาได้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคนไหนที่มาร้านนี้แล้วจะไม่ถูกเวทมนตร์ของร้านนี้สะกดให้ตกอยู่ในภวังค์เอา เพราะเวทมนตร์ของร้านนี้มีหลายคาถามาก ทั้ง บรรยากาศร้าน, รสชาติอาหาร, ความหลากหลายของอาหาร, การบริการอันไร้ที่ติ อืม อาจจะฟังดูเว่อร์เกินจริง แต่เท่าที่ได้ยินจากปากของคนรู้จักผมที่ได้มาร้านนี้ แทบทุกคนก็เหมือนจะถูกเวทมนตร์นี้กันเข้าทั้งนั้น อยากจะมาโดนเวทมนตร์สะกดกันโดยที่ไม่ต้องหลุดเข้าไปในโลกของ Harry Potter มั้ยล่ะครับ? ร้าน Mantra แห่งนี้เค้าเปิดทุกวัน 6 โมงเย็นเป็นต้นไปถึงตี 1 หรือถ้าใครอยากจัดหนัก ๆ กับอาหาร 300 กว่าชนิดของทางร้านก็มาลองกันกับ Sunday Brunch ของทางร้านได้เลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
มันตรา ร้านอาหารนานาชาติ พัทยาเหนือ เลียบหาด รีวิว
Overall Score 10/10
Taste 4.5/5
Ambiance 5/5
Service 5/5
Value 4/5
Mantra - Premium International Restaurant on BumRes.com (For more pictures, info and menu)
สำหรับผมเมื่อได้ยินคำว่า Mantra Restaurant & Bar โดยที่ยังไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนั้น ผมคิดเอาเองว่าร้านนี้ก็คงเป็นร้านอาหารไทยธรรมดา ๆ อีกร้านนึงนั่นแหละไม่มีอะไรพิเศษมาก แต่กับคนพัทยา หรือคนที่เคยได้มีโอกาสมายังร้านนี้แล้วก็คงจะได้แต่ยักไหล่กับความคิดของผมว่ามันหาใช่สิ่งที่ร้านอันสุดแสนจะเจ๋งแห่งนี้เป็นเลยสักนิดเดียว
ร้าน Mantra หรือ มนตรา, เวทมนตร์ แห่งนี้เพียงแค่ได้เดินไปในร้าน เราก็เหมือนกับถูกสะกดไว้ด้วยเวทมนตร์ได้อย่างไม่ยากเย็นกับบรรยากาศอันสุดแสนจะ chic และเก๋ไก่ด้วยสไตล์การตกแต่งแบบ modern Chinese ที่ผมยังไม่เคยพบเจอร้านไหนทำได้ไฉไลเท่าที่ร้านนี้เลย ร้านนี้เป็นร้านขนาดใหญ่ สามารถแบ่งได้เป็น 3 zone โดยประมาณ โซนแรกนั้นคือโซนบาร์ ขนาดใหญ่ และเป็นส่วนทางเข้าของร้านที่จะทำให้เราตกอยู่ในภวังค์ความงดงามและอลังการได้ไม่ยาก ด้วยบาร์ขนาดใหญ่, ที่นั่งเก๋ไก๋หลายจุด พร้อมเพดานโปร่ง ๆ สูง ๆ และพอเดินเข้าไปด้านในก็จะพบกับส่วนรับประทานอาหารหลัก ที่ใหญ่โต อลังการ และใส่ใจในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง พร้อม open kitchen กระจายตัวกันไปในทุกด้านของทางร้าน ทั้งครัวเย็น หรือ Sushi Bar , เตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่พร้อมบริเวณปรุงอาหารอิตาเลียน, ครัวอาหารจีนที่มีเข่งติ่มซำพร้อมเป็ดย่างตัวใหญ่ ๆ น่ากินห้อยเรียกน้ำลายของเรา และโซนสุดท้ายของทางร้านกับบริเวณชั้น 2 ของทางร้านบริเวณที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว, ความโรแมนติคเป็นพิเศษ โดยจะมีที่นั่งแบบ Opera สำหรับกรุ๊ปเล็ก ๆ , Sultan's Table สำหรับกรุ๊ปใหญ่ และที่นั่งแบบหลบเข้าไปในกำแพงสำหรับคู่รัก คือสำหรับผมแล้ว การแค่ได้เห็นบรรยากาศร้าน การได้เข้าไปอยู่ในร้านนี้โดยที่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสอาหารแต่อย่างใด ก็ทำให้ผมถูกสะกดด้วยมนตราไปเรียบร้อยแล้วล่ะ (เป็นหนึ่งในร้านที่สวยที่สุดที่ผมเคยเจอก็ว่าได้ หาร้านที่สวยขนาดนี้ในกรุงเทพ (หรือในโลก) ยังไม่ค่อยได้เลยมั้ง)
อาหารของร้านนี้ที่ตอนแรกผมคิดเอาไว้ว่าคงเป็นอาหารไทยธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นความคิดที่ค่อนข้างจะบ้องตื้นพอสมควรเลย เพราะว่าจริง ๆ แล้วอาหารของร้านนี้คือยกทุกครัวโลกมาไว้ที่ร้านก็คงไม่ผิดนัก อาหารไทย, อาหารญี่ปุ่น, อาหารจีน, อาหารอิตาเลียน, อาหารตะวันตก, อาหารอินเดีย ร้าน Mantra Restaurant & Bar แห่งนี้เค้ามีไว้พร้อมรองรับลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติของพัทยากันอย่างพร้อมสรรพ และเนื่องด้วยเป็นร้านอาหารที่อยู่ติดทะเล อาหารส่วนใหญ่ก็เลยจะเน้นไปที่อาหารทะเลเป็นหลักแต่ก็มีอาหารจากบนบกปน ๆ อยู่ด้วยเพื่อให้ครบครันเรื่องความหลากหลายของอาหารแบบสมบูรณ์แบบ
อาหารของทางร้านมีให้เลือกทั้งแบบ a la carte , แบบ set dinner ที่จะมีให้เลือก 3 แบบในวันที่ผมไป โดยจะเป็นอาหาร 6-7 course แบบ full course ที่ดูเมนู ดูราคาแล้วเหมือนจะคุ้มค่าน่าลองมาก ๆ ทางร้าน Mantra แห่งนี้ยังเพิ่มความคุ้มค่าของอาหารเข้าไปอีกด้วย Sunday Brunch ของทางร้านที่จะเป็นการรวบรวมเอาอาหารกว่า 300 ชนิดมาให้เราได้เลือกกินกันได้อย่างตามใจ ด้วยสนนราคา 1,690++ บาทแค่นั้น (และหลาย ๆ คนที่ผมรู้จักเค้าว่ากันว่า Sunday Brunch ของที่นี่คือสุดยอดของพัทยาด้วย เจ๋งกว่าหลาย ๆ ที่ในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ)
เครื่องดื่มของทางร้าน Mantra Restaurant & Bar แห่งนี้ก็อลังการไม่แพ้กัน ด้วยห้อง Wine Cellar ขนาดใหญ่ที่เราสามารถไปเดินดูเลือกไวน์มาดื่มด่ำกำซาบกันได้ตามใจ, เบียร์สด, spirit, whiskey, signature cocktail ที่หาดื่มที่ไหนไม่ได้, น้ำ(ผลไม้เป็นหลัก) สูตรพิเศษของทางร้านที่ทำออกมาแบบดูดีน่าดื่มกว่าน้ำผลไม้ธรรมดา ๆ อืม คือแบบดูเมนูอาหารของร้านนี้, เดินดู open kitchen ของร้านนี้, หยุดดูความอลังการของบาร์น้ำของร้านนี้แล้ว ผมก็ได้ข้อสรุปว่า คงไม่มีร้านไหนอีกแล้วที่จะเพียบพร้อมในเรื่องบรรยากาศ, ความหลากหลายของสัญชาติอาหาร และของเครื่องดื่มได้เท่าร้านนี้แล้วล่ะ อ้อ การบริการของร้านนี้ก็เรียกได้ว่า top-notch ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จากการที่ร้านนี้เป็นส่วนนึงของโรงแรม Amari Pattaya โรงแรม 4 และ 5 ดาว (คือมีตึกนึง 4 ดาว และตึกนึง (ตึกใหม่) 5 ดาวครับ) ในย่านพัทยาเหนือแห่งนี้ด้วย เรื่องการบริการของพนักงานเลยไม่ต้องสืบ บริการได้ดีมากจริง ๆ และไม่ใช่แค่การบริการแค่นั้นครับ ชุดของพนักงานนี่ก็แบบสวยงาม เก๋ไก๋ พนักงานแต่ละฝ่ายก็จะมีชุดกันคนละแบบ ออกแบบมาได้สวยงามเข้ากับบรรยากาศของทางร้านได้เป็นอย่างดี
หลาย ๆ ท่านคงพอจะเห็นภาพรวมของที่ Mantra Restaurant & Bar แห่งนี้กันไปแล้ว ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องอาหารและเครื่องดื่มของทางร้านที่พวกผมได้ไปลิ้มลองกัน ซึ่งมื้อนี้ก็ค่อนข้างจะจัดหนักจัดเต็มเหมือนกันด้วยเครื่องดื่ม 5 ชนิด และ อาหาร & ของหวาน 7 ชนิดครับ มาไล่เรียงกันไปดีกว่า
เครื่องดื่ม
- Cantaloup : กินแล้วสดชื่นมาก ไม่หวาน อร่อยสุด ๆ ไปเลย
- Lychee Soda : อร่อย สดชื่น หวานกำลังดี ซาบซ่า ซาบซ่าน
- Milk Pineapple : สับปะรดกับนมผสมกัน แปลกดี เปรี้ยวหอมมันลงตัว
- Mantratini : Cocktail ชื่อร้านเป็น Martini มาดัดแปลงเล็กน้อย ก็ หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ เหล้านิด ๆ กำลังดี
- Bangkok by night : แก้วนี้จำรสชาติไม่ได้ครับ -*- แต่ก็น่าจะโอเคแหละ เพราะไม่มีอะไรให้ติดใจ
อาหารและของคาวในมื้อนี้ก็มี 7 อย่างครับ
- Deep-fried prawns with sweet horseradish sauce (540 บาท) : สลัดสไตล์ฟิวชั่นนิด ๆ ประกอบด้วยกุ้งตัวใหญ่ ๆ 4 ตัวนำไปแกะเปลือกและทอดมาจนเกรียม ๆ กรอบ ๆ และมาพร้อมกับผักหลากหลายชนิด และผสมผสานเนื้อกุ้งและผักเข้าด้วยกันด้วยน้ำสลัดแบบ creamy ๆ ที่มีใส่วาซาบิมาเล็กน้อย อารมณ์จานนี้เอาจริง ๆ ก็คล้าย ๆ กุ้งทอดครีมสลัด อาหารยอดฮิตตามร้านอาหารไทยในช่วงหลัง ๆ นี้แต่จะแบบเลิศกว่า สวยงามกว่า อร่อยกว่า จากวาซาบิ, กุ้งตัวใหญ่ ๆ และผักสด ๆ ในจานนี่แหละครับ
- Mantra Quinteto (990 บาท) : คำว่า Quinteto นั้นแปลภาษาลาตินแปลว่า 5 เป็นคำที่ใช้พูดถึงจำนวน 5 แบบเก๋ ๆ คล้าย ๆ คำว่า เบญจ ในบ้านเรา ซึ่งจานนี้ตั้งชื่อมาแบบนี้ก็ไม่มีสาเหตุอื่นใดไปได้นอกจากการมีอาหาร 5 อย่างใส่มาในจานแบบเบญจภาคกันเลยทีเดียว ซึ่งอาหาร 5 อย่างนี้ก็ประกอบด้วย
- Souffle Truffle : อร่อย ฟู กำลังดี หอมกลิ่นทรัฟเฟิลและชีส โดยไม่ต้องมีการใส่เนื้อสัตว์มาด้านล่างแต่อย่างใด
- Foie Gras : ตับห่านชิ้นใหญ่ แล่มาเป็นทรงตับแบบอวบอิ่มสมบูรณ์แบบ (สี่เหลี่ยมคางหมู) , ทอดมากำลังดี ผิวเกรียม ๆ แต่ด้านในยังเยิ้ม ๆ เละ ๆ กินเข้าไปแล้วไปละลายในปาก และเพิ่มรสชาติมาด้วยผักและซอสเปรี้ยว ๆ มาตัดรสความเลี่ยนของตับ
- Avocado Tuna : ปลาทูน่าคุณภาพดีชิ้นหนา ผสมมากับ avocado และน้ำสลัด ได้อย่างลงตัว
- พริกซอสสามสีผัดชีส : อันนี้เหมือนจะเป็นอาหาร side dish กลาย ๆ ของจานนี้เพราะเป็นอย่างเดียวที่มีรสชาติจัดจ้าน ไว้กินตัดรสกับอาหารรสชาติเบา ๆ อย่างอื่น
- Parma ham melon : อันนี้ค่อนข้างธรรมดาไปนิดครับ เมล่อนไม่ได้หวานอะไรมาก ปาร์มาแฮม เค็มกำลังดี แต่ก็เหมือนจะให้มาน้อยไปหน่อย เนื้อบางไปนิด ประมาณนั้น
- Mushroom crusted snow fish with passion fruit butter (1,250 บาท) : จานนี้สุดยอดที่สุดในสามโลกครับ เกิดมาผมก็เพิ่งจะเคยเห็นปลาหิมะที่ชิ้นใหญ่และหนาขนาดนี้ ทางพ่อครัวนำปลาหิมะไป sous-vide หรือไม่ก็ไปนึ่งก่อน เพื่อให้เนื้อปลานั้นสุกทั่วถึงกันทั้งก้อน จากนั้นก็นำไป sear ให้ผิวเกรียม ๆ มากำลังดี เพิ่มความหลากหลายของ texture ที่ทำให้กินไปแต่ละคำก็จะได้ความกรอบของผิว, ความนุ่มเนียนละมุนละไมของเนื้อปลา บวกกับการปรุงรสที่ปรุงมาแบบจีน ๆ ผสมกับฝรั่ง อร่อยแบบ..กินเท่าไรก็ไม่พอครับจานนี้
- ยำมะม่วงกุ้งแม่น้ำเผา (510 บาท) : กุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ สดอร่อย มันกุ้งเยิ้ม ๆ เต็มหัว เนื้อกุ้งแกะออกมาได้ง่าย ๆ หลุดกันมาทั้งยวง ตัวยำมะม่วงยำมาได้แบบเผ็ดจัดจ้านมาก ๆ เมื่อกินพร้อม ๆ กัน ทั้งกุ้งและยำมะม่วงก็ได้เป็นอะไรที่รสชาติค่อนข้างผสมผสานกันพอดี
- ขนมจีบปลาแซลมอน (290 บาท) : เป็นขนมจีบที่แนวสุด ๆ ครับ ชิ้นใหญ่กว่าขนมจีบทั่วไปสักเท่านึง เพราะเป็นการนำเอาปลาแซลมอนชิ้นใหญ่ ๆ มายัดไส้และห่อแป้งให้ออกมาหน้าตา (แค่) คล้าย ๆ ขนมจีบธรรมดา เนื่องจากว่าชิ้นใหญ่ เลยต้องแบ่งเป็น 2 คำ คำแรกที่กินเข้าไปนี่คือแบบ โอว ฟินครับ เนื้อปลาแซลมอน สด นุ่ม และให้มาเยอะ และได้อีกรสชาติจากเนื้อหมูสับที่ยัด ๆ มาด้วยนิดหน่อยด้วย ขนมจีบชิ้นเขื่องชิ้นนี้ไม่ต้องจิ้มจิ๊กโฉ่วแต่อย่างใดเนื่องจากว่าทางร้านราดน้ำซีอิ๊ว หวาน ๆ เค็ม ๆ อร่อยมาเรียบร้อยแล้ว
- บะหมี่เกี๊ยวราดซอสเสฉวน ( Szechuan noodle soup with pak choy & spicy pork sauce in chicken broth - 290 บาท): ถ้ามองเผิน ๆ จานนี้ก็อาจจะเหมือนบะหมี่เกี๊ยวแห้งธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ความจริงแล้ว ความพิเศษของจานนี้มันคือตัวซอสเสฉวนที่ราดมามาครับ พอคลุก ๆ ซอสให้เข้ากันกับเส้นบะหมี่, ผักคะน้าฮ่องกง, เกี๊ยวกุ้งแล้ว ก็จะได้เป็นบะหมี่ที่แบบสีดำ ๆ น่ากินขึ้นมา และพอกินเข้าไปก็ โอย ฟินอีกแล้วครับ ทุกอย่างในจานนี่คือของดีหมด โดยเฉพาะผักคะน้าฮ่องกงกรอบ อร่อยกว่า บางร้านในกรุงเทพที่กล้าขายกันจานละ 400 บาทแค่คะน้าฮ่องกงอย่างเดียวด้วยซ้ำครับ ทีเด็ดของจานนี้เอาจริง ๆ ผมว่าน่าจะเป็นตัวซอสเสฉวนนี่แหละที่ทำให้รสชาติมันออกมานัวขนาดนี้
- Apple Flan (380 บาท) : แป้งทาร์ต (แป้งฟลาน) บาง ๆ ผสมแอปเปิ้ลฝาน ที่ถูกวางทับมาด้วยไอศครีมวานิลลา และราดมาด้วยน้ำเชื่อมและโรยมาด้วย icing ของหวานสไตล์ฝรั่ง ๆ ที่มาช่วยเติมเต็มความเป็นนานาชาติของมื้อนี้ให้สมกับตัวร้านอาหารที่เป็นอาหารนานาชาติ จานนี้ อร่อยดีครับ แป้งแบบแข็ง ๆ กรอบ ๆ ดี ไอศครีมวานิลลาแม้จะไม่โดดเด่นมาก แต่ก็ถือว่าโอเค ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับตัวแป้งทาร์ตได้อย่างลงตัว
ผมว่าการที่ร้าน Mantra Restaurant & Bar ณ พัทยา แห่งนี้ ตั้งชื่อร้านมาได้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคนไหนที่มาร้านนี้แล้วจะไม่ถูกเวทมนตร์ของร้านนี้สะกดให้ตกอยู่ในภวังค์เอา เพราะเวทมนตร์ของร้านนี้มีหลายคาถามาก ทั้ง บรรยากาศร้าน, รสชาติอาหาร, ความหลากหลายของอาหาร, การบริการอันไร้ที่ติ อืม อาจจะฟังดูเว่อร์เกินจริง แต่เท่าที่ได้ยินจากปากของคนรู้จักผมที่ได้มาร้านนี้ แทบทุกคนก็เหมือนจะถูกเวทมนตร์นี้กันเข้าทั้งนั้น อยากจะมาโดนเวทมนตร์สะกดกันโดยที่ไม่ต้องหลุดเข้าไปในโลกของ Harry Potter มั้ยล่ะครับ? ร้าน Mantra แห่งนี้เค้าเปิดทุกวัน 6 โมงเย็นเป็นต้นไปถึงตี 1 หรือถ้าใครอยากจัดหนัก ๆ กับอาหาร 300 กว่าชนิดของทางร้านก็มาลองกันกับ Sunday Brunch ของทางร้านได้เลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Subscribe to:
Posts (Atom)






















































































