BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย

BumRes iOS App แอพค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในไทย
BumRes App V2

Thursday, June 28, 2012

Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2

Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2





มาถึงตอนสุดท้ายของซีรีย์ ตระลุยกินถิ่นคันไซ ใบไม้ร่วง 2011 ของผมกันแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับมีแค่ร้านอาหารที่ผมไปมาและก็ห้าง Rinku Town เท่านั้น เริ่มกันเลยดีกว่า

หลังจากที่ไป Osaka Museum of Housing and Living กันเสร็จ พวกเราก็กลับมาพักที่โรงแรมรอเวลาอาหารเย็นกัน โดยเป้าหมายในมื้อนี้คือร้าน Tajimaya DX Shinsaibashi branch ร้านสุกี้ยากี้/ชาบู ๆ แบบบุฟเฟ่ต์ที่ตั้งตัวเองอยู่ที่ย่าน Shinsaibashi ติด ๆ กับ Namba Dotombori ซึ่งร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ผมรู้จักจากหนังสือนำเที่ยวเมืองโอซาก้าที่ไปหยิบมาจากที่ตึก Umeda Sky Building อาหารของร้านนี้ก็จะเป็น สุกี้หรือชาบูแบบบุฟเฟ่ต์และมีให้เลือก 2 package ราคาประมาณ 2500 yen อันนึงซึ่งจะได้เนื้อวัวแบบธรรมดา ๆ กับราคา 7,140 yen ที่จะได้เนื้อวัวโกเบ ต้องถามมั้ยครับว่าพวกผมจะจัดแบบไหนกัน? แน่นอนครับแบบถูกอยู่แล้ว! (แป่ว) อาหารของร้านนี้นอกจากตัวเนื้อวัวที่จะยกมาเสิร์ฟแล้ว อย่างอื่นเราจะต้องเดินไปตักเองหมด ประกอบด้วย ผัก, เครื่องดื่ม, ข้าว, เส้นก๋วยเตี๋ยวและไอศครีม Haggen Daz ใช่แล้วครับ ร้านนี้มีไอศครีม Haggen Dazs แบบบุฟเฟ่ต์ (เมืองไทยมีที่ไหนมีมั้ยเน้อ?) ให้ตัก ซึ่งราคา 2500 yen นี่กลายเป็นถูกไปเลยล่ะครับ ร้านนี้พอเข้าไปถึงเราก็ต้องเลือกก่อนว่าจะกินสุกี้ยากี้หรือชาบู ๆ ซึ่ง 2 อย่างนี้คนไทยอาจจะเห็นว่ามันไม่ต่างกัน แต่จริง ๆ แล้วที่ญี่ปุ่นเขาถือว่าต่างกันครับ แต่ก็ต่างกันไม่เยอะต่างแค่ตัวน้ำซุปเท่านั้นคือถ้าเป็นชาบู ๆ จะเป็นน้ำซุปแบบท่วมหม้อ แต่ถ้าสุกี้ยากี้จะเป็นน้ำซุปแบบขลุกขลิก พวกเราเลือกสุกี้ครับเพราะชาบูที่ไทยมีให้กินเยอะแล้ว

 รสชาติอาหารของที่นี่ก็จัดได้ว่าดีเยี่ยม (อีกแล้ว) เนื้อแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเนื้อโกเบอย่างดี แต่ก็เป็นเนื้อญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนคุณภาพนั้นแหล่มกว่าเนื้อที่ไทยอยู่แล้ว และยิ่งตีคู่มากับผักสด ๆ แบบญี่ปุ่นและไข่ดิบที่เติมได้ไม่อั้นแล้ว ก็กลายเป็นสุดยอดเนื้อสุกี้ยากี้ขึ้นมาเลยทีเดียว (คือสุกี้, ชาบูที่ญี่ปุ่นจริง ๆ แล้วเค้าจะชอบเอาเนื้อไปจิ้มไข่ดิบกันแล้วก็จิ้มน้ำจิ้มต่อครับ แต่ผมเห็นคนไทยส่วนใหญ่กลัวไข่ดิบกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากให้ลองกินกัน มันเป็นอะไรที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่ามันอร่อยจริง เข้ากันจริง) นอกจากเนื้อวัวแล้วพวกเราก็สั่งเนื้อหมูมากินบ้าง แต่หมูเหมือนจะเป็นหมูธรรมดาไม่ใช่คุโรบูตะ ก็เลยอร่อยสู้เนื้อวัวไม่ค่อยได้ครับ มื้อนี้กินกันแบบสั่งลาประเทศญี่ปุ่นกันจริง ๆ ครับเพราะพวกเราจัดเจ้าจานเนื้อ (รูปที่ 2 จากล่าง) จานยักษ์นั่นไปประมาณ 6 จานครับ! อ้อ ร้านนี้ลูกค้าค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่พอดีร้านใหญ่มากก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องรองรับลูกค้า แต่ที่ผมประหลาดใจอย่างคือ 90% ในตอนนั้นมีแต่ลูกค้าผู้หญิง ฤาว่า สุกี้ยากี้นี่จะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของผู้หญิงชาวอาทิตย์อุทัยเขา? (ซึ่งถ้าพิจารณาถึงพลังงาน ก็น่าจะน้อยกว่าอาหารบุฟเฟ่ต์แบบอื่นนะครับ)




สั่งเนื้อทีนึง มาจานใหญ่เท่านี้ทีนึง คือถ้าอยากกินอีกนิดอีกหน่อยนี่ไม่ได้เลยใช่มั้ยเนี่ย (แต่ก็กินจนหมดนะครับ ฮ่า ๆ)

ผักมีให้เลือกเยอะเหมือนกัน (คล้าย  ๆ Momo Paradise บ้านเรา)

Haggen Dazs ตักได้ไม่อั้นแต่มีรสน้อยไปหน่อย

ผักเค้าสดดีครับ

Soft Drink ก็ตักได้ไม่อั้น มี Ginger Ale ของโปรดของผมด้วย

ลูกผสมต้มกับย่างต้องสุกี้ยากี้

เนื้อจิ้มไข่ดิบ อร่อยล้ำ

น้ำซุปก็เยี่ยมครับ 

หมูก็อร่อยดีแต่ไม่อร่อยเท่าเนื้อ

จัดไปหลายจานครับเนื้อ

พนักงานก็เรียงมาให้สวยงาม จัดเต็มชามใหญ่แบบนี้อยู่ร่ำไป

กินไปกินมาน้ำซุปเริ่มเข้มข้นไป ต้องตักออก

เนื้อ Kobe ยังมีหลายราคาเลย แต่อ่านไม่ออก

และก็เข้าสู่วันสุดท้ายจริงจังล่ะครับ วันสุดท้ายเครื่องบินพวกเราจะทะยานกลับไปกรุงเทพตอน 5 โมง ก็เลยทำอะไรมากไม่ได้เพราะว่าต้องไปถึงสนามบินประมาณ 3 โมง พวกเราไปกินมื้อสั่งลาจริง ๆ กันที่ร้าน Tenkaippin Ramen ร้านราเมนที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงแรมที่พักและได้คะแนนรีวิวจาก tabelog ดีพอสมควร (รู้สึกจะ สามกลาง ๆ ) ร้านนี้เป็นร้านราเมนที่มีน้ำซุปให้เลือกค่อนข้างจะครบครัน มีทั้งโชยุ, มิโซะ, ชิโอะและทงคทสึ คือมีครบสี่น้ำซุปหลักเลย ราคาก็ถือว่าอยู่ในช่วงกลาง ๆ เท่า ๆ กับร้านอื่นชามละ 800 - 1000 yen โดยประมาณแล้วแต่ปริมาณชาชูหรือเครื่องเคียงที่จะสั่งเพิ่ม ส่วนเรื่องรสชาติก็จัดได้ว่าเป็นราเมนที่อร่อยดีทีเดียวครับ แต่ผมก็ยังชอบ Ippudo , Ichiran มากกว่า(เล็กน้อย) อยู่ดีครับ ใครไปแถว Namba อยากกินราเมนอร่อย ๆ มีน้ำซุปให้เลือกเยอะ ๆ ร้าน Tenkaiippin นี่ก็น่าสนใจนะครับ


ร้านอยู่ตรงข้าม Namba Park เลยครับ




เบียร์สดแก้วสุดท้ายสั่งลาทริปนี้ ฮือ ๆ คิดถึงจังงง

ไข่ไม่ออนเซ็นเลยครับ เซ็งครับ คือเจ้าของร้านอาจจะคิดว่าไข่สุกไปเลยดีกว่า แต่ไม่รู้สิ ยังไงผมก็คิดว่าออนเซ็นทามาโกะ อร่อยกว่าอยู่ดี

ชิโอะราเมนเพิ่มหมูชาชูพิเศษของผม อร่อยครับ

โชยุราเมนของพี่ผม เนื้อจะเป็นคล้าย ๆ หมูสามชั้นมากกว่าชาชูแบบของผม 

พี่ผมบอกว่าอร่อยเช่นกัน ซัดโฮก ๆ กันเลยทีเดียว

อันนี้น่าจะมิโซะของแม่กับพ่อผม (สั่งเหมือนกัน)

ซัดโฮก ๆ เช่นเดียวกันครับทั้ง 2 คน

สีจะอ่อน ๆ กว่ามิโซะบ้านเราหน่อยนะผมว่า

เป้าหมายต่อไปและเป้าหมายสุดท้ายประจำทริปนี้คือ Rinku Premium Outlets ครับ เจ้าห้างนี้ตั้งตัวเองอยู่ตรงบริเวณ Rinku Town ใกล้ ๆ กับ Kansai International Airport อารมณ์ประมาณว่า ดักนักท่องเที่ยวก่อนจะกลับประเทศให้มาใช้เงินให้หมดก่อนกลับประมาณนั้น (ผมล่ะโดนดักไปคนนึง) การเดินทางไปห้างนี้ก็นั่งรถไฟ JR ไปลงป้าย Rinku Town แล้วก็เดิน ๆ ๆ ไปอีกเล็กน้อยประมาณ 15 นาที ซึ่งถ้าเดินตัวเปล่ามันก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่นี่พวกเราลากกระเป๋ากันพะรุงพะรังด้วย ก็เลยเป็น 15 นาทีที่ค่อนข้างทุลักทุเลไม่น้อย ที่ห้าง Rinku Premium Outlets นี่ก็มีสินค้าค่อนข้างจะครบแทบทุกแบรนด์ครับ จะขาดก็แต่พวกแบรนด์ Hi-so ๆ เช่น LV, Gucci อะไรพวกนั้น แต่ brand แบบบ้าน ๆ GAP, Asics, Adidas อะไรประมาณนี้ก็มีครบหมดครับ และถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวนอกจากจะไม่ต้องเสีย vat 5% แล้วเรายังจะได้ส่วนลดเพิ่มเติมจากปกติอีกด้วย ซึ่งส่วนลดพิเศษนี้ก็แล้วแต่ร้านจะจัดโปรโมชั่น เช่นของ Levi ก็จะมีซื้อ 2 ตัวแถม 1 ตัว หรือซื้อ 1 แถม 1 เลยมั้งไม่แน่ใจ ของ Nike ก็ซื้อเกิน 10000 yen จะลด 3000 yen อะไรประมาณนี้ (จำไม่ค่อยได้ครับ) ก็ห้างนี้ถ้าใครตังค์เหลือ ก็แวะไปกันหน่อยก็ดีครับ ของค่อนข้างถูกและมีให้เลือกเยอะดี ส่วนตัวผมได้รองเท้า Asics รุ่นอะไรไม่รู้ราคาประมาณ 10,000 yen มาเช็คราคาที่ไทยซัดไปเกือบ 8000 บาทก็เรียกได้ว่าซื้อถูกกว่ากันเกือบครึ่งเลย

ถ่ายรูปรถไฟตอนวิ่งนี่สวยดีครับผมชอบ

เราต้องลงป้ายนี้ Rinku-Town เลยไปอีกป้ายก็เป็นสนามบินแล้ว

นั่น ชิงช้าสวรรค์อีกแล้ว

ร้าน Ootoya ที่ญี่ปุ่นนี่ราคาเท่าไทยเลยครับ (อ่านว่าที่ไทยแพงเท่าญี่ปุ่น)

วันที่ผมไปเจอคนญี่ปุ่นครึ่งคนจีนครึ่ง





คู่สีแดงตรงกลางครับที่ผมสอยมา รุ่น Kayano 16 ของ Asics


มีบริการ Sky shuttle ไปส่งที่สนามบินด้วย ฟรีด้วยครับ






ของไม่ค่อยเยอะเท่าไรครับพวกผม ผ่านฉลุย

สรุป ทริป ชิล ๆ ของผมกับการตะลุยกินและเที่ยวระยะสั้น ๆ ณ ภูมิภาคคันไซก็ถือว่าจบลงอย่าง Happy ดีครับ หลังจากทริปนี้แล้วผมก็ไปญี่ปุ่นมาแล้ว 3 ภูมิภาค คันโต , ฮอกไกโด และ คันไซ ทั้ง 3 ภูมิภาคนี้ก็มีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป ซึ่งสำหรับคันไซแล้ว ผมว่าเป็นภูมิภาคที่มีเสน่ห์ในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และถ้าอยากเที่ยวแบบสมัยใหม่ ๆ หน่อยก็มีโอซาก้าที่เป็นเมืองศูนย์กลางสามารถเดินทางไปมาระหว่างเมือง 2 ยุคสมัยได้ อาหารการกินของแถบคันไซ นั้นสู้คันโตไม่ได้ในเรื่องความหลากหลาย และรสชาติ (สำหรับผม) ซึ่งคันโตก็สู้ฮอกไกโดไม่ได้ในเรื่องรสชาติและความถูก (สำหรับผมอีกเช่นกัน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง 3 ภูมิภาคก็สามารถสร้างความประทับใจในทุก ๆ ด้านให้กับผมอยู่ดี (ยกเว้นเรื่องภาษา มึงช่วยพูดอังกฤษ มีป้ายอังกฤษให้มากกว่านี้หน่อยได้มั้ย) สำหรับทริปหน้าผมจะกลับไปยังโตเกียวอีกรอบ ไปตระเวณกินร้านอร่อยตามลายแทงของเพื่อนผมที่เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่นอยู่ 3 ปี ผมก็หวังว่าผมจะแทงลายแทงนั้นได้ทะลุครบทุกร้านเพราะผมจะไป 15 วัน เมื่อเขียนเสร็จยังไงแล้วก็จะมาเขียนให้ทุกท่านได้ชมกันนะครับ ถึงตอนนั้นก็ฝากสนับสนุนกันด้วยครับ


Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 1
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 2
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 3
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 4
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 5
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 6
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 1
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2


--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 1

Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 1


รูปนี้ อยู่ part 2 ครับ พอดีต้องหารูปอาหารยั่วน้ำลายมาจั่วหัว ก็เลยเอารูปนี้มาครับ -*-

มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทางแล้วครับ พอดีตอนที่แล้วของซีรีย์ ตระลุยกินฤดูใบไม้ร่วงถิ่นคันไซ 2011 ตอนที่แล้วของผมมันยาวไปแล้ว ผมเลยตัดเรื่องรีวิวที่พักมาต่อเป็นของวันที่ 7 ของผมแทน และพอดีวันที่ 7 กับวันที่ 8 มันไม่ค่อยมีอะไร ผมก็เลยเหมาะรวมมันมาเขียนในตอนเดียว แต่เขียนไปเขียนมาดันยาวซะงั้นก็เลยแบ่งเป็น 2 part แล้วทำไม(มึง)ไม่เขียนแยกเป็นแต่ละวัน? คือพอดีเหตุการณ์ของ 2 วันนี้มันคาบเกี่ยวกันอีกน่ะครับ เลยอยากพาดหัวตามความเป็นจริง (เยอะนะมึง) ก็ถึงจะเยอะ ๆ งง ๆ ก็เชิญอ่านกันต่อเลยครับ

เมื่อวานผมค้างถึงตอน check-in โรงแรม โรงแรมที่ 2 ในทริปนี้ที่พวกผมไปนอนกันคือ Fraser Residence - Nakai - Osaka โรงแรมที่เป็น Serviced Apartment และเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน โรงแรมนี้ผมจองผ่าน booking.com เหมือน Hankyu International Hotel ก่อนหน้านี้ที่ผมพัก ซึ่งดูจากคะแนนรีวิวและราคาแล้ว ก็เลยตัดสินใจเลือกโรงแรมนี้ และหลังจากที่ได้ไปพักมาแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่ผมขอมอบคะแนน 10 ดาวเต็มให้ เนื่องจาก 1) ทำเลดีมาก ใกล้ Namba สุด ๆ เดินแค่ 5 นาที 2) ราคาต่อคุณภาพของโรงแรมคุ้มมาก 3) เป็น serviced residence ก็เลยมีอุปกรณ์การดำรงชีวิตครบถ้วนสุด ๆ ครบแบบเหมือนเป็นบ้านเราอะไรประมาณนั้นเลย เครื่องซักผ้า, เตารีด, จานชามช้อนส้อม ฯลฯ บ้านเราควรมีอะไร ที่นี่มีให้หมดครับ 4) มี wi-fi ให้ใช้ฟรีถึงห้อง คือโรงแรมญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ผมไปนอนมา (จริง ๆ ก็ทุกโรงแรม แม้แต่ 5 ดาวที่อื่นก็ตาม) จะมีแต่สาย Lan ให้เสียบ และเจ้า Macbook air เจ้ากรรมผมมันไม่มีช่องให้เสียบ LAN ก็เลยลำบากต้องไปซื้อตัว wi-fi hot spot มาใช้เอา อืม ข้อดีของโรงแรม Fraser Residence ก็หมดล่ะครับ เอาเป็นว่าผมชอบที่นี่มากกว่าที่ Hotel Hankyu International อีกครับ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด

อันนี้เป็น Yebisu 3 สหายที่ผมกินก่อนนอนเตอนกลางคืนครับ เบียร์ที่ญี่ปุ่นเค้าจะคิดภาษีตามปริมาณของ Malt ในเบียร์ ทางผู้ผลิตเบียร์ก็เลยหัวใส ทำเบียร์ที่ไม่มี Malt ออกมาแต่ให้รสชาติเป็นเบียร์ และเมาอยู่ ซึ่งเบียร์ Malt ปกติจะกระป๋องละ 200 - 300 yen แต่เจ้าเบียร์ทำเทียมจะแค่ 100 yen เท่านั้น ซึ่งถ้าถามผม ถ้าไม่ตั้งใจแยกกินจริง ๆ ก็ไม่รู้หรอก ดังนั้นถ้าอยาก save ๆ เงินก็กินแบบเทียม ๆ ก็ได้ครับ

ที่พักของเรา ทำเลดีมาก ฝั่งตรงข้ามมี Ippudo Ramen เลยด้วย

ห้องขนาดกำลังดี 35 sq. m. มั้งครับไม่แน่ใจ

เตียงนุ่ม

ทีวีกับโต๊ะทำงานพร้อม มี iPod dock ด้วย

เครื่องซักผ้า, ไมโครเวฟ , กาน้ำร้อนก็มี

เตาะ, กะทะ, มีด, ซิงค์น้ำก็พร้อม

ห้องน้ำก็เยี่ยมครับ

เครื่องฟอกอากาศก็มี

ตู้เซฟ ชุดนอน

ช้อนส้อมมีดช้อนของหวาน

แก้วไวน์แก้วกาแฟ อย่างที่ผมพิมพ์บอกข้างบนครับว่า มาแต่ตัว มาอยู่ได้เลยกับที่ Fraser Residence Nankai - Osaka แห่งนี้

เนื่องจากสภาพอากาศไม่เป็นใจ พวกผมก็เลยเที่ยวกันแบบง่าย ๆ คือเที่ยวห้างตรงข้ามโรงแรมเอาซะเลย ห้าง Namba Parks ที่อยู่ตรงข้ามโรงแรมผมก็เป็นห้างเปิดใหม่ที่ทำห้างมาโดยมี Concept ว่าอยากให้เป็นห้างที่เหมือนเป็นสวนอยู่ในเมือง ตัวห้างนอกจากที่จะมีร้านรวงเหมือนห้างทั่ว ๆ ไปแล้ว ในห้างจะมีสวนสวย ๆ ขนาด 7 ชั้นไล่เรียงเคียงคู่กับห้างลงมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 1 และตัวห้างก็จะตกแต่งแบบมีต้นไม้, เถาวัลย์เลื้อย ๆ อยู่ในห้างซึ่งดูแล้วสบายตาและงดงามดี รวมถึงการออกแบบตัวตึกให้โปร่ง ๆ โล่ง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของห้าง Namba Parks แห่งนี้ นอกจากเรื่องความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมการออกแบบแล้ว ร้านรวง, ร้านอาหารในห้างก็มีเยอะไม่ยิ่งหย่อนกว่าห้างธรรมดาทั่วไป ตัวร้านอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ร้านอาหารผมไม่รู้เหมือนกันว่ามีกี่ร้าน แต่ถ้าร้านอาหารทางห้างบอกว่าเขามีให้บริการถึง 40 ร้านเลย พวกผมก็ใช้เวลาช่วงครึ่งเช้ากันที่ห้าง Namba Parks นี่ เดินเล่นในสวนของเค้า เดินดูร้านค้าต่าง ๆ ในห้าง และพอเที่ยงก็ไปเดินหาร้านกินกันและไปลงเอยที่ร้านโอโคโนมิยากิร้านนึงครับ


อยู่ติดกับสถานี Namba เลยห้างนี้

แค่ทางขึ้นห้างก็แนวแล้วครับ

ในห้างจะโปร่ง ๆ โล่ง ๆ มีเถาวัลย์, ไม้เลื้อยเยอะ ๆ

สวนในห้าง จะเชื่อมกับส่วนร้านค้าในห้างเลยครับ

สวนสวยดี

แต่ตอนกลางวันไม่มีคนเลย

ห้างสวยครับ ชอบมาก

สวนก็สวย

สิ่งก่อสร้างแปลก ๆ ก็มี



บางร้านอยู่ในสวนเลยก็มีครับ



 ร้านโอโคโนมิยากิ @ Namba Parks ที่พวกผมฝากท้องกันตอนเที่ยงนั้น ส่วนหนึ่งที่เลือกเพราะรูปด้านล่างรูปแรกนี่แหละครับ มีเก้าอี้ให้ลูกค้ารอคิวเยอะขนาดนี้ มันต้องมีอะไรเด็ดแน่ พอดีพวกผมไปตอนร้านเพิ่งเปิดพอดีเลยไม่ต้องรอคิว แต่ร้านนี้ก็เป็นเหมือนร้านญี่ปุ่นส่วนใหญ่ร้านอื่น ๆ คือเมนูไม่มีภาษาอังกฤษและพนักงานพูดอังกฤษไม่ได้ครับ ดีที่ผมพออ่าน Katagana ได้บ้างก็เลยพอกล้อมแกล้มสั่งกันไปได้ โอโคโนมิยากิมื้อนี้อร่อยกว่ามื้อแรกที่กินที่ Umeda Sky Building ครับ อร่อยกว่าแบบ Significant เลยด้วย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแบบอร่อยจนประทับใจเหมือนร้านเนื้อย่างเมื่อคืน แต่ก็แน่นอนครับ ดีกว่าพิซซ่าญี่ปุ่นในไทยแน่นอน (ผมเคยไปกินร้าน Kyoto Yoshino ตรง Isetan ที่ขายเฉพาะเจ้า Okonomiyaki มา คือผมกับเพื่อน ๆ  นี่บางหน้ากินกันไม่ลงเลยครับเพราะมันเลี่ยนและไม่อร่อย)

หน้าร้านบ่งบอกความขายดี

ไปตอนไม่มีคนนี่มันดีจริง ๆ

อ่านกันไม่ค่อยออกครับเมนู

เตรียมพร้อม

ชาร้อนฟรี

หน้าตาดูไฮโซมั้ยครับ อร่อยดีเลยล่ะ

อันนี้ไม่ใช่ทาโกะยากินะครับ เป็นอะไรสักอย่างที่คล้าย ๆ กันจำชื่อไม่ได้ล่ะ อร่อยดี

พ่อกับแม่ผมกินด้วยกันเลยสั่งแบบผสมครึ่ง ๆ

อันนี้ของผม ไส้ negi หรือกุยช่ายญี่ปุ่น, หัวหอม ไม่แน่ใจครับ อร่อยครับ

อาหารโดยรวมในมื้อนี้

ขนาดเตาพอดีโอโคโนมิยากิ และพอดีคนด้วย

พอกินกันอิ่มพวกเราก็แวะไปพักที่โรงแรมกัน (แค่เดินข้ามถนนกลับไป -*-) ซึ่งก่อนไปหรือหลังไป ฝนก็ยังคงตกอยู่ ทำให้ไม่ค่อยมีอารมณ์อยากจะไปไหนสักเท่าไร แต่จะไม่ไปไหนเลยมันก็ใช่ที่ พวกเราก็เลยไปที่ Osaka Museum of Housing and Living กัน เจ้าพิพิทธภัณฑ์นี้น่าสนใจมากเพราะจะเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโอซาก้าเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน ซึ่งเป็นอะไรที่ผมชอบมาก ประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นนี่ ในพิพิทธภัณฑ์ก็จะมี แบบจำลองเมืองทั้งเมืองของโอซาก้าสมัยเอโดะ (มีที่เดียวที่ญี่ปุ่น) , ประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองโอซาก้า และวิธ๊ชีวิตของผู้คนในสมัยเอโดะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะ Fin มากถ้ามีภาษาอังกฤษซักหน่อย คือพี่แกไม่มีภาษาอังกฤษให้ผมเลยสักตัว (ดูขนาดป้ายทางเข้ายังไม่มีภาษาอังกฤษเลยครับ T_T) แต่แม้จะอ่านไม่ออก แค่ได้ไปดู ได้เห็นก็ค่อนข้างคุ้มค่าแล้วครับ การเดินทางไปที่ Osaka Museum of Housing and Living ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงป้าย Tenjinbashisuji 6-chome ก็จะถึงเลยครับ ตัวพิพิทธภัณฑ์อยู่ตรงทางออกรถไฟใต้ดินเลย

คือกะไม่ขายคนต่างชาติเลยว่างั้น? ทางเข้าไม่มีอังกฤษสักตัว

เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติเหมือนเช่นทุกที่

ที่ฝากร่มสุดล้ำ ไม่ต้องกลัวหายเลย

ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบน แล้วก็ค่อย ๆ เดินลงมา

จำลองเมืองมาเลย

ไม่รู้จะบรรยายอะไรครับ เพราะอ่านไม่ออก












Part 1 ก็จบตรงนี้ละกันครับ ต่อ Part 2 ได้ตาม Link นี้เลย


Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 1
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 2
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 3
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 4
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 5
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 6
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 1
Japan Autumn Trip 2011 by BumRes.com - Day 7 & 8 Part 2

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...