Ibushi Ginjiro ร้านอาหารญี่ปุ่นแนว Robotayaki โดดเด่นด้วยอาหารชื่อดังจากแต่ละภูมิภาค และบรรยากาศร้านที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนร้านญี่ปุ่นไหน ๆ ในกรุงเทพ
Overall Score 7/10
Taste 3.5/5
Ambiance 4.5/5
Service 3/5
Value 3/5
Ibushi Ginjiro - Japanese Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
Ibushi Ginjiro เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน (เปิดเมื่อช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านมา) ณ โกดัง 10 ของ Asiatique ร้านนี้ concept ค่อนข้างโดดเด่นในหลาย ๆ ด้านตั้งแต่บรรยากาศร้าน, อาหาร และการเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้า ร้านนี้จะมีร้านพี่ร้านน้องอยู่อีกร้านนึงในกรุงเทพฯ ที่เปิดตัวกันมาก่อนหน้านี้สักพักนึงแล้วและก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จพอตัวกับร้าน Mekiki No Ginji ที่ตั้งอยู่ในห้าง K-Village นั่นเอง
ร้าน Ibushi Ginjiro แห่งนี้โดดเด่นด้วยบรรยากาศของการนำถังใส่ปลามาตกแต่งร้านได้อย่างเก๋ไก๋ (สัญลักษณ์ของร้านในเครือนี้เลย) ที่นั่งของร้านนี้มีแบ่งเอาไว้เป็นหลายโซนเริ่มกันตั้งแต่ด้านนอกที่จะเป็นที่นั่งสไตล์แบบนั่งพื้นของญี่ปุ่นและมี sushi bar ขนาดเล็ก ๆ ให้เลือกนั่งด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้านั่งด้านนอกนี้ก็จะได้บรรยากาศชิล ๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่นแบบบ้าน ๆ ดี พอขยับเข้าไปด้านในก็จะเอกับที่นั่งอีกหลายแบบ แบบที่แบ่งเอาไว้เป็นคอก ๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่นที่จะเคารพความเป็นส่วนตัวเป็นสำคัญ แบบนั่งกันตรง bar ที่จะมีวัตถุดิบต่าง ๆ มากมายเรียงรายเอาไว้อยู่ด้านหน้าเรา ซึ่งสไตล์ที่นั่งแบบนี้จะเป็นจุดเด่นของร้านสไตล์ robotayaki ที่ตอนนี้ในประเทศไทยก็มีร้านสไตล์นี้อยู่แค่ 2 ร้านเท่านั้น (รวมร้าน Ibushi Ginjiro นี้ด้วย) (เท่าที่ผมรู้จัก) ส่วนตัวถังเก็บปลาที่วางเรียงรายอยู่ด้านบนนั้นก็ไม่ได้เป็นแค่ของตกแต่งอย่างเดียวจริง ๆ แล้วจะเป็นที่นั่งแบบเป็นส่วนตัวที่ทางร้านทำเอาไว้เป็นชั้น 2 ด้วย คือโดยรวมแล้วบรรยากาศร้าน Ibushi Ginjiro แห่งนี้เค้าคิดมาได้แบบลงตัวจริง ๆ มีครบทุกเลือกแบบให้เลือกนั่ง
คำว่า robotayaki นี่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักกันคำ ๆ นี้จะเป็นการเรียกลักษณะร้านอาหารแบบนึงที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Sendai จังหวัด Miyagi ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค Tohoku ตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นนั่นเอง ร้านลักษณะนี้จะมีการนำเอาวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ทางร้านหามาได้ในแต่ละวันนำมาวางเรียงรายเอาไว้ล้อมรอบตัวพ่อครัว/เชฟ ลูกค้าที่มานั่งก็จะมานั่งล้อมตัวกองวัตถุดิบนี้แล้วอยากกินอะไรก็ชี้เอาที่อันนั้นและก็วางลงใบพายที่พ่อครัวเราจะยื่นมาช้อนเอาไป (ต้องใช้ใบพายเนื่องจากว่าอยู่ไกลจากลูกค้า) และพอพ่อครัว/เชฟไปปรุงกันจนเสร็จแล้วก็จะยื่นใบพายพร้อมอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วกลับมาให้เรารับประทานกัน ลักษณะนี้จริง ๆ ก็จะคล้ายร้าน Sushi ที่เราจะไปจิ้ม ๆ เอาปลาที่อยู่ในตูให้พ่อครัวซูชิปั้นมาให้เรากันสด ๆ
อาหารของทางร้าน Ibushi Ginjiro แห่งนี้ก็จะเป็นอาหารที่นำเอาวัตถุดิบดัง ๆ , เมนูอาหารดัง ๆ ของแต่ละภูมิภาคไล่เรียงกันไปตั้งแต่ใต้สุด Okinawa ไปจนถึงเหนือสุด Hokkaido มาให้เราเลือกสั่งกัน อาหารของร้านนี้มีหลากหลายแบบมากมีทั้งแบบกับแกล้มทานเล่น, nigiri sushi, ข้าวปั้น, ปลาย่าง, อาหารย่าง, หม้อไฟ และอื่น ๆ อีกมากมายเท่าที่เราพอจะนึกออกว่าอาหารญี่ปุ่นเค้ามีทำอะไรออกมากินกัน เครื่องดื่มของร้านนี้ก็เยอะไม่แพ้กับอาหารเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าร้านนี้ถ้าเอาจริง ๆ ตามความรู้สึกผมมันก็เป็น izakaya กลาย ๆ อยู่เหมือนกัน สาเก, whiskey, เหล้าบ๊วย, cocktail, เบียร์ ร้านนี้เค้ามีทุกอย่างให้คุณเลือกสรรจริง ๆ ล่ะครับ
Umeshu Choya Extra Shiso - 250 บาท: เครื่องดื่มกระตุ้นความอยากอาหาร ด้วยเหล้าบ๊วยที่พิเศษกว่าปกติหน่อยตรงที่จะมีกลิ่นของใบชิโสะเยอะกว่าปกติ ปกติแล้วผมจะเป็นคนไม่ค่อยชอบเหล้าบ๊วยสักเท่าไร เพราะว่ามันหวานเกินไป แต่คือแก้วนี้อร่อยกว่าปกติครับ มันหวานกำลังดีและก็มีกลิ่นหอม ๆ ไม่เหมือนกับเหล้าบ๊วยปกติจริง ๆ ยกกระดกทีละนิดทีละหน่อย ฟินกันได้นาน ๆ ดีครับ
หอยนางรมราดซอสหอยเม่น (Oyster with sea urchin sauce - kaki uni sauce yaki - 299 บาท): จานนี้เป็นอาหาร signature ของร้านนี้เลยจะเป้นการนำหยนางรมไปย่างมาแกะเปลือกออกแล้วเอาวางโปะลงบนผักกวางตุ้งที่ต้มมาจนสุกแล้ว นุ่ม ๆ ดี หลังจากนั้นก็จะมีการราดซอสหอยเม่นเพิ่มความอร่อยลงไปเพิ่มเติม จานนี้รสชาติรวม ๆ แล้วจะได้ความหวานและหอมจากตัวซอสหอยเม่น, ความนุ่มและกลิ่นน้ำทะเลจากตัวหอยนางรม ส่วนผักกวางตุ้งนั้นเหมือนจะเป็นสิ่งที่เอามาให้ช่วยล้างปาก ช่วยเปลี่ยน texture เพื่อรองรับการกินหอยนางรมคำต่อ ๆ ไป คิดมาดี ทำได้ดีครับจานนี้ (ต้องกินตอนร้อน ๆ ด้วยนะครับจะอร่อยเป็นพิเศษ)
ข้าวปั้นปลาแซลมอน (rice ball topped with salmon roe - 199 บาท): เป็นการนำข้าวปั้นไปปั้นมาเป็นก้อนขนาดกำปั้นเล็ก ๆ แล้วก็เอาไปย่างมาจนผิวด้านนอกเกรียม ๆ กรอบ ๆ กำลังดี แต่ว่าด้านในนั้นจะยังมีความนุ่มของข้าวอยู่ แล้วด้านบนก็จะมีการโปะมาด้วยเนื้อปลาแซลมอนที่ทำาแบบเป็นชิ้นเล็ก ๆ ฝอย ๆ , ราดปลาโอแห้ง(คัตสึโอะ) และก็ไข่ปลาแซลมอนมา จานนี้ก็เป็นอีกจานที่มีหลายผิวสัมผัส หายรสชาติดี ทำให้กินแต่ละคำแล้วมันเพลิดเพลินเจริญใจดีมากเลย
ไก่ทอดกรอบ (Fried Chicken - Chicken Nanban - 249 บาท) : จานนี้ถ้าเอาจริง ๆ ก็เป็นเมนูฮอตฮิตของร้าน izakaya ที่ญี่ปุ่นเลย แทบทุกร้านจะต้องมี ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า chicken nanban นั้นต่างจาก chicken karaage ตรงไหน แต่ถ้าให้เดาก้คงเป็นที่ chicken nanban นั้นจะมีการราดซอสเทอริยากิมาให้เลยและก็จะชุบแป้งทอดมาน้อยกว่า ความกรอบจะน้อยกว่าคาราเกะ จานนี้ทางร้าน Ibushi Ginjiro ทำมาได้อร่อยดีทีเดียวเลย ไก่กรอบนิด ๆ ด้านนอกส่วนด้านในนี้ยังฉ่ำ ๆ ร้อน ๆ ควันฉุย ๆ อยู่ในแต่ละคำที่กินเข้าไป ตัวซอสที่ราดมาก็หวาน ๆ ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น
Miyazaki Beef - Teppanyaki (699 บาท) : ปิดท้ายด้วยเนื้อวัวชั้นดี (น่าจะ A4.5 - A5 นะครับ) จากจังหวัด Miyazaki ที่ทางร้านจะแล่มาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีคำแล้วให้เราเอามาปิ้งกันเองกับหินภูเขาไฟร้อน ๆ ที่ยกมาเสิร์ฟพร้อมกัน ตัวเนื้อนั้นกินเปล่า ๆ ก็อร่อยฟินแล้ว นุ่มสด ๆ แทบจะละลายในปาก แต่ว่าถ้าใครอยากได้รสอะไรเพิ่มเติม ทางร้านก็มีวาซาบิ, เกลือ, มะนาว, ซอส มาให้จิ้มกินได้เพิ่มเติมให้ตรงกับลิ้นของเรา
สรุป ร้าน Ibushi Ginjiro - ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ใน Asiatique แห่งนี้ถือว่าทำการบ้านมาดีมากครับ บรรยากาศร้านโดดเด่นไม่เหมือนใคร, อาหารของทางร้านก็โดดเด่นไม่แพ้กันด้วยการนำวัตถุดิบจากแต่ละภูมิภาคมานำเสนอให้ลูกค้า เสียดายที่มื้อนี้ผมไม่ได้ไปนั่งกินแบบ robotayaki แท้ ๆ แต่ไปนั่งที่โต๊ะแทน ไว้ถ้ามีโอกาส คราวหน้าก็ว่าจะลองกินจากใบพายสักหน่อยล่ะครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Bangkok is renowned for its gourmet food at reasonably low prices. This blog covers a wide range of restaurants in Bangkok and occasionally in other provinces (Chiang Mai, Pattaya, Phuket). From street vendors to luxurious restaurants - From mouthwatering dishes to eye widening meals, all can be found here. This blog will take you to experience the exotic food you rarely find in your area. Feel free to leave comments or suggestion. Please visit http://www.bumres.com for more information.
Thursday, March 20, 2014
Wednesday, March 19, 2014
Capri - Asiatique Review
ยกบรรยากาศและอาหารสไตล์อิตาลีตอนใต้ อิตาลีริมทะเลมาไว้ที่ร้านได้อย่างลงตัวกับ Capri - Asiatique
Overall Score 8.5/10
Taste 4.5/5
Ambiance 4/5
Service 3.5/5
Value 3/5
Capri - Italian Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
Capri เป็นชื่อเกาะเล็ก ๆ ในอ่าว Naples ด้านซ้ายของประเทศอิตาลี เกาะ ๆ นี้มีเมืองที่ใช้ชื่อเดียวกันและเป็นเมืองพักผ่อน, เมืองรีสอร์ทของประเทศอิตาลีมาเนิ่นนานมากแล้ว อาหารของเกาะนี้เนื่องจากว่าเป็นเกาะอยู่ริมทะเลก็เลยจะเน้นไปที่ seafood เป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้มีแค่อาหารทะเลอย่างเดียว มีอาหารหลากอย่างมากมายที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ส่วนอาหารที่โด่งดังจากเกาะนี้ก็คือ Insalata Caprese (Capri style salad) ที่จะเป็นมะเขือเทศเสิร์ฟคู่กับ mozzarella cheese นั่นเอง (เป็นอาหารโปรดของผมด้วยไปร้านอิตาเลียนทีไรต้องสั่งทุกที) ที่เขียนถึงเมือง Capri นี่ก็ไม่ใช่อะไรครับ พอดีว่าร้านที่จะรีวิวในครั้งนี้ใช้ชื่อร้านตามนี้และก็เรียกได้ว่าเอาเอกลักษณ์หลาย ๆ อย่างของเมืองนี้มาสร้างเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ณ Asiatique ได้อย่างลงตัวเลย
ร้าน Capri นั้นแต่แรกเริ่มเดิมทีจะมีสาขาอยู่ที่ K-Village มาก่อน และก็เป็นร้านอิตาเลียนที่ค่อนข้างดังประจำห้างเลย ห้าง K-Village นี่เท่าที่ผมสังเกตมีร้านที่ต้องปิดตัวไปหลายร้าน คงเหลือแต่ร้านรุ่นแรก ๆ อยู่ไม่กี่ร้านซึ่งร้าน Capri สาขาแรกก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งก็พอบ่งชี้ได้ว่าร้านเค้าต้องมีอะไรดีอยู่ (แต่ผมไม่เคยไปกินนะ) ส่วนสาขาที่ 2 ที่ตั้งอยู่ ณ Asiatique นั้นก็เปิดทำการมาพร้อม ๆ กับที่ห้างเปิดเลย ร้านจะตั้งอยู่ zone ริมแม่น้ำ โซนที่มีนักท่องเที่ยว, ผู้คนมาเดินกันพลุกพล่านที่สุดแล้ว ใครมาเดิน Asiatique ก็น่าจะต้องได้เจอร้านนี้กัน
ตัวร้านจะแบ่งเป็น 2 zone คือ al fresco dining หรือแบบ open-air รับลมแม่น้ำกันอย่างเต็มที่ บริเวณด้านนอกนี้ตอนกลางวันไม่น่าจะขายได้อย่างแน่นอนเพราะว่าร้อนสุด ๆ (โดยเฉพาะช่วงมีนา-เมษาแบบนี้) แต่คือพอแดดร่มลมตกแล้ว บรรยากาศด้านนอกก็จะน่านั่งขึ้นมาอย่างถนัดตา ลูกค้าทุก ๆ คนก็คงคิดแบบเดียวกันนี้เพราะตอนที่ผมไปที่ร้านประมาณ 5 โมงยังไม่ค่อยมีคนนั่งด้านนอกเท่าไรแต่พอแบบแดดไม่มีแล้วลูกค้านั่งกันเต็มโซนด้านนอกนี่เลย ส่วนด้านในก็จะมีขนาดใหญ่กว่าหน่อยเป็นโต๊ะขนาด 2-4 ที่นั่งเป็นส่วนมาก, มี wine cellar, มี bar ตกแต่งได้เป็นสไตล์แนวอิตาลีตอนใต้ดีแท้ theme สีของร้านนี้จะเป็นสีฟ้า-น้ำเงิน พอแบบนั่งอยู่ในร้านนี้, มอง ๆ ดูบรรยากาศร้านนี้แล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในร้านอาหารแถบเมดิเตอร์เรเนียนอยู่บ้างเหมือนกันนะเนี่ย
อาหารของทางร้าน Capri - Asiatique แห่งนี้ก็จะเป็นอาหารอิตาเลียนแบบจ๋า ๆ เลย มี fusion ไทย-asian มาบ้างเล็กน้อยแต่หลัก ๆ จะเป็นอิตาเลียนแบบแท้ ๆ เน้นมาทางสไตล์ตอนใต้ เน้น seafood เยอะ ๆ หน่อยให้สมกับ theme ของร้านที่นำชื่อเมืองริมทะเลมาตั้ง อาหารมีครบครันทุกหมวดหมู่ที่อาหารอิตาเลียนพึงมี อาหารแต่ละอย่างมีรูปภาพประกอบ ไม่ต้องมานั่งงง นั่งจินตนาการกันเอาเองว่าแต่ละอย่างมันหน้าตาเป็นอย่างไร ราคาอาหารอยู่ในระดับร้านอาหารอิตาเลียนมีระดับทั่ว ๆ ไปในบ้านเรา ค่าใช้จ่ายต่อหัวน่าจะอยู่ที่คนละ 500 - 1,000 บาทโดยประมาณถ้าไม่ได้เน้นเครื่องดื่ม แต่คือผมว่า คงจะไม่ค่อยมีลูกค้าที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มของร้านนี้ได้ยาก เพราะเครื่องดื่มของที่นี่ก็มีครบครันไม่แพ้ตัวอาหารเช่นเดียวกน wine, beer, cocktail, draft beer มีให้เลือกครบ และราคาของเครื่องดื่มของที่นี่ก็ค่อนข้างมาตรฐานเช่นกัน เท่า ๆ กับร้านอื่นใน Asiatique นี่แหละครับ
Mocktail Aroytisud (120 บาท): เป็น signature mocktail ของทางร้าน รสชาติจะเปรี้ยว ๆ หน่อย หวานนิด ๆ ตาม มีใส่ผลไม้ลงมาในแก้วด้วยหลายอย่าง เหมาะกับคุณ ๆ ผู้หญิงทั้งหลายครับ
อาหารว่างรวม (Mixed Appetizer Platter - 450 บาท): จานเปิดประเดิมในมื้อนี้ เป็นรวมมิตรของว่างที่ผมไม่ค่อยจะพบเจอตามร้านอิตาเลียนส่วนใหญ่สักเท่าไรเลยนะ (ส่วนใหญ่ที่เจอจะมีแยก ๆ มาเป็นประเภท ๆ ไป) ในจานนี้ก็จะมี appetizer ทั้งหมด 6 อย่างที่มาเป็นคู่และก็มีอีกอย่างนึงที่มาแบบเดี่ยว ๆ ก็เป็น appetizer ที่เหมาะจะกินกันเป็นคู่ดีครับ แต่ถ้ามากันเกินคู่อาจจะแบ่งกันไม่ลงตัวสักเท่าไรนัก ในจานนี้มี parma ham melon , bruschetta, salmon รมควันวางแปะมาด้วยเมล็ดมะกอก, หอยแมลงภู่อบเนยโรยมาด้วยชีส, calamari, ปลาหมึกและกุ้งย่าง และ เนื้อบดย่าง (patty) ทั้งหมดนี้รสชาติดีได้มาตรฐานภัตตาคารอิตาเลียนหมดเลย อันที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นอะไรที่น่าจะถูกที่สุดนั่นก็คือ bruschetta เจ้าขนมปังโรยด้วยมะเขือเทศสับนี่ไม่่อยจะเจอที่ไหนทำมาอร่อยครับ แต่ของร้าน capri นี่ทำมาดีมาก ขนมปังนุ่ม, มะเขือเทศฉ่ำ, ซอสที่ราดมาก็ช่วยเพิ่มความอร่อยได้อย่างลงตัว
สปาเก็ตตี้ขี้เมากับปูนิ่มทอดกรอบ (Spaghetti kee mao with softshell crab - 260 บาท) : พาสต้าของร้าน Capri - Asiatique นี้เค้ามีให้เลือกหลายอย่างมากครับ มีทั้งแบบ traditional และแบบ fusion ซึ่งเจ้าจานนี้จะแบบเป็นหลัง ที่จะเป็นพาสต้าสไตล์ฟิวชั่นกับความเป็นไทยหน่อย จานนี้ขอสารภาพว่าเห็นตอนแรกนี่คิดไว้เลยว่า "ไม่น่าจะอร่อยแน่" แต่พอกินเข้าไปคำแรกนี่ตกใจครับ ทุกอย่างมันลงตัวมาก ไม่ว่าจะตัวเส้นที่ al dante พอดี นุ่ม-แข็ง กำลังดี, ตัวซอสที่ผัดมาแบบเคลือบเส้นสุด ๆ และรสชาติมันแบบขี้เมาแบบผู้ดี ๆ หน่อย เผ็ดกำลังดี แะก็หอมพริกไทยนิด ๆ ส่วนตัวปูนิ่มที่ให้มาด้วย สำหรับคนอื่นอาจจะเป็น highlight ของจานแต่สำหรับผมแล้วมันเป็นเหมือน option เสริมนะครับเพราะแค่ตัวเส้นพาสต้านี่ก็อร่อยจนไม่ต้องมีปูก็ได้แล้วล่ะ
พอร์คช้อพหมูดำราดด้วยซอสเบียร์และมัสตาร์ด (Kurobuta pork chop with beer and mustard sauce - 390 บาท) : จานนี้แปลกดีครับเป็น porkchop ที่แล่มาให้เราเลย จนตอนที่ผมเห็นแว่บแรกนี่ไม่คิดว่าเป็น porkchop ด้วยซ้ำ เนื้อหมูทอด(ย่าง?)มาแบบสมบูรณ์แบบ เกือบ ๆ จะ well-done คือไม่ได้สุกเกินไปจนเนื้อแข็งแต่ก็สุกพอสำหรับเนื้อหมู ตัวซอสที่ราดมารสชาติจะแบบเน้นความหอมและกลมกล่อมเป็นหลักไม่ได้มีรสจัดจ้านอะไรมาก อร่อยครับจานนี้ ทางร้าน Capri ครีเอทมาได้ดีจริง ๆ
พิซซ่าหน้าเบคอนและใบพาสลี่ (Montanara -bacon, mushroom, parsley - 350 บาท): พิซซ่าของร้านนี้จะมาสไตล์ Neapolitan Pizza หรือสไตล์เมืองเนเปิ้ลที่อยู่ใกล้ ๆ กันกับ Capri นั่นเอง พิซซ่าสไตล์นี้จะเป็นแบบบางกรอบอย่างเดียว และจากการที่ร้าน Capri - Asiatique แห่งนี้เค้ามีเตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง ผมก็พอจะเดาได้ตั้งแต่ก่อนกินแล้วว่าต้องอร่อยชัวร์ ๆ ซึ่งพอได้กินคำแรกเข้าไปแล้วก็เป็นตามนั้นจริง ๆ พิซซ่าเค้าทำมาดีมาก แป้งกรอบ, หน้าพิซซ่านุ่ม ชีสมาเยิ้ม ๆ กำลังดี และหน้าของพิซซ่าที่มีเบคอน, เห็ดและใบพาร์สลีย์ก็ผสมผสานรสชาติกันออกมาอย่างลงตัว เหมือนกับก่อนหน้านี้ผมจะเคยได้ยินมาว่าร้าน Capri แห่งน้เค้าทำพิซซ่าดี พอได้มากินแล้วก้แบบอืม ดีจริง ๆ ด้วย
สรุป ร้าน Capri ร้านอาหารอิตาเลียนบรรยากาศริมทะเลที่มาตั้งอยู่ริมแม่น้ำแทนแห่งนี้ก็สมกับเป็นร้านที่โด่งดังและอยู่มานานหลายปีล่ะครับ อาหารทุกจานที่กินในวันนี้รสชาติดีหมด มีบางจานรสชาติโดดเด่นเหนือกว่าร้านอื่น ๆ แบบชัดเจน ราคาาหารก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน การบริการก็ถือว่าค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะว่ามีพนักงานเยอะด้วย อืม ใครมา Asiatique และนึกอยากกินอาหารอิตาเลียนริมน้ำกันขึ้นมาพอดีก็มาลองร้านนี้กันได้เลยครับ น่าจะมีความสุขกลับไปได้อย่างไม่ยากเลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Overall Score 8.5/10
Taste 4.5/5
Ambiance 4/5
Service 3.5/5
Value 3/5
Capri - Italian Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
Capri เป็นชื่อเกาะเล็ก ๆ ในอ่าว Naples ด้านซ้ายของประเทศอิตาลี เกาะ ๆ นี้มีเมืองที่ใช้ชื่อเดียวกันและเป็นเมืองพักผ่อน, เมืองรีสอร์ทของประเทศอิตาลีมาเนิ่นนานมากแล้ว อาหารของเกาะนี้เนื่องจากว่าเป็นเกาะอยู่ริมทะเลก็เลยจะเน้นไปที่ seafood เป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้มีแค่อาหารทะเลอย่างเดียว มีอาหารหลากอย่างมากมายที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ส่วนอาหารที่โด่งดังจากเกาะนี้ก็คือ Insalata Caprese (Capri style salad) ที่จะเป็นมะเขือเทศเสิร์ฟคู่กับ mozzarella cheese นั่นเอง (เป็นอาหารโปรดของผมด้วยไปร้านอิตาเลียนทีไรต้องสั่งทุกที) ที่เขียนถึงเมือง Capri นี่ก็ไม่ใช่อะไรครับ พอดีว่าร้านที่จะรีวิวในครั้งนี้ใช้ชื่อร้านตามนี้และก็เรียกได้ว่าเอาเอกลักษณ์หลาย ๆ อย่างของเมืองนี้มาสร้างเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ณ Asiatique ได้อย่างลงตัวเลย
ร้าน Capri นั้นแต่แรกเริ่มเดิมทีจะมีสาขาอยู่ที่ K-Village มาก่อน และก็เป็นร้านอิตาเลียนที่ค่อนข้างดังประจำห้างเลย ห้าง K-Village นี่เท่าที่ผมสังเกตมีร้านที่ต้องปิดตัวไปหลายร้าน คงเหลือแต่ร้านรุ่นแรก ๆ อยู่ไม่กี่ร้านซึ่งร้าน Capri สาขาแรกก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งก็พอบ่งชี้ได้ว่าร้านเค้าต้องมีอะไรดีอยู่ (แต่ผมไม่เคยไปกินนะ) ส่วนสาขาที่ 2 ที่ตั้งอยู่ ณ Asiatique นั้นก็เปิดทำการมาพร้อม ๆ กับที่ห้างเปิดเลย ร้านจะตั้งอยู่ zone ริมแม่น้ำ โซนที่มีนักท่องเที่ยว, ผู้คนมาเดินกันพลุกพล่านที่สุดแล้ว ใครมาเดิน Asiatique ก็น่าจะต้องได้เจอร้านนี้กัน
ตัวร้านจะแบ่งเป็น 2 zone คือ al fresco dining หรือแบบ open-air รับลมแม่น้ำกันอย่างเต็มที่ บริเวณด้านนอกนี้ตอนกลางวันไม่น่าจะขายได้อย่างแน่นอนเพราะว่าร้อนสุด ๆ (โดยเฉพาะช่วงมีนา-เมษาแบบนี้) แต่คือพอแดดร่มลมตกแล้ว บรรยากาศด้านนอกก็จะน่านั่งขึ้นมาอย่างถนัดตา ลูกค้าทุก ๆ คนก็คงคิดแบบเดียวกันนี้เพราะตอนที่ผมไปที่ร้านประมาณ 5 โมงยังไม่ค่อยมีคนนั่งด้านนอกเท่าไรแต่พอแบบแดดไม่มีแล้วลูกค้านั่งกันเต็มโซนด้านนอกนี่เลย ส่วนด้านในก็จะมีขนาดใหญ่กว่าหน่อยเป็นโต๊ะขนาด 2-4 ที่นั่งเป็นส่วนมาก, มี wine cellar, มี bar ตกแต่งได้เป็นสไตล์แนวอิตาลีตอนใต้ดีแท้ theme สีของร้านนี้จะเป็นสีฟ้า-น้ำเงิน พอแบบนั่งอยู่ในร้านนี้, มอง ๆ ดูบรรยากาศร้านนี้แล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในร้านอาหารแถบเมดิเตอร์เรเนียนอยู่บ้างเหมือนกันนะเนี่ย
อาหารของทางร้าน Capri - Asiatique แห่งนี้ก็จะเป็นอาหารอิตาเลียนแบบจ๋า ๆ เลย มี fusion ไทย-asian มาบ้างเล็กน้อยแต่หลัก ๆ จะเป็นอิตาเลียนแบบแท้ ๆ เน้นมาทางสไตล์ตอนใต้ เน้น seafood เยอะ ๆ หน่อยให้สมกับ theme ของร้านที่นำชื่อเมืองริมทะเลมาตั้ง อาหารมีครบครันทุกหมวดหมู่ที่อาหารอิตาเลียนพึงมี อาหารแต่ละอย่างมีรูปภาพประกอบ ไม่ต้องมานั่งงง นั่งจินตนาการกันเอาเองว่าแต่ละอย่างมันหน้าตาเป็นอย่างไร ราคาอาหารอยู่ในระดับร้านอาหารอิตาเลียนมีระดับทั่ว ๆ ไปในบ้านเรา ค่าใช้จ่ายต่อหัวน่าจะอยู่ที่คนละ 500 - 1,000 บาทโดยประมาณถ้าไม่ได้เน้นเครื่องดื่ม แต่คือผมว่า คงจะไม่ค่อยมีลูกค้าที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มของร้านนี้ได้ยาก เพราะเครื่องดื่มของที่นี่ก็มีครบครันไม่แพ้ตัวอาหารเช่นเดียวกน wine, beer, cocktail, draft beer มีให้เลือกครบ และราคาของเครื่องดื่มของที่นี่ก็ค่อนข้างมาตรฐานเช่นกัน เท่า ๆ กับร้านอื่นใน Asiatique นี่แหละครับ
Mocktail Aroytisud (120 บาท): เป็น signature mocktail ของทางร้าน รสชาติจะเปรี้ยว ๆ หน่อย หวานนิด ๆ ตาม มีใส่ผลไม้ลงมาในแก้วด้วยหลายอย่าง เหมาะกับคุณ ๆ ผู้หญิงทั้งหลายครับ
อาหารว่างรวม (Mixed Appetizer Platter - 450 บาท): จานเปิดประเดิมในมื้อนี้ เป็นรวมมิตรของว่างที่ผมไม่ค่อยจะพบเจอตามร้านอิตาเลียนส่วนใหญ่สักเท่าไรเลยนะ (ส่วนใหญ่ที่เจอจะมีแยก ๆ มาเป็นประเภท ๆ ไป) ในจานนี้ก็จะมี appetizer ทั้งหมด 6 อย่างที่มาเป็นคู่และก็มีอีกอย่างนึงที่มาแบบเดี่ยว ๆ ก็เป็น appetizer ที่เหมาะจะกินกันเป็นคู่ดีครับ แต่ถ้ามากันเกินคู่อาจจะแบ่งกันไม่ลงตัวสักเท่าไรนัก ในจานนี้มี parma ham melon , bruschetta, salmon รมควันวางแปะมาด้วยเมล็ดมะกอก, หอยแมลงภู่อบเนยโรยมาด้วยชีส, calamari, ปลาหมึกและกุ้งย่าง และ เนื้อบดย่าง (patty) ทั้งหมดนี้รสชาติดีได้มาตรฐานภัตตาคารอิตาเลียนหมดเลย อันที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นอะไรที่น่าจะถูกที่สุดนั่นก็คือ bruschetta เจ้าขนมปังโรยด้วยมะเขือเทศสับนี่ไม่่อยจะเจอที่ไหนทำมาอร่อยครับ แต่ของร้าน capri นี่ทำมาดีมาก ขนมปังนุ่ม, มะเขือเทศฉ่ำ, ซอสที่ราดมาก็ช่วยเพิ่มความอร่อยได้อย่างลงตัว
สปาเก็ตตี้ขี้เมากับปูนิ่มทอดกรอบ (Spaghetti kee mao with softshell crab - 260 บาท) : พาสต้าของร้าน Capri - Asiatique นี้เค้ามีให้เลือกหลายอย่างมากครับ มีทั้งแบบ traditional และแบบ fusion ซึ่งเจ้าจานนี้จะแบบเป็นหลัง ที่จะเป็นพาสต้าสไตล์ฟิวชั่นกับความเป็นไทยหน่อย จานนี้ขอสารภาพว่าเห็นตอนแรกนี่คิดไว้เลยว่า "ไม่น่าจะอร่อยแน่" แต่พอกินเข้าไปคำแรกนี่ตกใจครับ ทุกอย่างมันลงตัวมาก ไม่ว่าจะตัวเส้นที่ al dante พอดี นุ่ม-แข็ง กำลังดี, ตัวซอสที่ผัดมาแบบเคลือบเส้นสุด ๆ และรสชาติมันแบบขี้เมาแบบผู้ดี ๆ หน่อย เผ็ดกำลังดี แะก็หอมพริกไทยนิด ๆ ส่วนตัวปูนิ่มที่ให้มาด้วย สำหรับคนอื่นอาจจะเป็น highlight ของจานแต่สำหรับผมแล้วมันเป็นเหมือน option เสริมนะครับเพราะแค่ตัวเส้นพาสต้านี่ก็อร่อยจนไม่ต้องมีปูก็ได้แล้วล่ะ
พอร์คช้อพหมูดำราดด้วยซอสเบียร์และมัสตาร์ด (Kurobuta pork chop with beer and mustard sauce - 390 บาท) : จานนี้แปลกดีครับเป็น porkchop ที่แล่มาให้เราเลย จนตอนที่ผมเห็นแว่บแรกนี่ไม่คิดว่าเป็น porkchop ด้วยซ้ำ เนื้อหมูทอด(ย่าง?)มาแบบสมบูรณ์แบบ เกือบ ๆ จะ well-done คือไม่ได้สุกเกินไปจนเนื้อแข็งแต่ก็สุกพอสำหรับเนื้อหมู ตัวซอสที่ราดมารสชาติจะแบบเน้นความหอมและกลมกล่อมเป็นหลักไม่ได้มีรสจัดจ้านอะไรมาก อร่อยครับจานนี้ ทางร้าน Capri ครีเอทมาได้ดีจริง ๆ
พิซซ่าหน้าเบคอนและใบพาสลี่ (Montanara -bacon, mushroom, parsley - 350 บาท): พิซซ่าของร้านนี้จะมาสไตล์ Neapolitan Pizza หรือสไตล์เมืองเนเปิ้ลที่อยู่ใกล้ ๆ กันกับ Capri นั่นเอง พิซซ่าสไตล์นี้จะเป็นแบบบางกรอบอย่างเดียว และจากการที่ร้าน Capri - Asiatique แห่งนี้เค้ามีเตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง ผมก็พอจะเดาได้ตั้งแต่ก่อนกินแล้วว่าต้องอร่อยชัวร์ ๆ ซึ่งพอได้กินคำแรกเข้าไปแล้วก็เป็นตามนั้นจริง ๆ พิซซ่าเค้าทำมาดีมาก แป้งกรอบ, หน้าพิซซ่านุ่ม ชีสมาเยิ้ม ๆ กำลังดี และหน้าของพิซซ่าที่มีเบคอน, เห็ดและใบพาร์สลีย์ก็ผสมผสานรสชาติกันออกมาอย่างลงตัว เหมือนกับก่อนหน้านี้ผมจะเคยได้ยินมาว่าร้าน Capri แห่งน้เค้าทำพิซซ่าดี พอได้มากินแล้วก้แบบอืม ดีจริง ๆ ด้วย
สรุป ร้าน Capri ร้านอาหารอิตาเลียนบรรยากาศริมทะเลที่มาตั้งอยู่ริมแม่น้ำแทนแห่งนี้ก็สมกับเป็นร้านที่โด่งดังและอยู่มานานหลายปีล่ะครับ อาหารทุกจานที่กินในวันนี้รสชาติดีหมด มีบางจานรสชาติโดดเด่นเหนือกว่าร้านอื่น ๆ แบบชัดเจน ราคาาหารก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน การบริการก็ถือว่าค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะว่ามีพนักงานเยอะด้วย อืม ใครมา Asiatique และนึกอยากกินอาหารอิตาเลียนริมน้ำกันขึ้นมาพอดีก็มาลองร้านนี้กันได้เลยครับ น่าจะมีความสุขกลับไปได้อย่างไม่ยากเลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Subscribe to:
Posts (Atom)





















































