Tonkotsu Kazan Ramen Bangkok Review
ทงคตสึ คะซัง ราเมน - ร้านราเมน อโศก สุขุมวิท 23 รีวิว
Overall Score 7/10
Taste 3.5/5
Ambiance 3.5/5
Service 3/5
Value 3.5/5
Tonkotsu Kazan Ramen - Ramen Shop on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ร้าน Tonkotsu Kazan Ramen ในรีวิวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านรีวิวน้องใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร้านนี้เค้าเปิดมานานแล้วรึยัง เพราะเพิ่งจะรู้จักจาโฆษณาไม่นานแล้วพอรู้จักก็รีบชวนแฟนมากินกันเลยทีเดียว (ผมเป็นคอราเมนตัวยง เหอ เหอ) ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างตึก Jasmine City หรือ Jasmine อะไรสักอย่างบริเวณปากซอยสุขุมวิท 23 (ซอยประสานมิตร) ก็ถ้าใครขับรถมาก็จอดรถได้ในตึกเลยประทับของร้านแล้วก็จอดฟรีกันสะดวกโยธินส่วนถ้าใครนั่งรถไฟฟ้ามาอาจจะต้องเดินไกลสักหน่อยเพราะจากป้ายอโศกมาตรงตึกนี้ก็น่าจะสัก 300 - 400 เมตรอยู่
ร้าน Tonkotsu Kazan Ramen นี่เท่าที่อ่านประวัติรู้สึกว่าจะเป็นร้านราเมนเก่าแก่เปิดมาเกิน 50 ปีแล้วมีต้นกำเนิดมาจากเมืองโอซาก้า และเอกลักษณ์ของที่ร้านนี้ก็คือตัวราเมนภูเขาไฟ (Kazan แปลว่าภูเขาไฟ) ที่ทางร้านนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน ร้านนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีสาขาอยู่เยอะรึเปล่าแต่ถ้าให้เดา มาเปิดสาขาที่ไทยได้ที่ญี่ปุ่นก็น่าจะมีหลายสาขาอยู่ (เหมือนกับร้านอื่น ๆ ในไทยที่ซื้อแฟรนไชส์เข้ามา) เส้นราเมนของร้านนี้เค้าบอกว่ามีให้เลือก 2 แบบ (เป็นเส้นทำเองทั้งหมด) เส้นใหญ่กับเส้นเล็ก ส่วนน้ำซุปของร้านนี้ตัว base ก็จะเป็นน้ำซุปกระดูกหมูที่ทางร้านดูจะภูมิใจเอามาก ๆ และก็ไปปรุงแต่งรสเพิ่มเติมเอามาเป็น Tonkotsu โน่น Tonkotsu นี่ให้ครบตำรับความเป็นราเมนนั่นเอง (เช่น shoyu, miso, shio อะไรพวกนี้)
อาหารของร้านนี้นอกจากราเมนแล้วก็มีพวกอาหารกินเล่นตามสไตล์ร้านราเมนอีกเล็กน้อย พวกเกี๊ยวซ๋า, ไก่คาราเกะ, ปีกไก่ทอด อะไรพวกนี้ร้านนี้มีครบครันไม่น้อยหน้าร้านราเมนอื่น ๆ และก็มีการจัด set ราเมนไปเข้าคู่กับของกินเล่นให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าขึ้นมาเหมือนกับหลาย ๆ ร้านช่วงหลัง รวมถึงราเมนเองก็มีให้เลือกว่าจะเอาขนาดชามเล็กหรือชามใหญ่ ซึ่งข้อนี้อาจจะไม่ค่อยแปลกนักแต่คือ เท่าที่ถามพนักงาน ชามเล็กกับชามใหญ่นั้นไม่ได้ต่างกันแค่ปริมาณเส้นเท่านั้นแต่จะต่างกันที่ปริมาณพวกเครื่องเคียง, topping อื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เรียกว่าแปลกดี สั่งชามใหญ่ก็ดูจะคุ้มกว่าชามเล็กในขณะที่ถ้าเป็นร้านอื่นใครที่ไม่อยากกินเส้นเยอะสั่งชามเล็กก็น่าจะคุ้มกว่า ส่วนราคาก็ค่อนข้างจะเหมือน ๆ กับร้านอื่นในละแวกใจกลางเมืองกรุงเทพนี้ล่ะครับ ช่วงอาจจะกว้างหน่อยคือเริ่มต้นที่ 119 บาท แต่ราคาโดยเฉลี่ยก็อยู่ที่ 200 บาทโดยประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวราเมนเรือธงของทางร้าน - ราเมนภูเขาไฟนี่ชามปกติอยู่ที่ 249 บาทกันเลยทีเดียว
Kazan Shoyu (คะซังโชยุ ราเมนภูเขาไฟน้ำซุปกระดูกหมูรสซีอิ๊วญี่ปุ่น - Kazan-style ramen original tonkotsu broth enhanced with special blended soy sauce paste - 249 บาท): แน่นอนครับ ผมคงไม่สามารถอดใจที่จะสั่งราเมนภูเขาไฟของทางร้านได้ ทางร้านยกชามราเมนมาเสิร์ฟพร้อมถาด ราเมนชามใหญ่มากและมาในชามหินภูเขาไฟชามยักษ์ที่แค่ตัวชามเองผมว่าก็น่าจะแพงอยู่พอสมควรล่ะ พอยกมาเสร็จพนักงานก็เทน้ำซุปร้อน ๆ ลงไปในชาม ปิดฝาครอบแบบมีปล่องแล้วมันก็เกิดไอน้ำพวยพุ่งออกมาอารมณ์คล้าย ๆ ภูเขาไฟกำลังลุกไหม้จริง ๆ แล้วพอผ่านไป 1 นาที (มีนาฬิกาทรายจับเวลา) พนักงานก็จะมาเปิดเอาฝาครอบออกแล้วก็เติมน้ำซุปลงไปจนเกือบ ๆ จะเต็มชามก็เป็นอันพร้อมที่เราจะกินเจ้าราเมนภูเขาไฟชามนี้กันล่ะ
- ตัวน้ำซุป อร่อยเข้มข้นดีครับ ตัวรสชาติน้ำซุปกระดูกหมูนี่ค่อนข้างชัดเจนจนเรียกได้ว่าแทบจะกลบความเป็นโชยุไปหมดสิ้นเลย
- เส้นในชามนี้รู้สึกวาทางร้านจะมีชื่อเรียกเฉพาะอยู่ผมจำไม่ได้ว่าอะไร มันจะเป็นเส้นที่ใหญ่กว่าเส้นปกติหน่อย จะหนึบกว่าเส้นปกติ เวลาคืบก็ค่อนข้างลำบากเหมือนกันที่จะคืบได้คำโต ๆ
- ตัวเนื้อหมูชาชูแผ่นใหญ่, หนา และเลือกเป็นส่วนติดมันกับเนื้อมาอย่างละครึ่ง ๆ อร่อยใช้ได้ครับ ถือว่าทำได้ดีกว่าหลาย ๆ ร้าน
- เครื่องเคียงอย่างอื่นก็จะเป็นพวกผักกะหล่ำปลี, ถั่วงอก, พริกหวาน อะไรพวกนี้ มันก็คือผักน่ะครับไม่มีอะไรมาก
- คือเอาจริง ๆ แล้วชามนี้ค่อนข้างโดดเด่นในเรื่อง ความแปลกไม่เหมือนใครนะ แต่เอาจริง ๆ แล้วขอพูดเลยว่า "(แม่ง) กินยาก (ชิบหอย) มากเลย คือแบบราเมนมันร้อนตลอดเวลาเพราะเจ้าชามหินภูเขาไฟนี่ และคือไม่ได้ร้อนเฉย ๆ ร้อนจนลวกปาก ขนาดผมผู้ซึ่งไม่ค่อยจะมีปัญหาเรื่องกินของร้อน ๆ ยังกินไม่ค่อยได้เลย (แฟนผมกินเข้าไปคำแรกแทบจะบ้วนออกมาไม่ทัน) คือแบบรอแล้วรอเล่ากว่าราเมนจะเย็น กว่าจะกินหมดเหนื่อยครับเพราะต้องค่อย ๆ กิน และเส้นราเมนตอนหลัง ๆ นี่ก็จะไหม้ ๆ ติด ๆ กับตัวชามหินไปแล้ว (ไม่รู้อันนี้จงใจให้เป็นแบบนี้รึเปล่า) คือโอเคถ้ากินตอนหน้าหนาวที่ญี่ปุ่นก็คงจะเหมาะดี (อาจจะเย็นเร็วกว่านี้) แต่สำหรับผม .. แม่งโคตรเพลียเลยกว่าจะกินหมด ฮ่า ๆ
Tonkotsu Karamiso Ramen (คารามิโซะ ราเมน ราเมนน้ำซุปกระดูกหมูรสเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นแบบเผ็ด - Original tonokotsu broth enhanced with special blended spicy miso paste - 119 บาท): ชามนี้ของแฟนผม มาชามไม่ได้เล็กอะไรมาก ถ้าเป็นร้านอื่นนี่เป็นชามปกติได้สบาย ๆ เลย (ของผมกลายเป็นชามยักษ์ของร้านอื่น) รสชาติน้ำซุปคล้าย ๆ กับของผม น้ำซุปกระดูกหมูเด่น แต่ว่าเจ้า karamiso ที่ใส่มาในชามนี้นั้นเด่นไม่แพ้กันเพราะว่ามันเผ็ดนำ เปรี้ยวตาม ผสมผสานกับความหอมของน้ำซุปกระดูกหมูได้อย่างลงตัว ตัวเส้นราเมนแฟนผมเลือกเส้นเล็กซึ่งผมชอบกว่าเส้นใหญ่ ส่วนอย่างอื่น ๆ ก็เหมือน ๆ กับชามผมครับไม่มีอะไรมาก
นิทามาโกะ (ไข่ต้มปรุงรส Flavoured egg - 29 บาท): กินราเมนไม่มีไข่ยางมะตูมคงจะไม่ได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมเจ้าชามราเมนภูเขาไฟถึงไม่ให้มาให้ด้วย ไข่ร้านนี้ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากครับเหมือน ๆ ร้านอื่น
เกี๊ยวซ่าทอด (Yaki Gyoza - fried dumpling 6 ชิ้น - 79 บาท): เกี๊ยวซ่าจานนี้มาพร้อมในเซ็ต รสชาติก็ธรรมดา ๆ เช่นกัน ถือว่าทำได้ดีกว่าหลาย ๆ ร้านที่ไม่ใช่ร้านญี่ปุ่นแท้ ๆ แต่พยายามทำเกี๊ยวซ่าขาย (ไม่เข้าใจว่ามันทำยากขนาดนั้น?) แต่ว่าร้านญี่ปุ่นแท้ ๆ หลาย ๆ ร้านก็ทำได้ดีกว่าของร้านนี้เหมือนกันครับ
สรุป ร้าน Tonkotsu Kazan Ramen หรือร้านราเมนภูเขาไฟ ณ ตึก Jasmine สุขุมวิท 23 แห่งนี้ ผมว่ามีดีที่ความคุ้มค่า ราเมนชามใหญ่ (ยักษ์) ให้เยอะกว่าร้านอื่น ๆ แบบชัดเจน , มีดีที่ความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ส่วนรสชาตินั้นผมว่ายังไม่ได้เทพเลิศเลออะไรมากนัก โอเคมากินอีกรอบได้มั้ย? มาได้ แต่ถ้าให้นึกถึงร้านราเมนลำดับต้น ๆ ที่ผุดออกมาจากก้อนเมฆในสมอง ก็มีหลายร้านที่อยู่เหนือร้านนี้ล่ะครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Bangkok is renowned for its gourmet food at reasonably low prices. This blog covers a wide range of restaurants in Bangkok and occasionally in other provinces (Chiang Mai, Pattaya, Phuket). From street vendors to luxurious restaurants - From mouthwatering dishes to eye widening meals, all can be found here. This blog will take you to experience the exotic food you rarely find in your area. Feel free to leave comments or suggestion. Please visit http://www.bumres.com for more information.
Friday, January 3, 2014
Thursday, January 2, 2014
ข้าวต้มเจ๊ใส พัฒนาการ รีวิว
ข้าวต้มเจ๊ใส - ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ข้าวต้มกุ๊บ อาหารไทย อาหารจีน พัฒนาการ รีวิว
Overall Score 8/10
Taste 4/5
Ambiance 3/5
Service 4/5
Value 5/5
ข้าวต้มเจ๊ใส - ร้านข้าวต้ม on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
วันก่อนมีโจทย์จากเพื่อนตัวอ้วนผมมาว่า "อยากกินข้าวต้มกุ๊ยร้านที่ไม่เคยกินมาก่อน" ผมก็เลยพอจะนึกขึ้นมาได้ว่าแถวพัฒนาการตอนปลาย ๆ ที่เลยเมืองทองธานี 3 ไปหน่อยจะมีร้านข้าวต้มตั้งเรียง ๆ กันอยู่ว่าแล้วผมก็เลยชวนเพื่อน ๆ ขับรถลองไปหาร้านเอาดาบหน้ากันดูพอขับไปถึงก็เจอร้าน "ข้าวต้มเจ๊ใส" ในรีวิวนี้ตั้งอยู่ร้านแรกเลย และพอชำเลืองเข้าไปเห็นลูกค้าเยอะดี นั่งกันอยู่ 6-7 โต๊ะก็เลย เอาวะชวนเพื่อน ๆ กินร้านนี้กันเลยละกัน
ร้านนี้ตั้งอยู่ปากซอยพัฒนาการพัฒนาการ 53/1 ฝั่งตรงข้ามจะเป็นสนามบอล & community mall อะไรสักอย่างที่ผมจำชื่อไม่ได้ก็เรียกได้ว่าหาไม่ยากครับ เพราะว่าไฟของร้านนี้ก็สว่างโดดเด่นด้วย ร้านนี้ก็เป็นร้านข้าวต้มกุ๊ยห้องแถวแบบบ้าน ๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น มีครัวเปิด (เปิดจริง ๆ ติดกับโต๊ะลูกค้าเลย) , โต๊ะแบบบ้าน ๆ ทั้งในตัวร้านและริมถนนบนฟุตบาธเลย ส่วนอาหารของทางร้านก็บ้าน ๆ ทั่ว ๆ ไปไม่มีอะไรมากเป็นอาหารแนวร้านข้าวต้มทั่ว ๆ ไป อาหารไทย-จีน ตามสั่งง่าย ๆ อะไรแบบนั้น แต่ที่แอบพิเศษกว่าร้านอื่นเล็กน้อยสำหรับร้าน "ข้าวต้มเจ๊ใส" แห่งนี้ก็คือมีเมนู signature หลายรายการที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหน ราคาอาหารก็ไม่ค่อยแพงสักเท่าไรครับส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 60 - 100 บาทโดยประมาณ อืม อ้อจุดเด่นอีกอย่างของร้านนี้คือ "อาหารเร็วมาก" แม้ว่าลูกค้าจะเยอะ แม้ว่าอาหารที่พวกผมสั่งก็ค่อนข้างเยอะแต่รอแปบเดียวก็มาเต็มโต๊ะแล้ว ก็มาไล่เรียงอาหารกันไปเลยละกันครับ 8 อย่าง
เบียร์สิงห์ - 90 บาท: ถ้าเบียร์อันนี้เป็นเบียร์ปกติผมคงไม่เขียนหรอกแต่คือร้านนี้ทำมาพิเศษคือเอาแก้วแช่แข็งมาให้ด้วยแก้วคือมาแบบเย็นเจี๊ยบ ไอน้ำเกาะ มีน้ำแข็งเป็นก้อนอยู่ด้านล่างและก็มาแบบเป็นแก้วดื่มโอเลี้ยง, ดื่ม ชากาแฟแบบไทย ๆ ด้วย เป็นแก้วที่ให้อารมณ์มาก ๆ เลย และพอได้แก้วเย็นเจี๊ยบแบบนี้ด้วย เบียร์ขวดนี้เลยแอบฟินกว่าปกติไปโดยปริยาย
ทะเลผัดผงกะหรี่ - 80 บาท: จานนี้ทีเด็ดที่สุดในมื้อเลย ผงกะหรี่ผัดมาได้กลมกล่อมมาก ๆ ระดับเดียวกับพวกภัตตาคารอาหารจีนเหลาก็ไม่ปาน ตัวเครื่องอาหารทะเลก็ให้มาค่อนข้างเยอะค่อนข้างครบ ปลาหมึก, ปลา, กุ้ง ให้มาครบเลย จานนี้พวกผม 5 คนเห็นตรงกันว่าอร่อยที่สุดในมื้อล่ะ
ไส้พะโล้ - 60 บาท: ไส้เหม็นครับล้างมาไม่ดี และก็ไส้ในแอบมีแบบอะไรแข็ง ๆ คล้าย ๆ เม็ดทรายด้วย ไม่ค่อย work เท่าไรจานนี้
เยื่อไผ่ตุ๋นยาจีน - 60 บาท: มาร้อน ๆ เยื่อไผ่ให้มาน้อยไปหน่อยแต่ก็แลกมากับซี่โครงหมูที่ให้มาค่อนข้างเยอะ ตัวน้ำซุปรสชาติค่อนข้างดีเลย ซดกันเพลิน
กระเพาะปลาผัดพริกเผา - 100 บาท: จานนี้เห็นหน้าตาแว่บแรกนึกว่าเป็นไก่ผัดเม็ดมะม่วง เพราะว่ามันช่างเหมือนกันซะเหลือเกิน แต่พอพินิจดูดี ๆ ได้ลองเขี่ย ๆ ดูถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย กระเพาะปลานั้นให้มาค่อนข้างน้อย มีแต่ผัก ผัก และผักซะส่วนใหญ่ ส่วนรสชาตินี่ก็มาจัดจ้านตามสไตล์พริกเผาดีแต่ผมว่ามันไม่ค่อยเข้ากันกับกระเพาะปลาสักเท่าไรนะครับ จานนี้ไม่ค่อยผ่าน
หมูสับผัดหนำเลี๊ยบ - 60 บาท: รสชาติยังไม่ค่อยเข้มข้นสักเท่าไร ขาดความเป็นหนำเลี๊ยบไปพอสมควร มีดีที่ให้มาเยอะครับจานนี้ เยอะกว่าหลาย ๆ ที่เลย
ยำปลารากกล้วยทอดกรอบ - 70 บาท: จานนี้เจ๋งดีไม่เคยเจอที่ไหน ปลารากกล้วยให้มาไม่ค่อยเยอะแต่ก็มาตัวใหญ่ ๆ และก็ทอดมากรอบดี ส่วนรสชาตการยำนี่กำลังดีเลยล่ะครับ ไม่ได้ไปทำลายรสชาติของตัวปลารากกล้วยแต่กลับทำให้มันอร่อยขึ้นมาด้วยซ้ำ ปกติผมเคยกินแต่ปลารากกล้วยทอดเฉย ๆ พอมากินแบบนี้แล้วก็แบบเอ้อเจ๋งไปอีกแบบ
ยำผักบุ้งกรอบ - 60 บาท: อีกหนึ่งทีเด็ดของมื้อนี้ ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนอีกแล้วกับยำผักบุ้งกรอบหน้าตาแบบนี้ ที่แบบไม่ได้ไปชุบแป้งทอดมาแล้วทอดมาเป็นปล้อง ๆ จานนี้เหมือนจะแบบเอาตัวใบผักบุ้งไปชุบแป้งแล้วก็ทอดแทน ก็เลยให้ feeling ที่ไม่ค่อยเหมือนเคยกินมาสักเท่าไร ส่วนรสชาติน้ำยำก็ได้มาตรฐานดีครับ เปรี้ยว เผ็ด กลมกล่อมลงตัว จานนี้เป็นอีกจานที่พวกผมชอบกัน
ปากเป็ดทอด - 70 บาท: ปากเป็ดอันใหญ่ดีครับและก็ให้มา 6 อันแน่ะ อันละ 11 บาทกว่าเอง ทอดมากรอบดี กินได้หมดทุกส่วนตั้งแต่จงอยปาก, โคนปาก หรือพูดอีกแบบคือกินได้เกลี้ยงเลย ปรุงรสมาดีครับ เค็มนำ ๆ เป็นจานปิดท้ายที่ลงตัวดีมาก
สรุป ร้าน "ข้าวต้มเจ๊ใส" ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง - อาหารตามสั่งร้านนึงก็ถือว่าเป็นร้านที่พวกผมค่อนข้างโชคดีที่ได้มากินโดยไม่ได้เสาะหาข้อมูลอะไรมาก่อนแต่ได้ร้านที่คุณภาพค่อนข้างดีเลย ราคาไม่แพง, รายการอาหารเยอะ และก็อาหารรวดเร็วดี ใครกำลังมองหาอาหารมื้อดึกราคาไม่แพง มาจัดร้านนี้กันได้เลยครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Overall Score 8/10
Taste 4/5
Ambiance 3/5
Service 4/5
Value 5/5
ข้าวต้มเจ๊ใส - ร้านข้าวต้ม on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
วันก่อนมีโจทย์จากเพื่อนตัวอ้วนผมมาว่า "อยากกินข้าวต้มกุ๊ยร้านที่ไม่เคยกินมาก่อน" ผมก็เลยพอจะนึกขึ้นมาได้ว่าแถวพัฒนาการตอนปลาย ๆ ที่เลยเมืองทองธานี 3 ไปหน่อยจะมีร้านข้าวต้มตั้งเรียง ๆ กันอยู่ว่าแล้วผมก็เลยชวนเพื่อน ๆ ขับรถลองไปหาร้านเอาดาบหน้ากันดูพอขับไปถึงก็เจอร้าน "ข้าวต้มเจ๊ใส" ในรีวิวนี้ตั้งอยู่ร้านแรกเลย และพอชำเลืองเข้าไปเห็นลูกค้าเยอะดี นั่งกันอยู่ 6-7 โต๊ะก็เลย เอาวะชวนเพื่อน ๆ กินร้านนี้กันเลยละกัน
ร้านนี้ตั้งอยู่ปากซอยพัฒนาการพัฒนาการ 53/1 ฝั่งตรงข้ามจะเป็นสนามบอล & community mall อะไรสักอย่างที่ผมจำชื่อไม่ได้ก็เรียกได้ว่าหาไม่ยากครับ เพราะว่าไฟของร้านนี้ก็สว่างโดดเด่นด้วย ร้านนี้ก็เป็นร้านข้าวต้มกุ๊ยห้องแถวแบบบ้าน ๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น มีครัวเปิด (เปิดจริง ๆ ติดกับโต๊ะลูกค้าเลย) , โต๊ะแบบบ้าน ๆ ทั้งในตัวร้านและริมถนนบนฟุตบาธเลย ส่วนอาหารของทางร้านก็บ้าน ๆ ทั่ว ๆ ไปไม่มีอะไรมากเป็นอาหารแนวร้านข้าวต้มทั่ว ๆ ไป อาหารไทย-จีน ตามสั่งง่าย ๆ อะไรแบบนั้น แต่ที่แอบพิเศษกว่าร้านอื่นเล็กน้อยสำหรับร้าน "ข้าวต้มเจ๊ใส" แห่งนี้ก็คือมีเมนู signature หลายรายการที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหน ราคาอาหารก็ไม่ค่อยแพงสักเท่าไรครับส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 60 - 100 บาทโดยประมาณ อืม อ้อจุดเด่นอีกอย่างของร้านนี้คือ "อาหารเร็วมาก" แม้ว่าลูกค้าจะเยอะ แม้ว่าอาหารที่พวกผมสั่งก็ค่อนข้างเยอะแต่รอแปบเดียวก็มาเต็มโต๊ะแล้ว ก็มาไล่เรียงอาหารกันไปเลยละกันครับ 8 อย่าง
เบียร์สิงห์ - 90 บาท: ถ้าเบียร์อันนี้เป็นเบียร์ปกติผมคงไม่เขียนหรอกแต่คือร้านนี้ทำมาพิเศษคือเอาแก้วแช่แข็งมาให้ด้วยแก้วคือมาแบบเย็นเจี๊ยบ ไอน้ำเกาะ มีน้ำแข็งเป็นก้อนอยู่ด้านล่างและก็มาแบบเป็นแก้วดื่มโอเลี้ยง, ดื่ม ชากาแฟแบบไทย ๆ ด้วย เป็นแก้วที่ให้อารมณ์มาก ๆ เลย และพอได้แก้วเย็นเจี๊ยบแบบนี้ด้วย เบียร์ขวดนี้เลยแอบฟินกว่าปกติไปโดยปริยาย
ทะเลผัดผงกะหรี่ - 80 บาท: จานนี้ทีเด็ดที่สุดในมื้อเลย ผงกะหรี่ผัดมาได้กลมกล่อมมาก ๆ ระดับเดียวกับพวกภัตตาคารอาหารจีนเหลาก็ไม่ปาน ตัวเครื่องอาหารทะเลก็ให้มาค่อนข้างเยอะค่อนข้างครบ ปลาหมึก, ปลา, กุ้ง ให้มาครบเลย จานนี้พวกผม 5 คนเห็นตรงกันว่าอร่อยที่สุดในมื้อล่ะ
ไส้พะโล้ - 60 บาท: ไส้เหม็นครับล้างมาไม่ดี และก็ไส้ในแอบมีแบบอะไรแข็ง ๆ คล้าย ๆ เม็ดทรายด้วย ไม่ค่อย work เท่าไรจานนี้
เยื่อไผ่ตุ๋นยาจีน - 60 บาท: มาร้อน ๆ เยื่อไผ่ให้มาน้อยไปหน่อยแต่ก็แลกมากับซี่โครงหมูที่ให้มาค่อนข้างเยอะ ตัวน้ำซุปรสชาติค่อนข้างดีเลย ซดกันเพลิน
กระเพาะปลาผัดพริกเผา - 100 บาท: จานนี้เห็นหน้าตาแว่บแรกนึกว่าเป็นไก่ผัดเม็ดมะม่วง เพราะว่ามันช่างเหมือนกันซะเหลือเกิน แต่พอพินิจดูดี ๆ ได้ลองเขี่ย ๆ ดูถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย กระเพาะปลานั้นให้มาค่อนข้างน้อย มีแต่ผัก ผัก และผักซะส่วนใหญ่ ส่วนรสชาตินี่ก็มาจัดจ้านตามสไตล์พริกเผาดีแต่ผมว่ามันไม่ค่อยเข้ากันกับกระเพาะปลาสักเท่าไรนะครับ จานนี้ไม่ค่อยผ่าน
หมูสับผัดหนำเลี๊ยบ - 60 บาท: รสชาติยังไม่ค่อยเข้มข้นสักเท่าไร ขาดความเป็นหนำเลี๊ยบไปพอสมควร มีดีที่ให้มาเยอะครับจานนี้ เยอะกว่าหลาย ๆ ที่เลย
ยำปลารากกล้วยทอดกรอบ - 70 บาท: จานนี้เจ๋งดีไม่เคยเจอที่ไหน ปลารากกล้วยให้มาไม่ค่อยเยอะแต่ก็มาตัวใหญ่ ๆ และก็ทอดมากรอบดี ส่วนรสชาตการยำนี่กำลังดีเลยล่ะครับ ไม่ได้ไปทำลายรสชาติของตัวปลารากกล้วยแต่กลับทำให้มันอร่อยขึ้นมาด้วยซ้ำ ปกติผมเคยกินแต่ปลารากกล้วยทอดเฉย ๆ พอมากินแบบนี้แล้วก็แบบเอ้อเจ๋งไปอีกแบบ
ยำผักบุ้งกรอบ - 60 บาท: อีกหนึ่งทีเด็ดของมื้อนี้ ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนอีกแล้วกับยำผักบุ้งกรอบหน้าตาแบบนี้ ที่แบบไม่ได้ไปชุบแป้งทอดมาแล้วทอดมาเป็นปล้อง ๆ จานนี้เหมือนจะแบบเอาตัวใบผักบุ้งไปชุบแป้งแล้วก็ทอดแทน ก็เลยให้ feeling ที่ไม่ค่อยเหมือนเคยกินมาสักเท่าไร ส่วนรสชาติน้ำยำก็ได้มาตรฐานดีครับ เปรี้ยว เผ็ด กลมกล่อมลงตัว จานนี้เป็นอีกจานที่พวกผมชอบกัน
ปากเป็ดทอด - 70 บาท: ปากเป็ดอันใหญ่ดีครับและก็ให้มา 6 อันแน่ะ อันละ 11 บาทกว่าเอง ทอดมากรอบดี กินได้หมดทุกส่วนตั้งแต่จงอยปาก, โคนปาก หรือพูดอีกแบบคือกินได้เกลี้ยงเลย ปรุงรสมาดีครับ เค็มนำ ๆ เป็นจานปิดท้ายที่ลงตัวดีมาก
สรุป ร้าน "ข้าวต้มเจ๊ใส" ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง - อาหารตามสั่งร้านนึงก็ถือว่าเป็นร้านที่พวกผมค่อนข้างโชคดีที่ได้มากินโดยไม่ได้เสาะหาข้อมูลอะไรมาก่อนแต่ได้ร้านที่คุณภาพค่อนข้างดีเลย ราคาไม่แพง, รายการอาหารเยอะ และก็อาหารรวดเร็วดี ใครกำลังมองหาอาหารมื้อดึกราคาไม่แพง มาจัดร้านนี้กันได้เลยครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Wednesday, January 1, 2014
Shin Kai Sushi - Japanese Restaurant Review
Shin Kai Sushi - Japanese Restaurant at J-Arena Review
ชินไค ซูชิ - ร้านอาหารญี่ปุ่น เจ อารีนา ถนนราชพฤกษ์ รีวิว
Overall Score 7/10
Taste 3.5/5
Ambiance 3.5/5
Service 3/5
Value 3/5
Shin Kai - Japanese Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ฝั่งธนเป็นย่านที่ไม่ค่อยจะมีร้าน Sushi อยู่สักเท่าไร หรือเอาจริง ๆ ก็คือร้านที่ผมรู้จักนั้นมีอยู่แค่ 2 ร้านแค่นั้นเองนั่นก็คือร้าน Edo Sushi ที่ตั้งอยู่ที่ The Circle - ราชพฤกษ์และผมเคยรีวิวไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน และร้านที่ 2 ก็เป็นร้านในรีวิวนี้กับร้าน Shin Kai อีกหนึ่งร้านซูชิเฉพาะทางในย่านฝั่งธน ร้านนี้ตั้งอยู่บริเวณ J Arena ห้าง community mall เล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้าง The Circle เลยหาไม่ยากใครขับผ่านเส้นนี้น่าจะพบเจอกันได้ง่าย ๆ
คำว่า Shin Kai นั้นแปลได้ว่าทะเลลึก และที่ทางร้านนำชื่อนี้มาตั้งเพราะว่าวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างของร้านนี้ก็ล้วนแต่มาจากทะเลน้ำลึกแทบทั้งนั้น ก็เป็นชื่อร้านที่ค่อนข้างตั้งได้แบบแฝงความหมายได้ดีนะครับ บรรยากาศของร้านนี้ก็ค่อนข้างจะคล้าย ๆ ร้านซูชิเฉพาะทาง, sushi bar ที่มีกันค่อนข้างเยอะในกรุงเทพอยู่พอสมควร คือร้านจะเป็นร้านขนาดไม่ใหญ่นักจุลูกค้าได้ประมาณ 40 คนและก็แบ่งที่นั่งเป็น Sushi Bar กับที่นั่งแบบปกติในสัดส่วน 2:5 โดยประมาณ (เอาจริง ๆ แล้วผมไม่ค่อยเห็นลูกค้าคนไทยนั่งกินที่เคาน์เตอร์กันสักเท่าไรเลยนะ แต่ก็ยังเห็นร้าน sushi หลาย ๆ ร้านทำเคาน์เตอร์กัน อืม) บรยากาศร้านค่อนข้างจะตกแต่งให้มีความญี่ปุ่นพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ญี่ปุ่นจ๋า มีความ modern แฝงอยู่บ้างพอสมควร
อาหารของทางร้านนี้ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างคล้าย ๆ กับร้านซูชิเฉพาะทางหลาย ๆ ร้านในฝั่งพระนครพอสมควร อาหารแบ่งออกได้เป็นพวก Sushi & Sashimi & Roll ที่จะมีทั้งแบบ traditional และแบบ contemporary ที่ทางร้านคิดหน้าตาคิดสูตรกันเอาเอง และอีกพวกนึงก็คืออาหารญี่ปุ่นแบบ a la carte ทั่ว ๆ ไปที่จะมี salad, steak, อาหารปิ้งย่าง อะไรพวกนี้ไว้บริการ คือพูดอีกนัยนึงก็คือร้านนี้ไม่ได้เป็นร้านแบบที่เน้นขายแต่ sushi แบบบางร้าน คือมีอาหารจากครัวร้อนไว้ให้ลูกค้าเลือกสรรด้วย เพราะเท่าที่รู้มาไม่ใช่ว่าลูกค้าคนไทยจะสามารถกินอาหารจากครัวเย็นจนเต็มกระเพาะกันได้ทุกคน ส่วนใหญ่จะต้องมีอาหารร้อน ๆ มาช่วย balance กระเพาะด้วยอะไรแบบนั้น ราคาอาหารของร้าน Shin Kai Sushi แห่งนี้ก็ค่อนข้างจะสูสีกับร้านอื่น ๆ ในเมืองนะครับไม่ได้หนีกันมากมากินกันแบบจัดหนักจัดเต็มก็น่าจะอยู่ที่ 1,000 - 1,500 บาท/คน โดยประมาณ และก็ เชฟของทางร้าน Shin Kai Sushi แห่งนี้ก็มีหลายคนและล้วนแล้วแต่เป็นเชฟมากประสบการณ์ที่เคยทำงานที่ร้านอื่นมาก่อนแล้ว หลาย ๆ เมนูของทางร้านก็ได้เชฟเหล่านี้คิดค้นกันขึ้นมาใหม่ด้วย
อาหารในมื้อนี้ก็มีทั้งหมด 4 อย่างครับมาไล่เรียงกันตามลำดับที่ได้รับเลยดีกว่า
Shin Kai Sushi (8 อย่าง - 1,500 บาท) ซึ่งใน 8 อย่างนี้ก็ประกอบไปด้วยซูชิดังนี้
- Otoro Aburi หรือท้องปลาทูน่าเผา เผามากำลังดีครับ หอมใช้ได้ แต่เหมือนเนื้อจะไม่ค่อยละลายในปากสักเท่าไรไม่แน่ใจว่าไขมันโดน burn เยอะเกินไปรึเปล่า
- Hamachi Saikyo หรือปลาฮามาจิแบบเผาป้ายมาด้วย saikyo miso คำนี้เป็นอะไรที่แปลกดีครับไม่เคยเจอที่ไหน เนื้อปลาให้ผิวสัมผัสต่างจากแบบดิบ แต่ยังคงนุ่มอร่อยดีและได้รสจัดจ้านจาก saikyo miso ที่ป้ายมาด้านบนแบบค่อนข้างชัดเจน
- Salmon Spicy หรือ ปลาแซลมอนนำไปเผา(อีกเช่นกัน) และก็ป้ายมาด้วย miso ธรรมดา คำนี้หอมมันได้ความเปรี้ยวเล็ก ๆ จาก miso มาทำให้รสชาติซับซ้อนขึ้นมา ก็อร่อยไปอีกแบบนะครับ
- Hotate Cheese หรือ หอยเชลล์โปะด้านบนมาด้วยชีสและไข่กุ้ง ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่ mix & match มาได้ค่อนข้างลงตัว ตัวหอยนั้นหวานและนุ่มอยู่แล้ว ชีสกับไข่กุ้งมาช่วยเพิ่มความมัน เพิ่มความนัวเพิ่มเติมเข้าไป
- Foie Gras หรือ ตับห่าน คำนี้ไม่มีอะรมากครับก็แค่ตับห่านนำไป burn แค่นั้น คำนี้ยังไม่ค่อยโดน กินแล้วตับยังไม่ค่ยอละลายในปากสักเท่าไร คือเห็นหน้าตาของตับห่านตั้งแต่ก่อนกินก็แบบแอบสงสัยล่ะว่าทำไมฝ่อ ๆ เหี่ยว ๆ กว่าปกติ อืม คือแบบมันไม่เต่ง ๆ เหมือนคำที่อร่อย ๆ ที่ผมเคยกินมาน่ะครับ
- Ikura หรือ ซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอน คำนี้ค่อนข้างมาตรฐานไม่มีอะไรมาก ให้ไข่มาเยอะกว่าที่อื่นเล็กน้อย
- Enkawa Ponzu หรือ ครีบปลาตาเดียว คำนี้ทางร้านราดซอส ponzu มาให้เลยไม่ได้แยกมาให้จิ้มเพิ่มเติมเหมือนกับหลาย ๆ ร้านที่ผมเคยเจอมา รสชาติก็เป็นเอ็นกาวะมาตรฐานดีครับ มัน ๆ ละลายในปากหน่อย ๆ เปรี้ยวนิด ๆ จาก ponzu เป็นอะไรที่ใช่เลย
- Kobe Teri หรือ เนื้อ Kobe นำไปเผาเล็กน้อยและก็ราดซอส teriyaki มา เนื้อนุ่มละลายในปากดีครับ ตัวซอสก็หวานกำลังดีช่วยเพิ่มความอร่อยในแต่ละคำที่กินได้เป็นอย่างดี
Matzusaka Sumo - 400 บาท: ซูชิ signature ของทางร้านเป็นการนำเนื้อ Matzusaka แผ่นค่อนข้างใหญ่มาวางโปะลงบนข้าวปั้นคำนึงและก็ราดซอสที่จะคล้าย ๆ โชยุผสมกับเทอริยากิมาแบบเกือบ ๆ ท่วม แน่นอนครับคำนี้เนื้อมัตสึซากะไม่ทำให้คุณผิดหวังอยู่แล้ว นุ่มอร่อยละลายในปาก แต่ผมว่าคำนี้น่าจะดีกว่านี้ถ้าแบบตัวข้าวนั้นเสิร์ฟมาแบบร้อน ๆ ด้วย มันคงจะให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กินข้าวหน้าเนื้อที่แบบข้าวร้อนเนื้อร้อนแล้วมันจะทำให้อร่อยไปด้วยกันทั้งคู่อะไรแบบนั้น (อันนี้เหมือนกัดไปที่ข้าวแล้วมันเย็น ๆ ขัดกับตัวเนื้อน่ะครับ)
สเต็กปลาหิมะ (Snow Fish Steak - 420 บาท): ปลาหิมะชิ้นค่อนข้างใหญ่ มาในราคาที่ไม่ค่อยแพงนัก ไม่ถึง 500 บาทดี ตัวปลาหิมะย่างมาค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบดีครับ ผิวเกรียมเนื้อยังคงนุ่มอยู่ แต่เหมือนรสชาติการหมักการปรุงรสปลานั้นมันจะเค็มไปหน่อย กลายเป็นว่าความเนียน ความละมุนของเนื้อปลานั้นไม่โดดเด่นเหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ผมเคยกินสเต็กปลาหิมะดี ๆ มาเลยผักที่ให้มาด้วยกันค่อนข้างให้มาเยอะเป็นผักและเห็ดผสม ๆ กันซึ่งก็สดดีอร่อยดี ช่วยเติมเต็มจานนี้ได้อย่างลงตัว
สลัดชินไค (Shin Kai Salad - 450 บาท): มื้อนี้ตบท้ายด้วยสลัดที่ไม่เหมือนใครด้วยสลัดในชามเปล ชามยักษ์ด้านบนโปะมาด้วย seafood หลากหลายหน้าประกอบด้วย ไข่ปลาแซลมอน, ปลาแซลมอน, หอยปีกนก, ปลาทูน่า, ปลาหมึกยักษ์ และปลากะพง ส่วนด้านล่างก็จะเป็นผัก green oak และ red oak และเสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด 2 แบบน้ำสลัดงาและน้ำสลัดหัวหอม จานนี้เป็นสลัดที่ค่อนข้างทำได้ดีมากในหลาย ๆ ด้านครับ อย่างแรกเลยคือความคุ้ม คุ้มค่าจริง ๆ กับ 450 บาทแต่ได้อะไรมาขนาดนี้ อย่างที่สองคือรสชาติ ตัวน้ำสลัดนั้นอร่อยทั้ง 2 แบบ ผมเทแต่ละอย่างลงฝั่งละครึ่งนึงของจาน น้ำสลัดกลมกล่อมดึงความอร่อยของผักออกมาได้ดีจริง ๆ ส่วนตัวพวก seafood ทั้งหลายแหล่ก็สดอร่อยเช่นเดียวกัน จานนี้สมกับที่เอาชื่อร้านมาตั้งเป็นชื่อเมนูเลยครับ เยี่ยมเลย
สรุป ร้าน Shina Kai Sushi ณ J Arena ถนนราชพฤกษ์แห่งนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นร้านซูชิ-ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ค่อนข้างจะครบเครื่องเลย อาหารมีให้เลือกครบครันทั้งครัวเย็นและครัวร้อน, มีหลาย ๆ เมนูที่เป็น signature dishes ที่ทางร้านคิดขึ้นมาเองและควรค่าแก่การมาลิ้มลอง ใครที่บ้านอยู่แถวฝั่งธน หรืออยู่แถวถนนราชพฤกษ์และขี้เกียจจะถ่อไปกินซูชิดี ๆ ในฝั่งพระนคร และยังไม่รู้จักร้านนี้ก็มาลิ้มลองกันได้ครับ ของดี คุ้มค่า ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน เดินทางไปไกล ๆ ต้องมาจัดที่ Shin Kai แห่งนี้เลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
ชินไค ซูชิ - ร้านอาหารญี่ปุ่น เจ อารีนา ถนนราชพฤกษ์ รีวิว
Overall Score 7/10
Taste 3.5/5
Ambiance 3.5/5
Service 3/5
Value 3/5
Shin Kai - Japanese Restaurant on BumRes.com (For more pictures, menu and info)
ฝั่งธนเป็นย่านที่ไม่ค่อยจะมีร้าน Sushi อยู่สักเท่าไร หรือเอาจริง ๆ ก็คือร้านที่ผมรู้จักนั้นมีอยู่แค่ 2 ร้านแค่นั้นเองนั่นก็คือร้าน Edo Sushi ที่ตั้งอยู่ที่ The Circle - ราชพฤกษ์และผมเคยรีวิวไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน และร้านที่ 2 ก็เป็นร้านในรีวิวนี้กับร้าน Shin Kai อีกหนึ่งร้านซูชิเฉพาะทางในย่านฝั่งธน ร้านนี้ตั้งอยู่บริเวณ J Arena ห้าง community mall เล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้าง The Circle เลยหาไม่ยากใครขับผ่านเส้นนี้น่าจะพบเจอกันได้ง่าย ๆ
คำว่า Shin Kai นั้นแปลได้ว่าทะเลลึก และที่ทางร้านนำชื่อนี้มาตั้งเพราะว่าวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างของร้านนี้ก็ล้วนแต่มาจากทะเลน้ำลึกแทบทั้งนั้น ก็เป็นชื่อร้านที่ค่อนข้างตั้งได้แบบแฝงความหมายได้ดีนะครับ บรรยากาศของร้านนี้ก็ค่อนข้างจะคล้าย ๆ ร้านซูชิเฉพาะทาง, sushi bar ที่มีกันค่อนข้างเยอะในกรุงเทพอยู่พอสมควร คือร้านจะเป็นร้านขนาดไม่ใหญ่นักจุลูกค้าได้ประมาณ 40 คนและก็แบ่งที่นั่งเป็น Sushi Bar กับที่นั่งแบบปกติในสัดส่วน 2:5 โดยประมาณ (เอาจริง ๆ แล้วผมไม่ค่อยเห็นลูกค้าคนไทยนั่งกินที่เคาน์เตอร์กันสักเท่าไรเลยนะ แต่ก็ยังเห็นร้าน sushi หลาย ๆ ร้านทำเคาน์เตอร์กัน อืม) บรยากาศร้านค่อนข้างจะตกแต่งให้มีความญี่ปุ่นพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ญี่ปุ่นจ๋า มีความ modern แฝงอยู่บ้างพอสมควร
อาหารของทางร้านนี้ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างคล้าย ๆ กับร้านซูชิเฉพาะทางหลาย ๆ ร้านในฝั่งพระนครพอสมควร อาหารแบ่งออกได้เป็นพวก Sushi & Sashimi & Roll ที่จะมีทั้งแบบ traditional และแบบ contemporary ที่ทางร้านคิดหน้าตาคิดสูตรกันเอาเอง และอีกพวกนึงก็คืออาหารญี่ปุ่นแบบ a la carte ทั่ว ๆ ไปที่จะมี salad, steak, อาหารปิ้งย่าง อะไรพวกนี้ไว้บริการ คือพูดอีกนัยนึงก็คือร้านนี้ไม่ได้เป็นร้านแบบที่เน้นขายแต่ sushi แบบบางร้าน คือมีอาหารจากครัวร้อนไว้ให้ลูกค้าเลือกสรรด้วย เพราะเท่าที่รู้มาไม่ใช่ว่าลูกค้าคนไทยจะสามารถกินอาหารจากครัวเย็นจนเต็มกระเพาะกันได้ทุกคน ส่วนใหญ่จะต้องมีอาหารร้อน ๆ มาช่วย balance กระเพาะด้วยอะไรแบบนั้น ราคาอาหารของร้าน Shin Kai Sushi แห่งนี้ก็ค่อนข้างจะสูสีกับร้านอื่น ๆ ในเมืองนะครับไม่ได้หนีกันมากมากินกันแบบจัดหนักจัดเต็มก็น่าจะอยู่ที่ 1,000 - 1,500 บาท/คน โดยประมาณ และก็ เชฟของทางร้าน Shin Kai Sushi แห่งนี้ก็มีหลายคนและล้วนแล้วแต่เป็นเชฟมากประสบการณ์ที่เคยทำงานที่ร้านอื่นมาก่อนแล้ว หลาย ๆ เมนูของทางร้านก็ได้เชฟเหล่านี้คิดค้นกันขึ้นมาใหม่ด้วย
อาหารในมื้อนี้ก็มีทั้งหมด 4 อย่างครับมาไล่เรียงกันตามลำดับที่ได้รับเลยดีกว่า
Shin Kai Sushi (8 อย่าง - 1,500 บาท) ซึ่งใน 8 อย่างนี้ก็ประกอบไปด้วยซูชิดังนี้
- Otoro Aburi หรือท้องปลาทูน่าเผา เผามากำลังดีครับ หอมใช้ได้ แต่เหมือนเนื้อจะไม่ค่อยละลายในปากสักเท่าไรไม่แน่ใจว่าไขมันโดน burn เยอะเกินไปรึเปล่า
- Hamachi Saikyo หรือปลาฮามาจิแบบเผาป้ายมาด้วย saikyo miso คำนี้เป็นอะไรที่แปลกดีครับไม่เคยเจอที่ไหน เนื้อปลาให้ผิวสัมผัสต่างจากแบบดิบ แต่ยังคงนุ่มอร่อยดีและได้รสจัดจ้านจาก saikyo miso ที่ป้ายมาด้านบนแบบค่อนข้างชัดเจน
- Salmon Spicy หรือ ปลาแซลมอนนำไปเผา(อีกเช่นกัน) และก็ป้ายมาด้วย miso ธรรมดา คำนี้หอมมันได้ความเปรี้ยวเล็ก ๆ จาก miso มาทำให้รสชาติซับซ้อนขึ้นมา ก็อร่อยไปอีกแบบนะครับ
- Hotate Cheese หรือ หอยเชลล์โปะด้านบนมาด้วยชีสและไข่กุ้ง ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่ mix & match มาได้ค่อนข้างลงตัว ตัวหอยนั้นหวานและนุ่มอยู่แล้ว ชีสกับไข่กุ้งมาช่วยเพิ่มความมัน เพิ่มความนัวเพิ่มเติมเข้าไป
- Foie Gras หรือ ตับห่าน คำนี้ไม่มีอะรมากครับก็แค่ตับห่านนำไป burn แค่นั้น คำนี้ยังไม่ค่อยโดน กินแล้วตับยังไม่ค่ยอละลายในปากสักเท่าไร คือเห็นหน้าตาของตับห่านตั้งแต่ก่อนกินก็แบบแอบสงสัยล่ะว่าทำไมฝ่อ ๆ เหี่ยว ๆ กว่าปกติ อืม คือแบบมันไม่เต่ง ๆ เหมือนคำที่อร่อย ๆ ที่ผมเคยกินมาน่ะครับ
- Ikura หรือ ซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอน คำนี้ค่อนข้างมาตรฐานไม่มีอะไรมาก ให้ไข่มาเยอะกว่าที่อื่นเล็กน้อย
- Enkawa Ponzu หรือ ครีบปลาตาเดียว คำนี้ทางร้านราดซอส ponzu มาให้เลยไม่ได้แยกมาให้จิ้มเพิ่มเติมเหมือนกับหลาย ๆ ร้านที่ผมเคยเจอมา รสชาติก็เป็นเอ็นกาวะมาตรฐานดีครับ มัน ๆ ละลายในปากหน่อย ๆ เปรี้ยวนิด ๆ จาก ponzu เป็นอะไรที่ใช่เลย
- Kobe Teri หรือ เนื้อ Kobe นำไปเผาเล็กน้อยและก็ราดซอส teriyaki มา เนื้อนุ่มละลายในปากดีครับ ตัวซอสก็หวานกำลังดีช่วยเพิ่มความอร่อยในแต่ละคำที่กินได้เป็นอย่างดี
Matzusaka Sumo - 400 บาท: ซูชิ signature ของทางร้านเป็นการนำเนื้อ Matzusaka แผ่นค่อนข้างใหญ่มาวางโปะลงบนข้าวปั้นคำนึงและก็ราดซอสที่จะคล้าย ๆ โชยุผสมกับเทอริยากิมาแบบเกือบ ๆ ท่วม แน่นอนครับคำนี้เนื้อมัตสึซากะไม่ทำให้คุณผิดหวังอยู่แล้ว นุ่มอร่อยละลายในปาก แต่ผมว่าคำนี้น่าจะดีกว่านี้ถ้าแบบตัวข้าวนั้นเสิร์ฟมาแบบร้อน ๆ ด้วย มันคงจะให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กินข้าวหน้าเนื้อที่แบบข้าวร้อนเนื้อร้อนแล้วมันจะทำให้อร่อยไปด้วยกันทั้งคู่อะไรแบบนั้น (อันนี้เหมือนกัดไปที่ข้าวแล้วมันเย็น ๆ ขัดกับตัวเนื้อน่ะครับ)
สเต็กปลาหิมะ (Snow Fish Steak - 420 บาท): ปลาหิมะชิ้นค่อนข้างใหญ่ มาในราคาที่ไม่ค่อยแพงนัก ไม่ถึง 500 บาทดี ตัวปลาหิมะย่างมาค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบดีครับ ผิวเกรียมเนื้อยังคงนุ่มอยู่ แต่เหมือนรสชาติการหมักการปรุงรสปลานั้นมันจะเค็มไปหน่อย กลายเป็นว่าความเนียน ความละมุนของเนื้อปลานั้นไม่โดดเด่นเหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ผมเคยกินสเต็กปลาหิมะดี ๆ มาเลยผักที่ให้มาด้วยกันค่อนข้างให้มาเยอะเป็นผักและเห็ดผสม ๆ กันซึ่งก็สดดีอร่อยดี ช่วยเติมเต็มจานนี้ได้อย่างลงตัว
สลัดชินไค (Shin Kai Salad - 450 บาท): มื้อนี้ตบท้ายด้วยสลัดที่ไม่เหมือนใครด้วยสลัดในชามเปล ชามยักษ์ด้านบนโปะมาด้วย seafood หลากหลายหน้าประกอบด้วย ไข่ปลาแซลมอน, ปลาแซลมอน, หอยปีกนก, ปลาทูน่า, ปลาหมึกยักษ์ และปลากะพง ส่วนด้านล่างก็จะเป็นผัก green oak และ red oak และเสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด 2 แบบน้ำสลัดงาและน้ำสลัดหัวหอม จานนี้เป็นสลัดที่ค่อนข้างทำได้ดีมากในหลาย ๆ ด้านครับ อย่างแรกเลยคือความคุ้ม คุ้มค่าจริง ๆ กับ 450 บาทแต่ได้อะไรมาขนาดนี้ อย่างที่สองคือรสชาติ ตัวน้ำสลัดนั้นอร่อยทั้ง 2 แบบ ผมเทแต่ละอย่างลงฝั่งละครึ่งนึงของจาน น้ำสลัดกลมกล่อมดึงความอร่อยของผักออกมาได้ดีจริง ๆ ส่วนตัวพวก seafood ทั้งหลายแหล่ก็สดอร่อยเช่นเดียวกัน จานนี้สมกับที่เอาชื่อร้านมาตั้งเป็นชื่อเมนูเลยครับ เยี่ยมเลย
สรุป ร้าน Shina Kai Sushi ณ J Arena ถนนราชพฤกษ์แห่งนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นร้านซูชิ-ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ค่อนข้างจะครบเครื่องเลย อาหารมีให้เลือกครบครันทั้งครัวเย็นและครัวร้อน, มีหลาย ๆ เมนูที่เป็น signature dishes ที่ทางร้านคิดขึ้นมาเองและควรค่าแก่การมาลิ้มลอง ใครที่บ้านอยู่แถวฝั่งธน หรืออยู่แถวถนนราชพฤกษ์และขี้เกียจจะถ่อไปกินซูชิดี ๆ ในฝั่งพระนคร และยังไม่รู้จักร้านนี้ก็มาลิ้มลองกันได้ครับ ของดี คุ้มค่า ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน เดินทางไปไกล ๆ ต้องมาจัดที่ Shin Kai แห่งนี้เลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
Feel free to leave a comment and you can also contact me via channels below.
http://www.bumres.com
http://www.facebook.com/BumRes
admin@bumres.com
ร้านอาหาร
Subscribe to:
Posts (Atom)
























































